บทที่ 7 คลื่นลมในวังหลวง

ท่ามกลางกำแพงสีชาดสูงตระหง่านของวังหลวงแคว้นเยี่ยน หิมะแรกฤดูโปรยปรายลงมาอย่างหนักจนทั่วพระราชวังขาวโพลน ทว่าความหนาวเหน็บภายนอก ไม่อาจเทียบได้กับบรรยากาศตึงเครียดที่กำลังปกคลุมท้องพระโรงใหญ่ในยามนี้

“รายงานด่วนจากชายแดนเหนือพ่ะย่ะค่ะ!”

เสียงตะโกนแหบแห้งของทหารม้าส่งสารด่วนดังก้องทะลุประตูไม้บานใหญ่ ร่างในชุดเกราะที่ชุ่มไปด้วยหิมะและรอยคราบเลือดฉีกขาดซวนเซเข้ามา ก่อนจะทรุดฮวบคุกเข่าลงกลางพรมสีแดงชาด ใบหน้าของเขาซีดเผือดริมฝีปากแตกระแหง บ่งบอกถึงความเหน็ดเหนื่อยเจียนตายจากการควบม้าฝ่าพายุมาตลอดสามวันสามคืน

“ทัพเหนือขององค์หญิงผิงหยาง ... ถูกกลุ่มนักฆ่าไม่ทราบฝ่ายลอบโจมตีที่หุบเขาชายแดนเหนือพ่ะย่ะค่ะ! กองกำลังคุ้มกันแตกพ่าย ... องค์หญิงทรงได้รับบาดเจ็บสาหัสและต้องพิษ บัดนี้ทรงหายสาบสูญไปพร้อมกับรองแม่ทัพเฉินยู่เฟิงท่ามกลางพายุหิมะ!”

สิ้นคำรายงานอันสั่นเครือ ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางท้องพระโรง

ความเงียบงันชะงักงันไปเพียงชั่วอึดใจ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเสียงสูดหายใจด้วยความตื่นตระหนกและเสียงกระซิบกระซาบที่ดังระงมไปทั่ว ขุนนางทั้งฝ่ายบู๊และฝ่ายบุ๋นต่างหน้าถอดสี ขุนนางชราบางคนถึงกับแข้งขาอ่อนแรงจนต้องเกาะเสาตำหนักพยุงกาย ทุกสายตาสบประสานกันด้วยความหวาดหวั่นอย่างถึงที่สุด

ด้วยทุกคนต่างรู้ดีว่า องค์หญิงผิงหยางคือแม่ทัพใหญ่ผู้ถือครองตราพยัคฆ์และกำลังทหารฝ่ายเหนืออันแข็งแกร่งที่สุดของแคว้น หากพระองค์เป็นอะไรไป ชายแดนเหนือย่อมไร้ปราการป้องกัน และความมั่นคงของแว่นแคว้นคงถึงคราวสั่นคลอนเป็นแน่แท้

ท่ามกลางความโกลาหลที่กำลังปะทุขึ้น กลุ่มขุนนางชรากลุ่มหนึ่งฝ่ายตระกูลเสิ่นต่างลอบสบตากันอย่างมีความหวัง ก่อนจะอาศัยจังหวะนี้ก้าวออกมาเบื้องหน้าเพื่อฉวยโอกาสทันที

“ทูลฝ่าบาท”

เสนาบดีกรมพิธีการผู้เฒ่าคุกเข่าลง แสร้งตีสีหน้าอมทุกข์และเปล่งเสียงสั่นเครือราวกับห่วงใยบ้านเมืองสุดหัวใจ

“องค์หญิงผิงหยางทรงสูญหาย กองทัพฝ่ายเหนือในยามนี้เปรียบดั่งมังกรไร้หัว หากพวกเผ่านอกด่านล่วงรู้ข่าวเข้า ย่อมต้องยกทัพใหญ่บุกตะลุยลงใต้เป็นแน่พ่ะย่ะค่ะ เพื่อความมั่นคงสูงสุดของแคว้นเยี่ยน กระหม่อมเห็นควรให้ฝ่าบาททรงมีราชโองการเรียกคืน ‘ตราพยัคฆ์ทหารฝ่ายเหนือน’ กลับคืนสู่ส่วนกลางเป็นการชั่วคราว แล้วเร่งแต่งตั้งแม่ทัพคนใหม่ไปรักษาการแทนโดยเร็วพ่ะย่ะค่ะ!”

สิ้นคำกราบทูล ขุนนางตระกูลจ้าวและเหล่าผู้ภักดีต่อไทเฮาต่างพากันเบิกตากว้าง ถลึงตามองอีกฝ่ายด้วยความเดือดดาล

ข้อเสนอนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นอุบายแยบยลที่หวังจะฮุบอำนาจทางทหารของ จ้าวเฟิ่งหลาน ในยามที่นางยังไม่ทันแม้แต่จะสิ้นลมหายใจ!

บนบัลลังก์มังกรสลักลายวิจิตรตระการตา ‘ฮ่องเต้จ้าวเฉิงหมิง’ ประทับนิ่งประดุจรูปปั้นหิน พระพักตร์คมคายเรียบเฉยไร้ซึ่งระลอกคลื่นอารมณ์ใด ๆ ดวงตาคมกริบดำดิ่งลึกดุจห้วงเหวลึกไร้ก้น ทว่าไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า ภายใต้แขนเสื้อคลุมมังกรตัวหนานั้น สองพระหัตถ์กลับกำแน่นจนข้อนิ้วขาวซีดและเส้นเลือดปูดโปน เพื่อสะกดข่มความห่วงใยอันบ้าคลั่งที่กำลังแล่นพล่านอยู่ในอก

“เหลวไหล!”

เสียงตวาดกร้าวทรงอำนาจดังก้องสะท้อนไปทั่วท้องพระโรง สยบเสียงเซ็งแซ่ของเหล่าขุนนางจนเงียบกริบลงในพริบตา พระเนตรที่ตวัดมองลงมาฉายแววพิโรธเย็นเยียบ

“ทัพเหนือเจนศึกมานับร้อยสมรภูมิ แต่กลับถูกนักฆ่าไร้หัวนอนปลายเท้าซุ่มโจมตีจนแม่ทัพใหญ่หายสาบสูญไปเช่นนี้หรือ? กรมกลาโหมทำอะไรกันอยู่! เหตุใดจึงปล่อยให้องค์หญิงแม่ทัพของข้าเดินหมากพลาดท่าจนตกหลุมพรางง่ายดายเพียงนี้! บรรดาศักดิ์ที่ข้าพระราชทานไป ช่างดูไร้ค่ายิ่งนักเมื่อเทียบกับความประมาทเลินเล่อครั้งนี้! ยามนี้นางยังไม่รู้เป็นหรือตาย แต่พวกเจ้ากลับรีบร้อนจะริบตราทหารเพื่อแย่งชิงอำนาจในท้องพระโรง ... ช่างน่าละอายสิ้นดี!”

คำตำหนิอันดุดันเฉียบขาดทำให้ขุนนางทั้งสองฝ่ายรีบทรุดตัวหมอบกราบ ศีรษะแนบชิดติดพื้นด้วยความขลาดกลัว โดยเฉพาะกลุ่มขุนนางที่คิดจะชิงตราทัพต่างพากันหน้าซีดเผือดจนเหงื่อกาฬไหลซึม

ไม่มีผู้ใดรู้เลยว่า ภายใต้ท่าทีแข็งกร้าวไร้ปรานี แท้จริงแล้วในพระทัยของฮ่องเต้จ้าวเฉิงหมิงกลับรุ่มร้อนดั่งถูกไฟสุม

‘เฟิ่งหลาน ... ยามนี้เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง บาดเจ็บเพียงใด ... แล้วพิษชนิดใดกันที่ทำร้ายคนอย่างเจ้าได้’

ฮ่องเต้จ้าวเฉิงหมิงทรงสูดหายใจเข้าลึก สะกดความหวั่นไหวในพระทัย ก่อนจะตรัสสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด กึกก้องไปทั่วท้องพระโรง

“มีราชโองการลงไป! ให้รองเสนาบดีกรมกลาโหมเร่งจัดตั้งกองกำลังสืบสวนและออกค้นหา ควบม้าด่วนไปยังจุดสุดท้ายที่พบกองทัพฝ่ายเหนือ ค้นหาองค์หญิงผิงหยางและเฉินยู่เฟิงให้พบ ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย ... ก็ต้องนำตัวกลับมาให้จงได้! ส่วนตราพยัคฆ์และกองพลทัพเหนือ หากไม่มีคำสั่งจากข้า ห้ามผู้ใดบังอาจแตะต้องหรือโยกย้ายแม้แต่คนเดียว ผู้ใดกล้าฝ่าฝืน ข้าจะสั่งประหารเก้าชั่วโคตรทันที!”

“น้อมรับพระราชโองการพ่ะย่ะค่ะ!”

เมื่อการประชุมราชสำนักอันดุเดือดสิ้นสุดลง ฮ่องเต้จ้าวเฉิงหมิงก็เสด็จกลับเข้าสู่ห้องทรงอักษรส่วนพระองค์ทันที

บทก่อนหน้า
บทถัดไป