บทที่ 15 คืนจันทร์เต็มดวง

“ยามนี้เรื่องราวเกิดขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของพวกเจ้า หากเจ้าให้เราอยู่พักรักษาตัวต่อ รอจนแผลสมานดีและลมปรานฟื้นคืนพอจะจับกระบี่ได้อย่างเต็มกำลัง ย่อมเป็นผลดีต่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย”

ซูเซียวกัดฟันแน่นระงับความขุ่นเคือง แม้จะชิงชัง ทว่าความปลอดภัยของทุกคนในสำนักย่อมสำคัญกว่าแค้นส่วนตัว นางจึงจำต้องยอมโอนอ่อนอย่างเลี่ยงไม่ได้

“เจ้าเล่ห์ดั่งสุนัขจิ้งจอกไม่มีผิด ... ข้าจะยอมให้ท่านอยู่พักรักษาและเฝ้าดูอาการอีกเพียงสองวันเท่านั้น พ้นจากนี้ไป ห้ามมีข้ออ้างใดมารั้งอยู่ต่ออีกเป็นอันขาด”

“ตกลง ... เพียงสองวันก็ย่อมได้”

จ้าวเฟิ่งหลานยิ้มรับด้วยความพึงพอใจ แววตาคมปลาบคู่นั้นฉายประกายลึกซึ้งระคนอ่อนโยนอย่างที่ซูเซียวไม่อาจเข้าใจ

หมอหญิงสะบัดหน้าหนี ประคองถาดในมือแล้วก้าวออกจากห้องพักฟื้นไปทันที ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและสายตาขององค์หญิงแม่ทัพที่ทอดสายตามองตามแผ่นหลังบางไปด้วยความรู้สึกที่เริ่มถลำลึกและแปรเปลี่ยนไปทีละน้อย

ท่ามกลางความมืดมิดภายในห้องโถงกว้างขวางของจวนแห่งหนึ่ง กลิ่นกำยานราคาแพงลอยอบอวล ผสมผสานกับเสียงกระทบแผ่วเบาของถ้วยชาเคลือบเนื้อดี

ร่างหนึ่งนั่งสงบนิ่งอยู่หลังม่านมุกและฉากกั้นไม้ฉลุลายโบราณ แม้เงามืดจะบดบังจนมองไม่เห็นเสี้ยวหน้า ทว่ากลิ่นอายความน่าเกรงขามที่แผ่ออกมา กลับทำให้ห้องทั้งห้องดูหนาวเหน็บขึ้นมาอย่างจับใจ

ใจกลางห้องโถง บุรุษในชุดสีม่วงเข้มคุกเข่าลงข้างหนึ่งอย่างนอบน้อม สีหน้าของเขาเย็นชา ทว่าแววตากลับแฝงประกายเจ้าเล่ห์ ยามเอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

“เรียนนายท่าน ... กลุ่มนักฆ่าทำงานพลาด จ้าวเฟิ่งหลานยังไม่สิ้นใจขอรับ”

เงาร่างหลังม่านมุกชะงักมือที่กำลังยกถ้วยชาขึ้นเพียงเล็กน้อย ทว่ายังคงความสงบนิ่ง

“แต่เรื่องนั้นหาใช่สิ่งที่ต้องกังวลไม่ขอรับ”

“เหตุใดเจ้าจึงมั่นใจถึงเพียงนั้น”

บุรุษชุดม่วงแค่นยิ้มเหี้ยมเกรียม แววตาทอประกายอำมหิต

“เพราะพิษที่นางได้รับในวันที่ถูกซุ่มโจมตี หาใช่พิษเจ็ดรากธรรมดาสามัญ แต่มันคือพิษแฝงเร้น ‘ไอเย็นกลืนอัคคี’ และที่สำคัญที่สุด ... คืนนี้คือคืนพระจันทร์เต็มดวงขอรับ”

“คืนจันทร์เต็มดวง ... แล้วมันจะเป็นเช่นไร”

เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังลอดออกมาจากหลังม่านมุก

“เมื่อถึงคืนจันทร์เต็มดวง พลังหยินอันมหาศาลจะกระตุ้นพิษไอเย็นในร่างของนางให้ทวีความรุนแรงขึ้นถึงสิบเท่า! โลหิตและเส้นชีพจรภายนอกจะถูกแช่แข็งจนเหน็บหนาวดั่งเกล็ดน้ำแข็ง ในขณะที่ภายในแผดเผาร้อนรุ่มปานเพลิงพลาญ ความร้อนและเย็นจะปะทะกันอย่างบ้าคลั่ง ฉีกกระชากชีพจรหัวใจของนางจนแตกสลาย เช่นนี้นางย่อมไม่มีทางรอดชีวิตไปได้ ต่อให้มีหมอเทวดาจากสวรรค์ ... ก็ไม่มีวันถอนพิษร้ายนี้ได้ขอรับ!”

“ไม่มีผู้ใดถอนได้เลยเช่นนั้นหรือ”

“แท้จริงแล้ว ... ในใต้หล้าเคยมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่รู้วิธีถอนพิษชนิดนี้ขอรับ”

“ผู้ใดกัน”

“อดีตหมอหลวงตระกูลหลาน ... หลานอี้ ซึ่งบัดนี้มีเพียงชื่อในกองเถ้าถ่านไปแล้วขอรับ”

ความเงียบงันโรยตัวเข้าปกคลุมห้องโถงสลัวครู่หนึ่ง ก่อนที่เสียงหัวเราะแผ่วเบาทว่าเย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจจะดังก้องออกมาจากหลังม่านมุก

“ดี ... ปล่อยให้นางสิ้นใจตายอย่างทรมานกลางป่าไปเสีย ลบตัวตนของนางออกจากสายตาผู้อื่น มีนางอยู่ แผ่นดินนี้ก็มีแต่คนสรรเสิรญเพียงแค่จ้าวเฟิ่งหลาน ... วัดใดที่ไร้นาง เราจะเหยียบย่ำชื่อเสียงของนางให้จมธรณี!”

เวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งเข้าสู่ยามจื่อ (เที่ยงคืน)

ดวงจันทร์ลอยเด่นสว่างกระจ่างฟ้า แสงสีนวลสาดส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้ไผ่เข้ามาภายในห้องพักฟื้น ทว่าภายใต้ความเงียบสงบนั้น ร่างของจ้าวเฟิ่งหลานที่นอนอยู่บนเตียงกลับเกิดความผิดปกติขั้นรุนแรงอย่างที่ไม่มีผู้ใดคาดคิด

“อึก ... ฮึก ...”

เสียงครางด้วยความทรมานเล็ดลอดออกมาจากลำคอขององค์หญิงแม่ทัพ ร่างบนเตียงสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม สองมือเกร็งจิกผ้าปูเตียงแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ผิวกายขาวผ่องบัดนี้ซีดเผือดราวกระดาษ และที่น่าหวาดกลัวคือ มีละอองไอเย็นสีขาวจาง ๆ แผ่ออกมาจากบาดแผลบริเวณไหล่ขวา ไอเย็นนั้นแล่นลามไปตามเส้นชีพจรจนผิวหนังปรากฏรอยเส้นโลหิตสีม่วงคล้ำเกาะกุมคล้ายเกล็ดน้ำแข็ง

ทว่า ในขณะที่ภายนอกร่างกายหนาวสะท้านลึกถึงกระดูก ภายในอกและช่องท้องกลับร้อนรุ่มทรมานปานถูกเพลิงเผาพลาญ ลมหายใจที่พ่นออกมาทางริมฝีปากแห้งผากร้อนผ่าวจนน่าใจหาย ดวงตาคมปรือเปิดอย่างอ่อนล้า นัยน์ตาก่ำด้วยฤทธิ์พิษที่บิดม้วนทำลายชีพจร ร่างกายบิดเกร็งรุนแรงจากการถูกความเย็นและความร้อนฉีกกระชากพร้อมกัน

เฉินยู่เฟิงที่นั่งเฝ้ายามอยู่หน้าประตูห้อง เมื่อได้ยินเสียงครางผิดปกติจึงรีบผลักประตูพรวดเข้ามา ภาพเบื้องหน้าทำเอาหัวใจของรองแม่ทัพหนุ่มหล่นวูบ

“องค์หญิง! องค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ!”

ยู่เฟิงปราดเข้าไปประคองร่างที่กำลังสั่นสะท้าน ทว่าทันทีที่ฝ่ามือแตะถูกผิวกาย ความเย็นเยียบปานน้ำแข็ง ส่งผ่านจนฝ่ามือของเขาแทบชาหนึบ ในขณะที่ลมหายใจของนางกลับร้อนระอุ ผิวแก้มแดงก่ำสลับซีดอย่างน่ากลัว

“ร้อน ... ข้างในเราร้อนทรมานเหลือเกิน ... แต่เหตุใดผิวกายเราจึงเย็นเพียงนี้ ...”

จ้าวเฟิ่งหลานเค้นเสียงละเมอออกมาด้วยความทรมาน สติสัมปชัญญะเริ่มเลือนรางเต็มที

“กระหม่อมจะไปตามท่านหมอซูเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ!”

เฉินยู่เฟิงร้อนใจแทบคลั่ง เขารีบผละออกจากเตียง วิ่งฝ่าความมืดตรงไปยังเรือนพักของซูเซียวและท่านหมอหลิวในทันที

บทก่อนหน้า
บทถัดไป