บทที่ 9 ตำหนักจิ๋นหนิง วังหลัง ‘ฉู่ไทเฮา’ (จบตอน)
“พวกหม่อมฉันได้ยินข่าวก็ร้อนใจจนนั่งไม่ติด จึงเร่งนำสมุนไพรนี้มาถวาย ขอเสด็จแม่ทรงถนอมพระวรกาย อย่าได้ทรงวิตกจนล้มป่วยไปเลยนะเพคะ”
ฉู่ไทเฮาปรายตามองพระธิดาต่างมารดาทั้งสองด้วยสายตาราบเรียบ พระนางอยู่ในวังหลังมานานหลายปี มีหรือจะไม่รู้เท่าทันนิสัยรักตัวกลัวตายและคอยเหยียบเรือสองแคมของพวกนาง ทว่าในยามนี้จิตใจของพระนางอ่อนล้าเกินกว่าจะเอ่ยปากสั่งสอน จึงทำเพียงพยักหน้ารับเบา ๆ
ทว่ายังไม่ทันที่ถ้วยชาอุ่นจะได้แตะริมพระโอษฐ์ เสียงหัวเราะและน้ำเสียงกระด้างชวนสะดุดหูก็ดังก้องเข้ามาจากหน้าตำหนัก ขัดจังหวะความสงบลงในพริบตา!
ม่านมุกสะบัดพลิ้วไหว สตรีร่างหนึ่งในชุดคลุมผ้าไหมสีแดงชาดปักดิ้นทองหรูหราสะดุดตาเยื้องย่างเข้ามาภายในตำหนักจิ๋นหนิง ท่วงท่าการเดินและสายตาเต็มไปด้วยจริตจะก้านอันเย่อหยิ่ง ไร้ซึ่งความเคารพยำเกรง นางคือ ‘องค์หญิงห้า จ้าวลี่ซิน’ พระธิดาผู้เกิดจากสนมเอกสายตระกูลเสนาบดีเสิ่น
“ถวายพระพรเสด็จแม่เพคะ”
จ้าวลี่ซินย่อกายคารวะอย่างขอไปที สายตากวาดมองบรรยากาศโศกเศร้าในตำหนักด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่องที่แทบซ่อนไว้ไม่มิด
“หม่อมฉันได้ยินข่าวเรื่องเสด็จพี่สี่ถูกลอบโจมตีจนหายสาบสูญ จึงรีบเข้ามาเข้าเฝ้าเพื่อช่วยแบ่งเบาความทุกข์พระทัยเพคะ”
นางปรายสายตามองไปยังตั่งที่องค์ชายเจ็ดนั่งอยู่ ก่อนจะแค่นยิ้มบาง ๆ บนใบหน้าที่แต่งแต้มแป้งชาดหนาเข้ม
“แต่จะว่าไป ... พี่สี่ก็ดื้อรั้นเอาแต่ใจ ทระนงตนว่าคุมทหารนับแสนจึงไม่ยอมฟังคำเตือนของผู้ใด สุดท้ายก็เป็นเพียงสตรี จะทานทนรับคมดาบหลบลูกธนูกลางสมรภูมิได้อย่างไร การออกศึกครั้งนี้ช่างประมาทเลินเล่อเสียนี่กระไร ทำเอาวุ่นวายโกลาหลเดือดร้อนกันไปทั้งราชสำนัก”
เมื่อได้ยินถ้อยคำจิกกัดเสียดสีอย่างไม่เกรงกลัวฟ้าดินขององค์หญิงห้า องค์หญิงใหญ่จ้าวเหมยเซียงและองค์หญิงรองจ้าวหลันอิงที่ยืนอยู่ข้างตั่งพระมารดาพลันสะดุ้งตัวโยน ทั้งสองรีบก้มหน้าลงต่ำจนคางชิดอกด้วยความหวาดกลัว ในใจปั่นป่วนระคนตื่นตระหนก ฝั่งหนึ่งคือองค์หญิงห้าผู้มีตระกูลเสิ่นหนุนหลัง อีกฝั่งคือไทเฮาผู้กุมอำนาจสูงสุดในฝ่ายใน
จ้าวลี่ซินตวัดสายตาเหยียดหยามคุกคามมาทางพี่สาวต่างมารดาทั้งสองอย่างเปิดเผย
“พี่ใหญ่ พี่รอง ... พวกท่านสองคนก็อยู่ที่นี่ด้วยหรือ ไยจึงไม่พูดอะไรบ้างเล่า?”
จ้าวลี่ซินเหยียดยิ้มประชดประชัน
“หรือพวกท่านไม่เห็นด้วยกับข้า? การที่สตรีคนหนึ่งรั้นจะคุมทหารนับแสน ท้าทายขนบธรรมเนียมจนนำภัยมาสู่บ้านเมืองเช่นนี้ มิใช่ความโง่เขลาหรอกหรือ”
จ้าวเหมยเซียงและจ้าวหลันอิงตัวสั่นเทาด้วยความกลัวภัยจะมาถึงตัว ทั้งสองก้มหน้าสบตากันเลิ่กลั่ก ก่อนที่จ้าวเหมยเซียงจะแสร้งเอ่ยเสียงอ้อมแอ้มเพื่อไม่ให้ล่วงเกินน้องสาวผู้มีอำนาจหนุนหลัง
“น้องห้ากล่าวมา ... ก็มีส่วนถูก การศึกสงครามย่อมอันตรายยิ่งนัก หากเป็นสตรีธรรมดาก็คงยากจะต้านทานคมหอกคมดาบ ...”
“พี่ใหญ่! ท่านพูดอะไรออกมา!”
องค์หญิงสามจ้าวเฟิ่งเยว่ก้าวพรวดออกมายืนเบื้องหน้าไทเฮาและเหล่าพี่น้อง แววตาคู่สวยวาวโรจน์ด้วยเพลิงพิโรธจนน่ากลัว น้ำเสียงทรงพลังตวาดใส่พี่สาวและน้องสาวต่างมารดาจนสั่นสะท้านไปทั้งตำหนัก
“น้องสี่ยอมตรากตรำกรำศึก ปราบปรามศตรูที่ชายแดนเหนืออันหนาวเหน็บก็เพื่อความสุขของแคว้นเยี่ยน! แต่พวกท่านกลับมาพ่นวาจาส่อเสียดเนรคุณอย่างไร้ยางอายเช่นนี้”
เมื่อถูกองค์หญิงสามตวาดใส่ต่อหน้าไทเฮา องค์หญิงใหญ่และองค์หญิงรองก็ตระหนกตกใจจนหน้าถอดสี รีบทรุดกายคุกเข่ากับพื้นทันที จ้าวหลันอิงรีบละล่ำละลักกลับลำเพื่อเอาตัวรอด
“หม่อมฉันขออภัยเพคะเสด็จแม่ น้องสาม! พวกหม่อมฉันไม่ได้จะหมายความเช่นนั้นเลยเพคะ! หม่อมฉันเพียงแค่โง่เขลาเบาปัญญาไปชั่วขณะ!”
“ใช่เพคะเสด็จแม่ หม่อมฉันปากพล่อยไปเอง!”
จ้าวเหมยเซียงรีบโขกศีรษะขออภัยอย่างลนลาน พลิกลิ้นรวดเร็วดังนกสองหัวที่กลัวตาย
ปัง!
“หยุดปากของพวกเจ้าทั้งหมดเดี๋ยวนี้!”
ฉู่ไทเฮาทรงตบโต๊ะน้ำชาเสียงดังลั่นจนถ้วยกระเบื้องเคลือบสั่นสะเทือน แววตาอ่อนโยนอมทุกข์เมื่อครู่พลันแปรเปลี่ยนเป็นดุดัน น่าเกรงขามดั่งพญาหงส์ องค์หญิงทุกคนในตำหนัก รวมถึงจ้าวลี่ซิน ต่างพากันสะดุ้งสุดตัวและเงียบเสียงลงทันตาด้วยความหวาดกลัวในบารมี
“จ้าวเฟิ่งหลานตรากตรำนำทัพปราบปรามศัตรูที่ชายแดน ก็เพื่อรักษาผืนแผ่นดินแคว้นเยี่ยน ให้พวกเจ้าได้นั่งเสวยสุข สวมใส่ผ้าไหมราคาแพงอยู่ในวังหลังอย่างสุขสบาย ยามนี้นางตกอยู่ในอันตราย พวกเจ้ากลับมาพ่นวาจาส่อเสียดไร้สามัญสำนึกเช่นนี้หรือ?!”
สายตาคมดุของฉู่ไทเฮากวาดมองไล่ตั้งแต่จ้าวลี่ซิน จนไปถึงองค์หญิงใหญ่และองค์หญิงรองที่หมอบกราบตัวสั่นอยู่บนพื้น
“จ้าลี่ซิน ... หากเจ้ายังไม่รู้จักหุบปาก เก็บงำกิริยาต่ำช้า และริอ่านจะใช้ตำหนักของข้าเป็นที่อวดดีอีกล่ะก็ ... ข้าจะสั่งโบยเจ้าสามสิบไม้ แล้วส่งตัวไปกักบริเวณที่สุสานหลวงเดี๋ยวนี้! ส่วนพวกเจ้าสองคน ...”
ฉู่ไทเฮาตวัดสายตาเย็นเยียบมององค์หญิงใหญ่และองค์หญิงรอง
