บทที่ 6 ไม่ต้อนรับคนของราชสำนัก
หมอหญิงไม่ได้สังเกตเห็นสายตาที่เปลี่ยนไปของคนไข้ นางยังคงแน่วแน่อยู่กับการเดินลมปราณขจัดพิษ เมื่อเห็นโลหิตสีดำคล้ำผสมไอเย็นเริ่มไหลออกมาตามปลายเข็มเงินที่ปักอยู่รอบบาดแผล นางสูดหายใจเข้าลึกค่อย ๆ ถอนเข็มเงินออกทีละเล่มอย่างประณีต โลหิตสีดำช้ำหยดลงสู่ถ้วยทองเหลืองข้างเตียง ส่งกลิ่นเหม็นคาวพิษคละคลุ้ง
ซูเซียวรีบนำสมุนไพรสีเขียวเข้มทาชโลมบาดแผลฉกรรจ์ ความเย็นของยาทำให้ความร้อนรุ่มในกายของจ้าวเฟิ่งหลานพลันมลายหายไป แทนที่ด้วยความปลอดโปร่งสบายกายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
หมอหญิงรีบดึงคอเสื้อของตนให้เข้าที่อย่างรวดเร็วเพื่อบดบังจี้หยกขาวที่ห้อยอยู่ เมื่อเห็นสายตาคมกริบของคนบนเตียงกำลังจับจ้องอยู่ ท่าทางระแวดระวังนั้นไม่รอดพ้นสายตาขององค์หญิงแม่ทัพไปได้
“ข้าขับพิษออกมาหมดแล้ว บาดแผลของท่านได้รับการสมานยาเรียบร้อย”
ซูเซียวเอ่ยพลางเก็บเข็มเงินลงห่อผ้ากำมะหยี่ น้ำเสียงกลับมาแข็งกระด้างอีกครั้ง
“ในเมื่อท่านฟื้นแล้ว และพิษได้รับการสะกดไว้แล้ว ในยามกลางคืนท่านอาจจะมีอาการหนาวเหน็บบ้างแต่ก็ไม่ได้อันตรายถึงชีวิต บาดแผลอีกไม่กี่วันก็คงสมานเข้ากันดี ...”
หมอหญิงหยุดนิ่ง ช้อนสายตามองหน้าจ้าวเฟิ่งหลาน ก่อนเอ่ยขึ้นน้ำเสียงเรียบนิ่งเด็ดขาด
“เช่นนั้น วันพรุ่งนี้ท่านกับคนของท่านก็เก็บข้าวของแล้วออกไปจากสำนักหมอพเนจรของข้าเสีย”
จ้าวเฟิ่งหลานเอนหลังพิงหัวเตียงไม้ไผ่ ดวงตาสบประสานกับหมอหญิงอย่างไร้ความเกรงกลัว มุมปากหยักสวยได้รูปยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ดุจสุนัขจิ้งจอก
“ท่านหมอซู ... เจ้าช่างไร้ความปรานีต่อคนไข้เสียจริง เราเพิ่งฟื้นไข้ ร่างกายยังอ่อนล้า บาดแผลที่ไหล่ขวายังสมานไม่ดีนัก หากก้าวออกไปพ้นประตูสำนักของเจ้า ลมพายุหิมะด้านนอกคงพัดร่างเราลอยไปติดยอดเขาเป็นแน่”
“นั่นเป็นเรื่องของท่าน ไม่ใช่เรื่องของข้า”
ซูเซียวหันหลังกลับ เตรียมจะเดินไปล้างมือที่อ่างน้ำ
“สำนักหมอพเนจรไม่ต้อนรับคนของราชสำนัก และข้าไม่อยากให้คนในสำนักต้องมาเดือดร้อนเพราะการตามล่าของศัตรูท่าน”
“นั่นคือเหตุผลที่เจ้าควรให้เราอยู่ต่อ”
คำพูดเรียบนิ่งทว่าแฝงกระแสกดดันของจ้าวเฟิ่งหลานทำให้ซูเซียวชะงักเท้า หมอหญิงหันกลับมามององค์หญิงแม่ทัพด้วยคิ้วที่ขมวดมุ่น
“ท่านหมายความเช่นไร?”
จ้าวเฟิ่งหลานขยับกายนั่งตัวตรง สัญชาตญาณผู้บัญชาการทหารเผยออกมาผ่านแววตาและน้ำเสียงทรงพลัง
“พวกนักฆ่าที่ซุ่มโจมตีเรา ย่อมต้องตามรอยคราบเลือดและรอยเกือกม้าของยู่เฟิงมาอย่างแน่นอน หากเราและยู่เฟิงออกไปจากที่นี่ตอนนี้ในสภาพอ่อนแอ และหากศัตรูตามรอยมาพบว่าเรามารักษาตัวอยู่ที่สำนักหมอของเจ้า ... เจ้าคิดว่าคนพวกนั้นที่ตั้งใจมาฆ่าองค์หญิงแห่งแคว้นเยี่ยน จะปล่อยให้หมอหญิงและคนในสำนักหมอพเนจรแห่งนี้
คำพูดของจ้าวเฟิ่งหลานประดุจลิ่มแหลมที่ตอกลงกลางใจของซูเซียว
จริงอย่างที่นางกล่าว ... พวกนักฆ่าทำงานอย่างโหดเหี้ยมเด็ดขาด หากพวกมันรู้ว่าองค์หญิงผิงหยางเคยมาพักรักษาตัวที่นี่ สำนักหมอพเนจรแห่งนี้ย่อมต้องถูกฆ่าล้างบางเพื่อทำลายหลักฐานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“แต่หากให้เราอยู่ต่ออีกเพียงสองวัน”
จ้าวเฟิ่งหลานเอ่ยข้อเสนอด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าหนักแน่น
“องค์รักษ์เงาของเราที่กระจายกำลังอยู่รอบนอกจะตามรอยสัญลักษณ์ลับที่ยู่เฟิงทิ้งไว้มาถึงที่นี่ พวกเขาจะช่วยคุ้มกันและลบรอยเส้นทางทั้งหมดอย่างแนบเนียน และเพื่อเป็นค่าตอบแทนที่เจ้าให้ที่พักแก่ข้า ... ข้ายินดีมอบทองคำหนึ่งร้อยตำลึงให้สำนักของเจ้า”
ซูเซียวนิ่งเงียบ ดวงตาเรียวคู่สวยสั่นไหวอย่างใช้ความคิด สมองอันชาญฉลาดของนางกำลังชั่งน้ำหนักผลดีผลเสียอย่างถี่ถ้วน หากไล่อีกฝ่ายไปตอนนี้ ความเสี่ยงที่ศัตรูจะตามรอยมาเจอสำนักหมอก็มีสูงยิ่ง แต่หากให้อยู่ต่อ ... นางก็ต้องทนอยู่ร่วมชายคากับคนของราชวงศ์แคว้นเยี่ยนที่นางชิงชังถึงสองวัน
“สองวันเท่านั้น”
ซูเซียวเอ่ยเสียงเย็นชา แววตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่องค์หญิงอย่างดุดัน
“หลังจากสองวัน เมื่อคนของท่านมาถึง ท่านต้องจากไปทันที และห้ามกลับมาที่นี่อีกเป็นอันขาด!”
“ตกลง ... อีกสองวันเราจะไปจากที่นี่”
จ้าวเฟิ่งหลานยิ้มรับด้วยความพึงพอใจ แววตาทอประกายลุ่มลึกที่ยากจะอ่านออก
ซูเซียวสะบัดหน้าหนีแล้วก้าวเดินออกจากห้องยาไปทันที โดยที่นางไม่อาจเฉลียวใจเลยแม้แต่น้อยว่า ... วันที่สองของการพักฟื้นนั้น จะตรงกับ ‘คืนจันทร์เต็มดวง’ พอดี!
เมื่อแผ่นหลังของหมอหญิงก้าวพ้นห้องยาไป จ้าวเฟิ่งหลานค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจยาวออกมา นางเอื้อมมือซ้ายไปแตะไหล่ขวาที่พันแผลไว้ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาทว่าทรงพลังไปทางหน้าต่างที่ปิดสนิท
“เข้ามา ...”
พริบตาเดียว! เงาดำสายหนึ่งก็พุ่งวาบผ่านช่องลมหน้าต่างเข้ามาคุกเข่าลงต่อหน้าเตียงยาอย่างเงียบเชียบ ร่างนั้นสวมชุดดำสนิทปิดบังใบหน้า เผยให้เพียงดวงตาคมปลาบที่เปี่ยมด้วยความจงรักภักดี
“ส่งคนสืบประวัติของหมอหญิงพเนจรแซ่ซู นามเซียว ผู้นี้อย่างละเอียด ... สืบย้อนไปจนถึงคดีล้างบางตระกูลหมอหลวงหลานเมื่อสิบสองปีก่อน เราต้องการความจริงทั้งหมดภายในสองวัน”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
เงาดำพุ่งวาบหายไปในความมืดของพายุหิมะภายนอก ทิ้งไว้เพียงจ้าวเฟิ่งหลานที่ค่อย ๆ เอนกายนอนลงบนเตียงไม้ไผ่ ดวงตาคมทอดมองฝ่าความมืดพลางนึกถึงจี้หยกขาวมันแพะ และท่วงท่าการลงเข็มอันอ่อนโยนทว่าเด็ดเดี่ยวมั่นคงของหมอหญิงซูเซียว
หรือแท้จริงแล้ว ... เจ้าไม่ได้ตายไปในกองเพลิงอย่างที่ทุกคนปักใจเชื่อ!
