บทที่ 7 ผมสัญญาว่าจะอยู่ห่างคุณให้มากที่สุด
โรงแรมคีรีธารา แกรนด์ กรุงเทพฯ
“บ้าชิบ จะมาทำไมวันนี้” ชายหนุ่มร่างกำยำในชุดสูทหรูที่กำลังคร่ำเคร่งอยู่กับหน้าจอสมาร์ตโฟนอดสบถออกมาไม่ได้ เมื่อเห็นคำเชิญชวนที่ปรากฏขึ้นหน้าจอ ในขณะที่ชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทสีดำอีกคนหนึ่งที่ยืนทำท่ารีรออยู่หน้าโต๊ะพูดขึ้นมา
“คุณจะไม่ไปดูเธอสักหน่อยหรือครับ”
“ไม่ เราสัญญากันแล้วว่าจะไม่เจอกัน” ว่าแล้วก็ดันเก้าอี้ให้หมุนตัวไปอยู่ในตำแหน่งหันหลังให้คนที่ยืนอยู่ สายตาทอดนิ่งชมวิวรถราที่วิ่งกันวุ่นวายอยู่ในกรุงเทพมหานครผ่านบานกระจกใส
“แต่คุณประวิทย์เขาไปรอคุณอยู่แล้ว ถ้าไม่ไปตามคำเชิญน่าเกลียดแย่ แถมเขาจะจัดรายการแข่งขันกอล์ฟทัวร์นาเมนต์หน้าที่นั่นด้วย เราจะได้กำไรอีกมาก ผมว่าคุณควรจะไปต้อนรับเขาด้วยตัวเอง”
“ฉันรู้ ชานนท์ ถึงได้เครียดอยู่เนี่ยว่าจะมาทำไมช่วงนี้ ฉันยังไม่อยากไปที่นั่นในช่วงสิบวันนี้”
“คีรีธารา เดอ เขาใหญ่ กว้างใหญ่ขนาดนั้น คงไม่เจอกันง่ายๆ หรอกครับ
คุณวริษ ถ้าหากคุณไม่ไปหาเธอเองที่เรนฟอเรสต์ สวีต ผมว่าโอกาสที่จะเจอกันคงอยู่ที่ศูนย์” ชายหนุ่มที่นั่งหันหลังให้หัวเราะหึๆ ในลำคอ เขาไม่เชื่อหลักการศูนย์เปอร์เซ็นต์นั่นสักเท่าไร แต่เมื่อมันเป็นความจำเป็นที่เขาจะต้องไปเขาก็ต้องไป งานก็คืองานมันหลีกเลี่ยงที่จะไปไม่ได้
“เอาเถอะ มันเป็นความจำเป็นยังไงฉันก็คงต้องไป บอกนายเวชให้ฉันด้วยว่าเอารถออก” คนเป็นเจ้านายว่าเสียงเรียบ
“ครับ ท่านประธาน” ชานนท์เป็นคนสนิทของเขาที่ร่วมหัวจมท้ายกันมาตั้งแต่เขายังเรียนหนังสือเนื่องจากเป็นบุตรชายของชนัตคนสนิทที่บิดาของเขาไว้วางใจ แต่ทั้งบิดาของเขาและชนัตต่างก็เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ไปพร้อมกัน ซึ่งอุบัติเหตุครั้งนั้นยังสรุปไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเกิดจากการฆาตกรรมหรืออุบัติเหตุกันแน่ ทำให้ชายหนุ่มทั้งสองคนที่ยังเรียนไม่จบต้องตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันที่ผูกพันเขาทั้งสองคนเอาไว้ประดุจพี่น้องไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงาน
และที่มากกว่านั้นก็คือวันที่ความอ่อนด้อยประสบการณ์ในวัยยี่สิบต้นๆ ซึ่งเขาจะต้องบริหารธุรกิจโรงแรมแทนบิดา วันนั้นเขากลับถูกทรงภพผู้เป็นอาใช้ประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้เขาเทขายหุ้นบางส่วนและหลังจากนั้นทรงภพก็ใช้เงินจำนวนหนึ่งไปซื้อหุ้นนั้นไว้เองก่อนจะประกาศตัวเป็นผู้ถือหุ้นส่วนรายใหญ่ถืออำนาจบริหารใหญ่สุดของโรงแรมซึ่งบิดาของเขาใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อทุ่มเทก่อสร้างมันมาด้วยความฝัน แต่น้องชายของท่านเองกลับยึดมันไปเป็นของตัวเองอย่างหน้าด้านๆ
หลอกลวงได้แม้กระทั่งหลานในไส้!
