บทที่ 5 จี้หยกแห่งตัวตน
จ้าวเฟิ่งหลานนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาคมกริบจับจ้องไปที่เข็มเงินแหลมคมในมือของซูเซียว ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงความนัยวัดใจ
“หากเจ้าเกลียดชังคนในวังหลวงถึงเพียงนี้ ... เหตุใดจึงไม่ใช้โอกาสตอนเราไร้สติ แทงเข็มพิษสังหารเราเสียให้จบสิ้นเล่า?”
ซูเซียวชะงักมือที่กำลังถือเข็มเงินกลางอากาศ นัยน์ตานิ่งสงบทว่าฉายแวววูบไหววูบหนึ่ง ก่อนจะลดมือลงช้า ๆ นางปรายสายตามองสตรีผู้เป็นแม่ทัพแห่งแคว้นเยี่ยนด้วยรอยยิ้มหยันที่มุมปาก
“การฆ่าคนง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ ... สำหรับข้า การดับลมหายใจคนสูงศักดิ์เช่นท่านไม่ได้ยากเย็นไปกว่าการบดสมุนไพร”
ซูเซียวเน้นเสียงหนักแน่น แววตาสั่นระริกด้วยไฟแค้นที่ถูกกดทับเอาไว้
“แต่หากข้าทำเช่นนั้น ข้าก็คงไม่ต่างจากพวกคนในวังหลวง ที่ใช้ชีวิตผู้อื่นเป็นเครื่องมือระบายความชิงชัง ... อีกอย่าง ข้าไม่อยากให้มือของข้าต้องแปดเปื้อนเลือดของคนตระกูลจ้าว”
จ้าวเฟิ่งหลานฟังแล้วกลับไม่ได้แสดงโทสะออกมาแม้แต่น้อย ดวงตาหงส์กลับยิ่งทอประกายพึงใจ ความเด็ดเดี่ยวและยึดมั่นในศักดิ์ศรีของหมอหญิงตรงหน้า ช่างงดงามและน่าเกรงขามไม่แพ้เหล่าแม่ทัพที่นางเคยพบเจอ
“นับว่าเจ้ามีคุณธรรมของแพทย์อย่างแท้จริง”
องค์หญิงผิงหยางเปรยขึ้นเบา ๆ พลางขยับกายเล็กน้อย
“เช่นนั้นก็เริ่มเถิด ...”
ซูเซียวมองสตรีตรงหน้าที่ยินยอมให้ตนแทงเข็มลงบนจุดตายโดยปราศจากความหวาดระแวง นางขยับเข้ามาใกล้ ยื่นมือไปปลดสาบเสื้อตัวในของของจ้าวเฟิ่งหลานออกอย่างระมัดระวัง เผยให้เห็นเนินอกฝั่งซ้ายที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจ และไหล่ขวาที่มีผ้าพันแผลปิดทับอยู่ นางใช้กรรไกรคีบผ้าพันแผลออกอย่างเบามือ บาดแผลฉกรรจ์สีแดงเข้มที่มีไอดำจาง ๆ ซึมอยู่รอบของแผลปรากฏแก่สายตา
“เจ้าจะลงเข็มขณะที่เราตื่นอยู่เช่นนั้นหรือ?”
จ้าวเฟิ่งหลานเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง ขณะที่หมอหญิงนำปลายเข็มสีเงินจ่อไปที่เปลวเพลิงอีกครั้ง
“หากท่านกลัวเจ็บ จะยอมนอนเฉย ๆ ให้พิษแล่นเข้าสู่หัวใจตายไปเสียตอนนี้ ข้าก็ยินดี”
ซูเซียวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาแฝงไปด้วยความท้าทาย
องค์หญิงแม่ทัพหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ แววตาคมดุเปล่งประกายลุ่มลึก
“ในชีวิตของเรา ผ่านคมดาบและหอกศึกมานับไม่ถ้วน แค่เข็มเงินไม่กี่เล่ม จะทำให้เราหลั่งน้ำตาได้อย่างไร ... ลงมือเถิดท่านหมอซู”
ซูเซียวยื่นมือไปกุมไหล่ขวาของเจ้าเฟิ่งหลานเพื่อตรึงตำแหน่ง สัมผัสอุ่นจากฝ่ามือเรียวบางที่แตะลงบนผิวเนื้อ ทำให้องค์หญิงผิงหยางรู้สึกสะดุดในอกอย่างประหลาด กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกเหมยผสมกลิ่นสมุนไพรจากตัวซูเซียวลอยแตะจมูก ขจัดความเจ็บปวดจนหมดสิ้น
“หากเจ็บ ก็อย่าได้กลั้นเอาไว้”
หมอหญิงเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะสะบัดข้อมือลงเข็มเงินเล่มแรกบริเวณไหล่อย่างแม่นยำ!
ฉึก!
“อึก ...”
