บทที่ 3 ลมปรานผ่านปลายเข็มเงิน

ซูเซียวหลับตาลงเพื่อสะกดข่มความแค้นอันร้อนรุ่มที่แล่นริ้วขึ้นมาในอก นางสูดหายใจเข้าลึกจนอกผาย ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้งด้วยแววตาที่แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความชิงชังถูกพับเก็บลงไปลึกสุดใจ เหลือเพียงความมุ่งมั่นเยือกเย็นของหมอผู้กุมชีวิตคน

“พานางไปบนเตียงในห้องยา!” ซูเซียวออกคำสั่งเสียงเข้มเด็ดขาด

“เตรียมน้ำร้อน ผ้าสะอาด และจุดตะเกียงลมปราณให้ข้าเดี๋ยวนี้!”

เฉินยู่เฟิงไม่รอช้า รีบกัดฟันอุ้มร่างอันไร้สติขององค์หญิงผิงหยางเข้าไปในห้องยาทันที ซูเซียวสะบัดแขนเสื้ออย่างคล่องแคล่วว่องไว นางหยิบห่อผ้ากำมะหยี่สีดำออกมาจากกล่องไม้ประณีต เมื่อแผ่ออกบนโต๊ะ ก็เผยให้เห็นเข็มเงินขนาดต่างกันนับร้อยเล่มเรียงรายประกายวาววับเจิดจ้าใต้แสงตะเกียง

“พวกเจ้าออกไปให้หมด เหลือแค่ท่านอาหลิวไว้ช่วยข้า”

ซูเซียวหันไปสั่งทุกคน รามทั้งเฉินยู่เฟิงที่มองมาด้วยสายตาวิตกกังวล

“หากไม่อยากให้นางตาย อย่าให้ใครเข้ารบกวนข้าแม้แต่ก้าวเดียว!”

ข้ารับใช้และเฉินยู่เฟิงพยักหน้ารับคำอย่างไม่อาจคัดค้าน รองแม่ทัพหนุ่มยอมก้าวถอยออกไปยืนเฝ้าหน้าห้องอย่างจำนน สองมือประสานแน่น ยืนนิ่งดังหินผาเพื่อปกป้องบานประตูนั้นด้วยชีวิต

ภายในห้องยา อากาศอบอุ่นขึ้นอย่างรวดเร็วจากเตาถ่านที่จุดไว้รอบทิศ

ซูเซียวใช้มีดสั้นกรีดตัดเนื้อผ้าเกราะและเสื้อชั้นในตรงบาดแผลของจ้าวเฟิ่งหลานออกอย่างว่องไว เผยให้เห็นรอยแผลถูกคมอาวุธบาดลึกถึงกระดูกช่วงไหล่ขวา เนื้อรอบบาดแผลกลายเป็นสีเขียวคล้ำช้ำหนอง และมีกลิ่นเหม็นไหม้โชยออกมา

“พิษไอเย็นสกัดจากสมุนไพรเจ็ดราก ... ร้ายกาจเหนือพิษทั่วไป มันซึมเข้าสู่ชีพจรหัวใจแล้ว”

ซูเซียวพึมพำด้วยสีหน้าเครียดขรึมลงอย่างเห็นได้ชัด นางใช้นิ้วมือเรียวยาวแตะลงบนจุดชีพจรที่ข้อมือขององค์หญิงผิงหยาง สัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านผ่านผิวหนังของอีกฝ่ายประดุจน้ำแข็ง นางไม่รอช้าหยิบเข็มเงินเล่มยาวขึ้นมาลนไฟฆ่าเชื้อด้วยความชำนาญ ก่อนจะแทงเข็มลงไปด้วยความเร็วที่แทบมองไม่ทัน!

เข็มเงินปักลงบนจุดชีพจรสำคัญบริเวณหน้าอก ลำคอ และจุดยุทธศาสตร์ของจ้าวเฟิ่งหลานอย่างแม่นยำ ท่วงท่าการลงเข็มนั้นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตระกูล ผสมผสานกับการสะบัดข้อมือเพื่อส่งพลังลมปราณผ่านปลายเข็มเข้าไปสกัดกั้นและตัดเส้นทางเดินของพิษ ไม่ให้มันแล่นเข้าสู่ขั้วหัวใจไปมากกว่านี้

ซูเซียวเกร็งพลังลมปราณลงที่ฝ่ามือเรียว ก่อนจะกดนวดลงบนหน้าอกและช่วงลำคอขององค์หญิงเพื่อย้อนทางเดินของเลือด เม็ดเหงื่อผุดซึมเต็มหน้าผากเนียนของหมอหญิง การถอนพิษด้วยวิธีนี้ต้องใช้พลังกายและสมาธิสูงยิ่ง หากผิดพลาดเพียงเส้นผมเดียว คนไข้ตรงหน้าอาจเกิดภาวะหัวใจวายและสิ้นใจลงทันที

“อึก ...!”

ร่างของจ้าวเฟิ่งหลานกระตุกเกร็งอย่างแรง คิ้วเรียวสวยขมวดแน่นด้วยความทรมาน แม้จะหมดสติอยู่ ทว่ามือที่สั่นเทาขององค์หญิงกลับยื่นออกมาไขว่คว้าตามสัญชาตญาณ ก่อนจะคว้าจับเข้าที่ข้อมือซ้ายของซูเซียวไว้แน่น!

แรงบีบจากฝ่ามือของแม่ทัพผู้ผ่านศึกรุนแรงจนซูเซียวรู้สึกเจ็บตึง ทว่านางกลับไม่ได้สะบัดออก สายตาพลันหยุดนิ่งอยู่บนใบหน้าของสตรีตรงหน้าในระยะกระชั้นชิด ... ใบหน้าคมคายของเจ้าเฟิ่งหลานยามไร้เกราะป้องกันและไร้ความเกรงขาม กลับดูงดงามราวกับสตรีอ่อนหวานผู้ไม่เคยผ่านการจับดาบ ยิงธนู ทว่าความอดทนอดกลั้นขององค์หญิงผู้นี้กลับสูงส่งยิ่ง แม้จะเจ็บปวดจากการถูกเข็มเงินแทงทะลวงจุดชีพจรเพื่อขับพิษ แต่กลับไม่มีเสียงร้องคร่ำครวญเล็ดลอดออกมาเลยแม้เพียงครึ่งคำ

“อดทนไว้ ...”

ซูเซียวเอ่ยกระซิบเบา ๆ ข้างใบหูของจ้าวเฟิ่งหลาน น้ำเสียงนุ่มนวลลงโดยไม่รู้ตัว

“พิษกำลังถูกขับออกมาแล้ว”

นางใช้เข็มเล่มเล็กเล่มสุดท้ายแทงลงที่ปลายนิ้วมือของจ้าวเฟิ่งหลาน โลหิตสีดำคล้ำผสมไอเย็นยะเยือกค่อย ๆ หยดลงใส่ถ้วยทองเหลืองที่จัดเตรียมไว้ กลิ่นคาวพิษคละคลุ้งไปทั่วห้องยา

ผ่านไปกว่าสองเค่อ โลหิตที่ไหลออกจากปลายนิ้วก็แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงสด ซูเซียวถอนหายใจยาวอย่างผ่อนคลาย นางค่อย ๆ ถอนเข็มเงินออกทั้งหมด แล้วรีบนำยาสมานแผลสูตรพิเศษทาลงบนบาดแผลฉกรรจ์ ก่อนจะใช้ผ้าพันแผลสะอาดพันปิดไว้อย่างประณีตบรรจง

ลมหายใจของจ้าวเฟิ่งหลานเริ่มกลับมาสม่ำเสมอ ผิวแก้มที่เคยซีดเผือดราวกับศพเริ่มมีเลือดฝาดคืนกลับมาทีละน้อย แม้องค์หญิงจะยังคงจมอยู่ในนิทราลึกเนื่องจากความเหนื่อยล้าและพิษที่ตกค้าง ทว่าชีพจรก็เต้นเป็นจังหวะมั่นคง ... พ้นขีดอันตรายแล้ว

ซูเซียวค่อย ๆ แกะมือของจ้าวเฟิ่งหลานออกอย่างเบามือ นัยน์ตาของหมอหญิงจ้องมองใบหน้าที่หลับใหลขององค์หญิงผิงหยางด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย ความชิงชังในตอนแรกเริ่มปั่นป่วน ก่อนจะถูกความรู้สึกฉงนและเห็นใจเข้ามาแทนที่เล็กน้อย

นางลุกขึ้นยืน เช็ดเหงื่อบนหน้าผากด้วยหลังมือ แล้วหันไปบอกท่านหมอหลิวด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายลง

“นางพ้นขีดอันตรายแล้ว ให้ผู้ติดตามของนางเข้ามาดูแลเถิด ข้าจะไปเคี่ยวยารักษาบาดแผลและตัวยาขับพิษเพิ่มให้นาง”

“เจ้าทำถูกต้องแล้ว ซูเซียว” ท่านหมอหลิวยิ้มให้อย่างอบอุ่นและภาคภูมิใจ

ซูเซียวไม่ได้เอ่ยสิ่งใดตอบ นางเพียงก้าวเดินออกจากห้องยาไปอย่างเงียบเชียบ ทิ้งไว้เพียงกลิ่นยาสมุนไพรหอมอบอวล และหยดโลหิตแห่งชะตากรรมขององค์หญิงแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่

บทก่อนหน้า
บทถัดไป