บทที่ 4 สัมผัสแรกที่รับรู้

ท่ามกลางกลิ่นยาสมุนไพรเข้มข้น เปลือกตาของสตรีผู้ผ่านสมรภูมิมานับร้อยกระตุกเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ขยับลืมขึ้นอย่างช้า ๆ

จ้าวเฟิ่งหลานรู้สึกราวกับว่าตนเองเพิ่งก้าวข้ามผ่านปรโลกกลับคืนสู่โลกมนุษย์ ความทรงจำสุดท้ายคือเสียงพายุหิมะโหมกระหน่ำ ณ ชายแดนเหนือ ความเหน็บหนาวเกาะกุมขั้วหัวใจจนลมปราณแทบดับสูญ ภาพแผ่นหลังของเฉินยู่เฟิงที่แบกนางวิ่งฝ่าหิมะในความมืดยังคงติดตา ทว่ายามนี้ ... สัมผัสแรกที่รับรู้กลับไม่ใช่ความเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง หากแต่เป็นไออุ่นจากเตาถ่านที่แผ่ซ่านเข้ามาประโลมผิว และเตียงไม้ไผ่หนานุ่มที่รองรับแผ่นหลังอันบอบช้ำของนางเอาไว้

สัญชาตญาณของแม่ทัพผู้กุมกำลังทหารฝ่ายเหนือตื่นตัวขึ้นในทันที แม้ร่างกายจะอ่อนล้าจนแทบขยับปลายนิ้วไม่ได้ ทว่าดวงตาเรียวคมกริบประดุจพญาเหยี่ยวกลับกวาดมองไปรอบห้องอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ

ห้องยาแห่งนี้ไม่กว้างขวางนัก ผนังไม้เก่าแก่ถูกบดบังด้วยชั้นวางยาที่อัดแน่นไปด้วยโถกระเบื้องและห่อสมุนไพรนับร้อย ตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะเตี้ยมุมห้องส่องสว่างด้วยแสงสีส้มรำไร ขจัดความมืดมิดและลมพายุที่พัดกรรโชกอยู่ด้านนอก

บาดแผลฉกรรจ์ตรงไหล่ขวาของนางถูกพันด้วยผ้าสะอาดอย่างประณีต ความเจ็บปวดแสนสาหัสในยามแรกบัดนี้หลงเหลือเพียงความรู้สึกชาหนึบ ทว่าสิ่งที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าคือ ... พิษไอเย็นอันร้ายกาจที่ควรจะคร่าชีวิตของนางไปแล้ว บัดนี้กลับสงบนิ่งราวกับถูกหินผาขนาดมหึมากดทับเอาไว้ในจุดชีพจรลึก

“ฟื้นแล้วหรือ ...”

น้ำเสียงเรียบราบทว่ากังวานใสประดุจระฆังแก้วดังก้องขึ้นจากหลังฉากกั้นไม้ไผ่ สตรีในชุดสีฟ้าอมเทาเดินก้าวออกมาเงียบเชียบ ในมือถือถ้วยยาร้อนกรุ่นที่ส่งควันลอยเอื่อย ซูเซียวปรายสายตาสบมองดวงตาคมกริบขององค์หญิงแม่ทัพด้วยแววตาสงบนิ่ง

“เรา ... อยู่ที่ใด?” จ้าวเฟิ่งหลานพยายามเค้นเสียงแหบพร่าออกมาจากลำคอที่แห้งผาก

“สำนักหมอพเนจร” ซูเซียววางถ้วยยาลงโต๊ะข้างเตียง

“และท่านควรนอนนิ่ง ๆ เพราะหากท่านขยับกาย ฝืนลมปราณตอนนี้ พิษไอเย็นที่ข้าเพิ่งสกัดไว้จะตีกลับจนหัวใจเจ้าล้มเหลวทันที ... องค์หญิงผิงหยาง”

คำสรรพนามที่ถูกเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยติดขื่นขม ทำให้จ้าวเฟิ่งหลานขมวดคิ้วแน่น นางมองสตรีเบื้องหน้าอย่างพิจารณา แม้จะสัมผัสได้ถึงรังสีความเย็นชาและโทสะที่ซ่อนลึกอยู่ในดวงตาคู่นั้น ทว่ากลิ่นยาสมุนไพรบนตัวของอีกฝ่าย และความอบอุ่นที่ไหลเวียนอยู่ในกายบัดนี้ ก็เป็นหลักฐานชัดเจนว่า สตรีผู้นี้คือคนที่ช่วยยื้อชีวิตนางมาจากเงามัจจุราช