ความเจ็บปวดร้อนรุ่มประดุจเปลวเพลิงแผดเผากระดูกแล่นริ้วเข้าสู่สายเลือด จ้าวเฟิ่งหลานกัดฟันจนเส้นเลือดขึ้นกรอบหน้า สองมือขยำผ้าห่มแน่นเพื่อระบายความทรมาน ทว่าดวงตาคมกริบยังคงจ้องมองใบหน้าหมดจดของหมอหญิงไม่คลาดสายตา
ซูเซียวเห็นเช่นนั้นก็ลอบถอนหายใจในความแข็งแกร่งของอีกฝ่าย นางค่อย ๆ ลงเข็มเล่มที่สองและสามอย่างต่อเนื่อง ส่งพลังลมปราณผ่านปลายเข็มเพื่อไล่ต้อนพิษไอเย็นออกมาอีกครั้ง
ยามที่ทั้งสองอยู่ชิดใกล้ ลมหายใจอุ่น ๆ ของจ้าวเฟิ่งหลานรดรินบนหลังมือของซูเซียว ทำหมอหญิงผู้เยือกเย็นรู้สึกหัวใจกระตุกไหวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สายตาของทั้งคู่ประสานกันท่ามกลางแสงตะเกียงสลัว ... คนหนึ่งเต็มไปด้วยความสงสัย และเสน่หาที่เริ่มก่อตัว อีกคนหนึ่งต้านทานด้วยปมแค้นในอดีต
ทว่าท่ามกลางไออุ่นและความเจ็บปวดนั้น สายตาของจ้าวเฟิ่งหลานกลับเริ่มสะดุดเข้ากับบางสิ่ง ...
ท่วงท่าการจับเข็มเงิน การสะบัดข้อมืออย่างคล่องแคล่ว ตลอดจนการส่งพลังลมปราณผ่านปลายเข็มเพื่อควบคุมการไหลเวียนโลหิตของซูเซียว ... ช่างคุ้นตายิ่งนัก
จ้าวเฟิ่งหลานเคยอ่านบันทึกประวัติศาสตร์และตำราแพทย์ลับในหอตำราหลวงของราชวงศ์แคว้นเยี่ยน วิชาฝังเข็มสลายพิษแบบส่งลมปราณหมุนเวียนเช่นนี้ เป็นวิชาเฉพาะอันเป็นเอกลักษณ์ของตระกูล ‘หมอหลวงหลาน’ ที่เคยรุ่งเรืองในอดีต ทั้งท่วงท่าการกรีดนิ้ว และการกดเน้นจุดชีพจรสามจุดในคราวเดียว ล้วนเป็นกลเม็ดเฉพาะตัวของอดีตหัวหน้าหมอหลวง ‘หลานอี้’ ผู้โด่งดังซึ่งล่วงลับไปเมื่อสิบห้าปีก่อนทั้งสิ้น
ดวงตาหงส์ของจ้าวเฟิ่งหลานหรี่ลงเล็กน้อย ความสงสัยก่อตัวขึ้นในใจอย่างรุนแรง
ฉับพลันนั้นเอง ในจังหวะที่ซูเซียวโน้มกายต่ำลงเพื่อกดจุดชีพจรบริเวณใต้ไหปลาร้า คอเสื้อคลุมสีฟ้าอมเทาของหมอหญิงพลันขยับคลายออกตามการเคลื่อนไหว เผยให้เห็นสิ่งหนึ่งซึ่งห้อยอยู่กับลำคอระหงด้วยเชือกถักสีแดงเข้ม
มันคือ ‘จี้หยกขาวมันแพะ’ ทรงกลมสลักลายโบราณละเอียดอ่อน ลายสลักบนเนื้อหยกขาวบริสุทธิ์นั้นเป็นรูปหงส์คู่เคียงมังกรล้อมรอบตราประทับอักษร ‘หลาน’ ตัวเล็ก ๆ เอาไว้ แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันส่องกระทบเนื้อหยกจนทอประกายอบอุ่นนวลตา
จ้าวเฟิ่งหลานใจกระตุกวาบ!
นางจำจี้หยกชิ้นนี้ได้ทันที! ในบันทึกคดีพระราชทานโทษประหารเก้าชั่วโคตรของตระกูลหลานเมื่อสิบห้าปีก่อน มีการระบุถึงทรัพย์สินล้ำค่าประจำตระกูลหมอหลวงหลานที่สูญหายไปในคืนเกิดเหตุ นั่นคือจี้หยกขาวที่ได้รับพระราชทานจากอดีตฮ่องเต้ และผู้ที่ได้รับสืบทอดจี้หยกชิ้นนี้คือบุตรสาวคนเดียวของหลานอี้ ... ‘หลานซูเซียว’ สตรีที่ทางการปักใจเชื่อว่าสิ้นชีพในกองเพลิงไปแล้ว
หรือหมอหญิงพเนจรแซ่ซู นามเซียว ... แท้จริงแล้วคือ หลานซูเซียว ทายาทเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลหลานที่รอดชีวิตมาได้!
สายตาของจ้าวเฟิ่งหลานที่จับจ้องไปยังจี้หยกและใบหน้าของหมอหญิงแปรเปลี่ยนไปทันตา มีทั้งความตื่นตะลึง ความเข้าใจในแรงแค้น และความรู้สึกบางอย่างที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบในส่วนลึกของหัวใจ
