บทที่ 2 หมอหญิงพเนจร
ความเย็นยะเยือกของพายุหิมะถูกตัดขาดทันทีเมื่อประตูไม้ถูกปิดลง แทนที่ด้วยความอบอุ่นและกลิ่นสมุนไพรเข้มข้นที่ลอยตลบอบอวลไปทั่วบรรยากาศ ทั้งกลิ่นเปลือกไม้อบเชย โกฐหัวบัว และกลิ่นเข้มข้นของหญ้าถอนพิษหลากหลายชนิดที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวจนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของสถานที่แห่งนี้
“ท่านหมอซู! เกิดเรื่องแล้วขอรับ! มีคนบาดเจ็บหนักมาล้มลงหน้าสำนัก!”
เสียงตะโกนลนลานของข้ารับใช้ดังแหวกความเงียบ ไม่นานนัก สตรีสรีระงดงามในชุดสีฟ้าอมเทาเรียบง่ายก็ก้าวออกมาจากหลังฉากกั้นด้านในอย่างเชื่องช้า นางคือ ‘หมอหญิงซู’ หรือ ‘ซูเซียว’ หญิงสาวผู้มีเรือนร่างอรชร ทว่าท่วงท่ากลับสงบนิ่งดั่งผืนน้ำไร้ระลอกคลื่น ใบหน้าหมดจดปราศจากการแต่งแต้ม ทว่ากลับสะกดสายตาด้วยความเกลี้ยงเกลาและลุ่มลึก
ซูเซียวเดินเข้าไปก้มลงมองร่างที่นอนหมดสติอยู่บนพื้นด้วยสายตาเรียบเฉย นางพิศมองชุดเกราะเหล็กที่สลักลายพยัคฆ์เหินอย่างพิจารณา ก่อนจะสะดุดตาเข้ากับตราประทับทองคำที่ห้อยอยู่ข้างเอวของสตรีผู้บาดเจ็บ ... ตราประทับของราชวงศ์
ดวงตานิ่งสงบของหมอหญิงฉายแวววูบไหวขึ้นชั่วครู่ ก่อนจะรีบกลับคืนสู่ความสงบเยือกเย็นดังเดิม
“ลากพวกเขากลับออกไป”
น้ำเสียงของซูเซียวเรียบเย็นและแข็งกระด้าง ปราศจากความลังเลแม้แต่น้อย
เฉินยู่เฟิงที่พยายามยันกายขึ้นจากพื้น พลันเบิกตากว้างด้วยความตกใจ แววตาเต็มไปด้วยความสับสนและลนลาน
“ท่านหมอ ... ได้โปรดเถิด! สตรีผู้นี้คือองค์หญิงผิงหยาง นางบาดเจ็บสาหัส และน่าจะได้รับพิษ หากไม่ได้รับการรักษา นางต้องสิ้นพระชนม์ภายในหนึ่งก้านธูปเป็นแน่! ได้โปรดช่วยชีวิตองค์หญิงด้วย!”
“องค์หญิงเช่นนั้นหรือ?”
ซูเซียวแค่นหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความขื่นขมและชิงชังลึกสุดหัวใจ
“ยิ่งเป็นคนของราชสำนัก เป็นคนของตระกูลสูงศักดิ์ ข้ายิ่งไม่อาจช่วย ... พาออกไปเสีย ก่อนที่ข้าจะใช้เข็มพิษขับพวกเจ้าออกไปด้วยตัวเอง!”
สิ้นคำกล่าว ซูเซียวหันหลังเตรียมก้าวเดินกลับเข้าห้องยาโดยไม่แยแสสายตาอ้อนวอน ในหัวใจของนาง ... ภาพความทรงจำอันมืดมนเมื่อสิบสองปีก่อนพลันพรั่งพรูออกมาประดุจคลื่นคลั่ง เสียงกรีดร้องอย่างทรมานของบิดามารดา คราบเลือดสด ๆ ที่สาดรดแผ่นดิน และราชโองการประหารเก้าชั่วโคตรอันไร้ปรานีจากคนในวังหลวง ...
คนพวกนี้ใช้ชีวิตผู้อื่นเป็นเพียงหมากการเมือง สังหารผู้บริสุทธิ์นับร้อยเพื่อแลกกับอำนาจ แล้วเหตุใดนางต้องใช้วิชาแพทย์ที่ตระกูลของนางแลกมาด้วยชีวิตและหยาดน้ำตา ไปยื้อชีวิตคนของราชวงศ์ด้วยเล่า!
“ซูเซียว ...”
ท่านหมอหลิวแห่งสำนักหมอพเนจร ผู้ดูแลซูเซียวมาตั้งแต่เยาว์วัย รีบก้าวเข้ามาทรุดตัวลงตรวจชีพจรและดวงตาของจ้าวเฟิ่งหลานอย่างรวดเร็ว ก่อนที่สีหน้าสุขุมจะแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดและตื่นตระหนกขึ้นมาทันที
“สตรีผู้นี้ถูกพิษไอเย็นร้ายแรงยิ่งนัก! ผิวแก้มเริ่มเขียวคล้ำ ชีพจรอ่อนแรงจนแทบสัมผัสไม่ได้ หากพวกเราไม่ยื่นมือเข้าช่วยถอนพิษยื้อชีวิตในตอนนี้ นางคงไม่อาจรอดชีวิตพ้นหนึ่งก้านธูปนี้ไปได้”
ซูเซียวแค่นยิ้มเย็น แววตายังคงแน่วแน่และเต็มไปด้วยความเย็นชาดื้อรั้น
“ตายก็ตายไปสิ! คนตระกูลสูงศักดิ์ คนในวังหลวง ... ต่อให้นางต้องสิ้นใจลงต่อหน้าข้าตรงนี้ ข้าก็ไม่มีวันใช้เข็มเงินเพื่อช่วยเหลือนางแม้แต่เล่มเดียว!”
เมื่อเห็นสตรีผู้เปรียบเสมือนหลานสาวมีท่าทีแข็งกร้าวและจมดิ่งอยู่กับไฟแค้น ท่านหมอหลิวทำได้เพียงถอนหายใจยาวด้วยความห่วงใย เขากวาดสายตามองดูบาดแผลและสีหน้าของร่างไร้สติด้วยความสะเทือนใจ ก่อนจะก้าวเข้ามาขวางทางซูเซียวเอาไว้ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าหนักแน่นเพื่อเตือนสติ
“บิดาของเจ้า เคยสอนสิ่งใดไว้หรือ?”
บุคคลที่หมอหลิวเอ่ยออกมา ทำเอาเท้าของซูเซียวถึงกับชะงักกึก
“บิดาท่านเคยกล่าวไว้ว่า ‘ใต้คมเข็มของหมอ มีเพียงคนเจ็บและคนตาย ปราศจากยศศักดิ์ ปราศจากความแค้น หากหมอเลือกข้างที่จะรักษา วิชาแพทย์ก็เป็นเพียงเครื่องมือฆ่าคนชนิดหนึ่งเท่านั้น’ ซูเซียว ... สตรีผู้นี้จะดีหรือชั่ว นางก็คือคนเจ็บที่กำลังสู้เพื่อเอาชีวิตรอด หากเจ้าปล่อยให้นางตายไปต่อหน้าต่อตา ทั้งที่เจ้ามีวิชาสามารถช่วยได้ เท่ากับเจ้ากำลังยอมให้ความแค้นในอดีตครอบงำจิตวิญญาณแพทย์ที่ตระกูลหลานภาคภูมิใจแล้วหรือไม่?”
คำพูดของท่านหมอหลิวประดุจสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจของซูเซียว นางยืนนิ่งค้าง แววตาสั่นระริก สายตาจ้องมองไปที่ร่างของจ้าวเฟิ่งหลานที่บัดนี้เริ่มมีอาการเกร็งกระตุก โลหิตสีดำช้ำไหลทะลักออกจากริมฝีปากจนรดเสื้อผ้า ลมหายใจขององค์หญิงแม่ทัพติดขัดและแผ่วเบาลงเรื่อย ๆ ความเป็นตายขึงตึงอยู่บนฟางเส้นบาง ๆ ที่พร้อมจะขาดลงได้ทุกเมื่อ