สตรีตรงหน้ามีใบหน้าหมดจดงดงาม ผิวพรรณเนียนละเอียดราวกับสลักจากหยกเนื้อดี ทว่าแววตาที่จ้องมองมายังจ้าวเฟิ่งหลานกลับเรียบนิ่ง ปราศจากความเคารพยำเกรงหรือตื่นตระหนก มีเพียงความเย็นชาและระยะห่างที่ชัดเจน

จ้าวเฟิ่งหลานพยายามข่มความเจ็บปวด ดวงตาหงส์คมกริบจับจ้องไปที่สตรีตรงหน้า ก่อนจะเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่ายังคงความน่าเกรงขามของเชื้อพระวงศ์

“รองแม่ทัพของเรา ... ยู่เฟิง อยู่ที่ใด เขายังมีชีวิตอยู่ใช่หรือไม่?”

“เขายังไม่ตาย นอนรักษาตัวอยู่อีกห้องหนึ่ง”

ซูเซียวตอบเสียงเรียบ นางทรุดกายลงนั่งบนม้านั่งข้างเตียง พลางหยิบห่อเข็มเงินออกมาแผ่ออกบนโต๊ะข้างเตียงอย่างเบามือ

“แล้วท่าน ...”

“ในสำนักหมอพเนจรแห่งนี้มีเพียงข้าแซ่ซู และข้าก็ไม่ได้อยากจะช่วยชีวิตพวกเจ้านัก หากไม่ใช่เพราะท่านอาหลิวเอ่ยเตือนสติ ข้าคงปล่อยท่าน ... องค์หญิงผู้สูงศักดิ์ กลายเป็นซากศพเฝ้ากองหิมะไปแล้ว”

คำพูดตรงไปตรงมาและแฝงความชิงชังของหมอหญิง ทำให้อารมณ์ของจ้าวเฟิ่งหลานสะดุดเล็กน้อย นางผ่านผู้คนมามากมาย ทั้งขุนนางและข้าราชบริพารต่างก้มหัวประจบประแจง ทว่าสตรีสามัญชนผู้นี้กลับกล้าแสดงความเกลียดชังใส่สตรีสูงศักดิ์เช่นนางอย่างไม่ปิดบัง

จ้าวเฟิ่งหลานแค่นยิ้มบาง ๆ ตรงมุมปากนึกทึ่งในความใจกล้าและเด็ดขาดของหมอหญิงตรงหน้า ท่ามกลางความเย็นชา ยิ่งทำให้นางอยากค้นหาว่าเหตุใดสายตาคู่นั้นจึงเต็มไปด้วยความขื่นขมและจงเกลียดจงชังถึงเพียงนี้

“เช่นนั้น เจ้าคงเป็นหมอหญิงซู ผู้ที่ยื้อชีวิตเรามาจากประตูปรโลกสินะ”

องค์หญิงผิงหยางเอื้อนเอ่ยช้า ๆ ดวงตาคมกริบสบสายตากับอีกฝ่ายอย่างพิจารณา

“ในเมื่อเจ้าช่วยเราไว้ เราก็ต้องขอบใจเจ้า”

จ้าวเฟิ่งหลานจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมสวยของหมอหญิง คล้ายกำลังค้นหาบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีเย็นชาคู่นั้น

“พิษในกายเรา ... เจ้าสะกดมันไว้ได้เช่นไร?”

“พิษไอเย็นเจ็ดรากเป็นพิษโบราณที่สกัดจากพืชพิษใต้หน้าผาหิมะหมื่นปี มันจะค่อย ๆ แทรกซึมเข้าสู่ชีพจรหัวใจ และแช่แข็งโลหิตจนทรมานถึงแก่ความตาย”

ซูเซียวเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พลางหยิบเข็มเงินเรียวยาวขึ้นมาลนไฟจากตะเกียงน้ำมันเพื่อฆ่าเชื้อ กิริยาการเคลื่อนไหวแฝงดูเชี่ยวชาญคล่องแคล่ว

“ข้าใช้วิชาลงเข็มปิดกั้นชีพจรใหญ่รอบหัวใจเอาไว้ และส่งลมปราณเข้าไปสะกดพิษให้อยู่เฉพาะที่ไหล่ขวา แต่นี่เป็นเพียงการประทังเวลาชั่วคราว พิษยังคงแทรกซึมอยู่ในกระดูก ท่านจำเป็นต้องรับการลงเข็มและขับพิษรอบสอง ... ตอนนี้”

สิ้นคำ ... ประกายไฟจากตะเกียงส่องกระทบปลายเข็มเงินวาววับในมือหมอหญิง กลิ่นอายเย็นเยือกชวนให้ลมหายใจสะดุด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป