บทที่ 14 เทียบยาสุดท้าย
กลิ่นคาวโลหิตที่เคยคละคลุ้งทั่วลานสำนักหมอพเนจรค่อย ๆ ถูกชำระล้างจนเจือจางลง เหลือเพียงกลิ่นสมุนไพรอบอุ่นที่ลอยกรุ่นออกจากเตาต้มยาขนาดใหญ่ทางเรือนตะวันตก
ซูเซียวเสร็จสิ้นจากการทำบาดแผลและเคี่ยวยาระงับปวดให้แก่คนของสำนักรวมถึงองครักษ์เงาที่บาดเจ็บจนครบทุกคน ดวงตาคู่สวยฉายแววเหนื่อยล้าทว่ายังคงสุขุมเยือกเย็น นางใช้ผ้าสะอาดเช็ดคราบสมุนไพรออกจากเรียวนิ้วบาง ก่อนจะหันไปสั่งความกับสาวใช้คนสนิท
“ซิ่วเอ๋อร์ ที่เหลือตรงนี้ฝากเจ้าช่วยจัดการต่อที คอยดูฟืนในเตาต้มยา และตรวจดูแผลของคนเจ็บให้เรียบร้อย”
“เจ้าค่ะท่านหมอ ทางนี้ซิ่วเอ๋อร์จะดูแลต่อให้อย่างดีเจ้าค่ะ”
สาวใช้รับคำสั่งด้วยความนอบน้อม ก่อนจะเร่งไปดูฟืนไฟและบดสมุนไพรต่อ
ซูเซียวพยักหน้ารับเบา ๆ จากนั้นจึงยกถ้วยยาสีเข้มต้มร้อนกรุ่น มุ่งหน้าไปยังห้องพักฟื้นขององค์หญิงผิงหยาง
เมื่อก้าวผ่านฉากกั้นไม้ไผ่เข้ามา ซูเซียวพบว่าจ้าวเฟิ่งหลานกำลังนั่งเอนกายพิงหัวเตียงอยู่ ดวงตาคมกริบคู่นั้นจ้องมองมาที่นางในทันที แววตาขององค์หญิงแม่ทัพปราศจากกระแสดุดัน หากแต่ทอประกายอบอุ่น อ่อนโยน และแฝงความรู้สึกลึกซึ้งที่ยากจะอ่านออก
“คนเจ็บด้านนอกเป็นอย่างไรบ้าง?”
จ้าวเฟิ่งหลานเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้ตรงมุมปากเมื่อเห็นหมอหญิงยังคงเข้ามาทำหน้าที่ดูแลตน ทั้งที่ในใจของอีกฝ่ายจะยังคงขุ่นเคืองกับเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้น สายตาคมจะมองเลยบ่าของซูเซียวออกไปด้านนอก แล้วเอ่ยต่อด้วยความห่วงใย
“คนของเจ้ามีเพียงหยิบมือ ต้องคอยดูแลทั้งคนของสำนักและคนของเราเช่นนี้ จะรับมือไหวหรือ หากคนไม่พอ เราจะสั่งให้ยู่เฟิงส่งคนมาเพิ่มเพื่อคอยสลับสับเปลี่ยนช่วยดูแล”
ซูเซียววางถ้วยยาลงบนโต๊ะเตี้ยข้างเตียง ก่อนจะทรุดกายลงนั่งบนม้านั่งไม้ข้างเตียงคนไข้
“อาการโดยรวมของคนเจ็บทุกคนทรงตัวแล้ว ยาต้มและยาพอกแผลช่วยระงับความเจ็บปวดไว้ได้เกือบหมด ซิ่วเอ๋อร์และคนอื่นคอยช่วยกันดูแลต้มยาอยู่ตลอด คนในสำนักข้ามีเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องรบกวนคนของราชสำนักให้เข้ามาวุ่นวายเพิ่มเติม”
เมื่อเอ่ยปฏิเสธอย่างสุภาพทว่าแฝงความห่างเหินและตัดรอน หมอหญิงจึงขยับกายเข้าไปใกล้เตียงคนป่วยอีกนิด
“ขยับเข้ามาใกล้ข้าอีกนิด ข้าจะตรวจแผลที่ไหล่ให้ท่าน”
