บทที่ 8 ตำหนักจิ๋นหนิง วังหลัง ‘ฉู่ไทเฮา’ (1)
ทันทีที่บานประตูไม้สลักปิดลง ร่างสง่าพลันก้าวตรงไปยังหลังฉากกั้นลายพู่กันจีนโบราณอย่างรวดเร็ว พระองค์สะบัดพระหัตถ์เบา ๆ ส่งสัญญาณลับกลางอากาศ
พรึ่บ!
เงาร่างสายหนึ่งวูบไหวลงมาจากเพดาน ทรุดตัวคุกเข่าลงเบื้องพระพักตร์อย่างไร้สุ้มเสียง
“ส่งหน่วยองครักษ์เงาฝีมือดีที่สุดสามสิบนาย ลอบเดินทางล่วงหน้าไปก่อนกองทัพหลวงเดี๋ยวนี้”
สุรเสียงของฮ่องเต้จ้าวเฉิงหมิงแหบพร่าลงเล็กน้อย ทว่าแฝงประกายดุดันและรุ่มร้อนจนไม่อาจซ่อนเร้นไว้ได้อีก
“จงค้นหาร่องรอยของเฟิ่งหลานให้พบก่อนฝ่ายอื่น และทำลายเบาะแสทุกอย่างเพื่อไม่ให้ผู้ใดแกะรอยตามนางไปได้ หากนางบาดเจ็บ ... จงปกป้องนางด้วยชีวิตของพวกเจ้า!”
“พ่ะย่ะค่ะ”
บุรุษในชุดดำขานรับคำสั้นกระชับ ก่อนจะวูบหายไปในเงามืดดุจควันสลาย
ฮ่องเต้จ้าวเฉิงหมิงทิ้งวรกายพิงโต๊ะทรงอักษร ทอดพระเนตรออกไปนอกหน้าต่างที่พายุหิมะยังคงโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ในพระทัยของ ‘เสด็จอา’ ผู้จำต้องสวมหน้ากากเยือกเย็นและดุดันมาตลอดสิบกว่าปี กำลังร่ำร้องภาวนาอย่างเงียบงัน ...
‘ขอให้หลานสาวผู้แบกภาระหนักอึ้งสืบทอดจากพระราชบิดาของนาง สามารถเอาชีวิตรอดและกลับคืนสู่วังหลวงได้อย่างปลอดภัย’
ขณะเดียวกัน ณ ‘ตำหนักจิ๋นหนิง’ วังหลังอันเป็นที่ประทับของ ‘ฉู่ไทเฮา’
กลิ่นหอมอบอวลของกำยานไม้กฤษณาและไอร้อนจากสมุนไพรอุ่น ไม่อาจช่วยบรรเทาความเหน็บหนาวที่เกาะกุมจิตใจของสตรีผู้สูงศักดิ์ที่สุดในฝ่ายในได้แม้แต่น้อย
“เฟิ่งหลาน ... ลูกแม่ ...”
ฉู่ไทเฮา อดีตฮองเฮาผู้เปี่ยมบารมีเหนือฝ่ายใน เมื่อได้ยินข่าวร้าย ร่างอันสง่างามกลับสั่นสะท้านจนแทบทรงกายไม่อยู่ พระหัตถ์เรียวที่สวมปลอกเล็บทองคำยกขึ้นกุมอกแน่น น้ำตาเอ่อคลอดวงตาคู่คมปราบที่เคยเฉียบขาดดุจพญาหงส์
“เสด็จแม่! เสด็จแม่ทำพระทัยดี ๆ ไว้ก่อนเพคะ น้องสี่กล้าหาญ ทั้งยังมีวรยุทธ์ล้ำเลิศเพียงนั้น นางต้องปลอดภัยและกลับมาหาพวกเราอย่างแน่นอน!”
‘องค์หญิงสาม จ้าวเฟิ่งเยว่’ พระธิดาสายตรงผู้เป็นพี่สาวร่วมอุทรเดียวกันกับองค์หญิงผิงหยาง เอ่ยปลอบประโลมพระมารดาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แม้แววตาของนางจะฉายแววโศกเศร้าและวิตกกังวลเพียงใด ทว่าสัญชาตญาณพี่สาวย่อมสั่งให้นางต้องเข้มแข็งเพื่อเป็นหลักยึดเหนี่ยวในยามวิกฤตเช่นนี้ นางประคองโอบกอดร่างพระมารดาไว้แน่น และบีบนวดพระหัตถ์ที่เย็นเฉียบอย่างอ่อนโยน
ไม่ไกลกันนั้น ร่างของเด็กชายวัยสิบสองขวบปีผู้มีใบหน้าคมคายทว่าซีดขาวดุจกระดาษ นั่งขดตัวอยู่บนตั่งร่างกายผอมบางจนน่าใจหาย ริมฝีปากแห้งผากสั่นระริกจากไข้เรื้อรังที่กัดกินลมปราณจนทำให้หนาวสั่นและหายใจติดขัดอยู่แทบตลอดเวลา เด็กน้อยคนนี้คือ ‘องค์ชายเจ็ด จ้าวเฉิงซี’ พระอนุชาต่างมารดาผู้ไร้ฐานอำนาจหนุนหลัง
“เสด็จแม่ ... เสด็จพี่สาม ... เสด็จพี่สี่ผ่านศึกเหนือมานับไม่ถ้วน นางเก่งกาจกว่าใคร ... แค่ก! ย่อม ... ย่อมต้องไม่เป็นอะไรพ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายเจ็ดพยายามเค้นเสียงแหบพร่าเอ่ยปลอบ ทว่ายังไม่ทันสิ้นประโยคสำลักไอโขลกจนร่างเล็กสั่นสะท้าน ทรวงอกกระเพื่อมไหวอย่างรุนแรง
“เฉิงซี! เจ้าอย่าเพิ่งพูดอันใดเลย”
เด็กสาวอีกคนปราดเข้ามาประคองร่างขององค์ชายเจ็ดไว้ด้วยความตระหนก นางคือ ‘องค์หญิงหก จ้าวหมิงซิน’ พี่สาวร่วมมารดาเดียวกับองค์ชายเจ็ด นางทอดมองน้องชายเพียงคนเดียวด้วยสายตาเจ็บปวดระคนจนปัญญา ด้วยความที่เป็นลูกสนมไร้ฐานอำนาจ ยามเห็นน้องชายร่างกายทรุดโทรมลงทุกวัน นางทำได้เพียงหลั่งน้ำตาเงียบ ๆ และกุมมือเล็กอันเย็นเยียบของเขาไว้แน่น ภาวนาให้มีปาฏิหาริย์ยื้อชีวิตเด็กน้อยคนนี้ไว้ได้
ฉู่ไทเฮาทอดพระเนตรมององค์ชายเจ็ดและองค์หญิงหกด้วยความเวทนาจับใจ แม้เด็กทั้งสองจะมิใช่สายเลือดในอุทร แต่พระนางก็รับมาคอยดูแลอุ้มชูด้วยความเมตตาเสมอมา ยามนี้พระนางได้แต่นั่งนิ่งอยู่บนตั่งใหญ่ ทอดสายตามองดูองค์หญิงหกที่คอยกุมมือน้องชายที่มีเหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผากด้วยความสะเทือนใจ ทั้งห่วงบุตรสาวที่หายสาบสูญไปกลางสมรภูมิหิมะ
ท่ามกลางบรรยากาศอันโศกเศร้า เสียงขานชื่อจากนางกำนัลหน้าตำหนักก็ดังก้องขึ้น บ่งบอกถึงการมาเยือนของขัตติยนารีอีกสองพระองค์
‘องค์หญิงใหญ่ จ้าวเหมยเซียง’ และ ‘องค์หญิงรอง เจ้าวหลันอิง’ พระธิดาต่างมารดาที่เกิดจากสนมชั้นกลาง ก้าวเยื้องกายเข้ามาด้านในตำหนักด้วยท่าทางสำรวมระแวดระวัง ทั้งสองคือกลุ่มคนที่วางตัวเป็นกลาง ลู่ตามลมในวังวนอำนาจ คอยประจบประแจงฝ่ายไทเฮาเพื่อความสงบสุข ขณะเดียวกันก็พยายามไม่ล่วงเกินตระกูลเสิ่นเพื่อเอาชีวิตรอด
“ถวายพระพรเสด็จแม่เพคะ”
องค์หญิงทั้งสองย่อกายคารวะอย่างพร้อมเพรียงและอ่อนช้อย
จ้าวเหมยเซียงรีบขยับเข้าใกล้ตั่งไม้ ประคองถ้วยน้ำชาสมุนไพรอุ่นส่งให้นางกำนัลอาวุโสนำไปถวายไทเฮา
“เสด็จแม่ ... ทรงจิบชาร้อน ๆ บำรุงพระวรกายก่อนเถิดเพคะ หม่อมฉันและหลันอิงเป็นห่วงพระพลานามัยของเสด็จแม่ยิ่งนัก ข่าวจากชายแดนเหนือฟังแล้วชวนให้ใจหาย แต่น้องหญิงสี่มีสติปัญญาและฝีมือการรบล้ำเลิศเหนือบุรุษใด ย่อมต้องแคล้วคลาดปลอดภัยอย่างแน่นอนเพคะ”
“จริงดังพี่ใหญ่กล่าวเพคะเสด็จแม่”
จ้าวหลันอิงรีบเอ่ยสำทับ ดวงตาคมหวานฉายแววออดอ้อนระคนร้อนรน