เขาอดจะขบฟันแน่นจนสันกรามนูนไม่ได้ทุกครั้ง เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ถ้าหากวันนั้นเขาไม่ได้รับคำแนะนำจากเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เขาคงไม่ได้กลับมายิ่งใหญ่จนถึงทุกวันนี้ คำพูดที่เธอไม่เคยรู้สึกอะไรกับมัน แต่กลับสร้างแรงบันดาลใจและสร้างความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะจนเขาฝ่าฟันมาเป็น นายวริษ เลาหวัชโรดม ประธานกรรมการของโรงแรมและ
รีสอร์ตขนาดใหญ่ในเครือคีรีธาราทั้งหมดในวันนี้
ร่างสูงถอนหายใจก่อนจะลุกขึ้นจากโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ของตัวเองที่บนโต๊ะมีเพียงจอคอมพิวเตอร์บางเฉียบ ที่เสียบปากกา และโพสต์อิตหนึ่งกล่องเท่านั้น ทุกอย่างเรียบกริบ ไม่มีสิ่งใดที่วางเกะกะสายตา บิดาของเขาสอนเสมอว่าโต๊ะของผู้บริหารไม่ควรเต็มไปด้วยกองเอกสาร เพราะหากวางระเบียบการทำงานไว้ดีจะไม่มีกองเอกสารให้เกะกะบนโต๊ะซึ่งหมายถึงงานที่ต้องทำนั้นได้ถูกจัดการเรียบร้อยอย่างไม่ค้างคา หากมีเอกสารกองโตวางไว้บนโต๊ะไม่ได้หมายความว่าเป็นคนขยัน แต่หมายถึงบุคคลผู้นั้นสุมงานเอาไว้มากมายจนกลายเป็นดินพอกหางหมู
ชายหนุ่มคว้ากระเป๋าเอกสารเดินออกไปจากห้องทำงานซึ่งอยู่ชั้นบนสุดของโรงแรมแห่งนี้ ก่อนจะเข้าไปในลิฟต์เพื่อจะลงไปยังชั้นล่างสุด แล้วร่างสูงใหญ่ก็เดินผ่านออกไปยังทางออกของโรงแรมซึ่งคนขับรถของเขาจอดรออยู่ที่นั่น ร่างใหญ่ของผู้บริหารคีรีธาราเข้าไปนั่งเบาะหลัง เอนกายพิงพนักพิงอย่างใช้ความคิด ก่อนที่เวชซึ่งเป็นคนขับรถวัยกลางคนจะขับรถพาเขาไปยังคีรีธารา เดอ เขาใหญ่ อย่างรู้หน้าที่
วริษมีสีหน้าหนักใจ ไม่เคยมีการเดินทางไปเขาใหญ่ครั้งไหนที่เขารู้สึกเป็นกังวลเท่าครั้งนี้ ทั้งที่เรื่องงานไม่ได้มีอะไรให้เขาเครียดแม้แต่น้อย แต่เขากลัวว่าความสัมพันธ์ในโลกออนไลน์ที่เขาสร้างม่านบางๆ กั้นไว้ตลอดเวลาสิบห้าปีที่ผ่านมาจะเปิดเผยให้เขาและเธอเห็นตัวตนที่แท้จริงของกันและกัน เขาไม่อยากเจอเธอ และคงจะเท่ากับที่เธอก็ไม่อยากเจอเขา
เพราะหากหญิงสาวผู้นั้นอยากเจอเขาจริงๆ เธอคงจะซักถามอะไรเขามากกว่านี้ แต่นี่เปล่าเลย เธอไม่เคยเอ่ยถามเรื่องส่วนตัวของเขาแม้แต่นิดเดียว มีแต่พูดคุยเรื่องของเธอและดินฟ้าอากาศ ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดรอบๆ ตัว บางเรื่องที่เขาไม่สามารถจะพูดคุยกับใครได้ แต่เขาสามารถบอกเล่าให้เธอฟังได้อย่างไม่ต้องระแวงว่าเธอจะไม่ซื่อสัตย์กับเขา
ความเป็นผู้บริหารสูงสุดบางครั้งเขาก็รู้สึกโดดเดี่ยว เธอจึงเหมือนเพื่อนเพียงคนเดียวที่เขาสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้ในเรื่องส่วนตัวรวมทั้งเรื่องมีสาระและไม่มีสาระได้อย่างไม่เคอะเขิน และหากเขาบังเอิญไปเจอเธอที่นั่นจริงๆ เธอจะโกรธหรือคิดว่าเขาหลอกลวงให้เธอมาหาหรือไม่ เขากลัวว่าความไว้วางใจที่เคยมีต่อกันจะเปลี่ยนแปลงไป ‘เราคงไม่บังเอิญมาเจอขนาดนั้นหรอกใช่ไหม...ฝน ผมจะอยู่ที่นั่นเพียงสามวันเท่านั้น และผมสัญญาว่าจะอยู่ห่างจากคุณให้มากที่สุด ความสัมพันธ์ของเราจะได้คงอยู่แบบนี้ตลอดไป’