องค์หญิงผิงหยางเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะยอมขยับกายเข้ามาหาแต่โดยดี ซูเซียวเอื้อมมือไปปลดสาบเสื้อคลุมยาวสีเข้มออกอย่างเบามือ เผยให้เห็นลาดไหล่ขาวเนียนฝั่งขวาที่มีผ้าพันแผลปิดทับอยู่ สัมผัสจากปลายนิ้วเย็นเยียบของซูเซียวที่แตะต้องผิวเนื้ออุ่นทำให้ร่างของจ้าวเฟิ่งหลานสะท้านเกร็งไปชั่วขณะ แววตาคมทอดมองใบหน้างดงามหมดจดที่กำลังก้มลงแกะผ้าพันแผลด้วยสมาธิแน่วแน่
“บาดแผลภายนอกเริ่มสมานตัวดีแล้ว สมุนไพรช่วยระงับอาการอักเสบไว้ได้เกือบหมด”
ซูเซียวเอ่ยเสียงเรียบขณะป้ายตัวยาสมุนไพรสีเขียวเข้มทับลงบนรอยแผลอย่างแผ่วเบาและประณีต ก่อนจะหยิบผ้าสะอาดผืนใหม่มาพันปิดแผลไว้ให้ดังเดิม
“และนี่คือเทียบยาสะกดพิษถ้วยสุดท้าย ... ดื่มเสีย”
จ้าวเฟิ่งหลานรับถ้วยยาขึ้นมาดื่มรวดเดียวจนหมด นางส่งถ้วยเปล่าคืนพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยของหมอหญิง
“ขอบใจเจ้ามาก”
ซูเซียวรับถ้วยคืนมาเก็บลงถาด น้ำเสียงของนางกลับมาเย็นชาและห่างเหินอีกครา
“ในเมื่อบาดแผลภายนอกของเจ้าเริ่มสมานดี และยากระตุ้นลมปราณก็ช่วยพยุงชีพจรไว้ได้แล้ว พรุ่งนี้เช้าท่านและคนของท่านก็ควรเดินทางออกจากสำนักหมอพเนจรเสียตามสัญญา”
จ้าวเฟิ่งหลานผุดยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก แววตาทอประกายเจ้าเล่ห์ดั่งจิ้งจอกในคราบพญาหงส์ นางเอนหลังพิงหัวเตียงพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงทอดถอนใจ
“ซูเซียว ... เจ้าช่างเป็นหมอที่ใจจืดใจดำยิ่งนัก วันนี้เราเพิ่งฝืนออกแรงใช้วรยุทธ์ช่วยปกป้องสำนักของเจ้าจากกลุ่มนักฆ่าจนแทบสิ้นกำลัง หากพรุ่งนี้รีบร้อนเดินทางหากแผลฉีกขาดกลางทาง หรือพิษร้ายย้อนกลับเข้าสู่หัวใจจนเราต้องสิ้นชีพเล่า ...”
คำพูดตัดพ้อแกมเจ้าเล่ห์นั้นทำให้โทสะในอกของซูเซียวปะทุขึ้นมาทันที ปลายนิ้วเรียวบีบขอบถาดในมือแน่น นางรู้ดีว่าคนตรงหน้ากำลังยกข้ออ้างเพื่อรั้งอยู่ต่อ
“อีกทั้ง ... หากพวกมันย้อนกลับมาเพื่อกวาดล้างพยานและปิดปาก เจ้าและคนในสำนักจะรับมือไหวหรือ มีเพียงข้าและองครักษ์เท่านั้นที่จะเป็นโล่คุ้มกันให้ที่นี่ปลอดภัยได้”
ซูเซียวสูดลมหายใจเข้าลึก สะกดกลั้นทั้งความโกรธแลคะวามสับสนในใจ ก่อนจะตอกกลับด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
“ที่พวกนักฆ่าบุกมาเข่นฆ่าผู้คนถึงที่นี่ก็เพราะพวกท่าน! หากพวกท่านไม่เหยียบย่างเข้ามาที่นี่ตั้งแต่วันแรก สำนักหมอพเนจรของข้าก็คงไม่ต้องมาเปรอะเปื้อนคาวเลือดเช่นนี้!”
จ้าวเฟิ่งหลานชะงักไปเล็กน้อยกับคำตัดพ้ออันเจ็บแสบ ทว่าแววตายังคงสุขุม ลุ่มลึก และจับจ้องหมอหญิงอย่างไม่ละสายตา ก่อนจะเอ่ยปากต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลจริงจัง
