บทที่ 2 บาปบริสุทธิ์
บทที่ 2
บาปบริสุทธิ์
น้ำเสียงที่เข้มตึงทั้งยังเย็นชาจนน่ากลัว ไม่อาจจะทำให้วิรังรองตอบคำถามของเขาได้ เธอยืนนิ่งหลบสายตาลงต่ำพยายามที่จะบิดข้อมือของตัวเองกลับคืน แต่มันก็เป็นไปได้ยากยิ่งนัก วินาทีที่หลงใหลไปกับเขาเมื่อครู่มันก็จางหายไปอย่างสิ้นเชิง
เขาจำเธอได้ เหมือนที่เธอก็จำเขาได้เช่นเดียวกัน แบบนี้งานที่เธอตั้งใจมาทำมันคงจะจบเสียแล้วละ
“ฉันถามว่าเธอยังกล้าเสนอหน้ามาที่นี่อีกเหรอ!” ทำเรื่องแบบนั้นยังจะกล้าเสนอมาที่นี่อีก จิตใจของผู้หญิงคนนี้ทำด้วยอะไรกัน น่ารังเกียจสิ้นดี!
เสียงเข้มที่กังวานดังในโสตประสาทหู ทำให้วิรังรองต้องสะดุ้ง แม้ว่าจะเคยพบหน้ากันเพียงแค่ไม่กี่ครั้ง แต่เธอรู้สึกได้เป็นอย่างดีว่าผู้ชายคนนี้ร้ายกาจ แค่ไหน
“ฉะ...ฉันมาทำงานที่นี่ค่ะ” เธอกลัวเขา เพราะเหตุการณ์จากวันนั้น แพทริคเป็นคนแรกที่เขาไปเจอเธอในวันนั้นและเป็นคนแรกที่ลากเธอไปให้ตำรวจทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ถามไถ่อะไรกันเลย เขาไม่เคยยอมรับและฟังคำพูดของเธอ ตัดสินให้เพียงแค่ว่าเธอเป็นคนผิด
“ฮึ! มาทำงานเหรอ มาทำงานหรือมาทำอะไรกันแน่” แรงโทสะมันมีมากเกินกว่าที่มองว่าผู้หญิงคนนี้มาดี
“อ๊ะ! คุณปล่อยแขนฉันนะ มันเจ็บ”
“ฉันก็ไม่ได้อยากจับเธอหรอกนะ กลัวว่าสันดานชั่ว ๆ ของเธอมันจะติดเสียด้วยซ้ำ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยฉันเถอะค่ะ”
“ปล่อยแน่ แต่เธอต้องออกไปจากไร่ของฉัน” เขาไม่มีทางที่จะปล่อยให้คนที่ทำแบบนั้นกับหลานตัวเองต้องมาเดินลอยหน้าลอยตาทำงานในไร่นี้หรอกนะ ไม่รู้ว่าวันดีคืนดีจะนึกอยากทำเรื่องเสื่อมแบบนั้นอีกหรือเปล่า!
คนประเภทนี้ต่อให้จับยัดเข้าคุกเข้าตารางเขาก็ไม่มีวันเชื่อใจ!
“ฉันขอร้องนะคะ ให้ฉันทำงานที่นี่เถอะ ฉันสัญญาว่าจะไม่ยุ่งวุ่นวายอะไรเลย” กว่าจะเดินทางมาถึงที่นี่เธอเสียไปหลายบาท หากจะต้องกลับไปมันก็คงจะน่าเสียดาย ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ลองอ้อนวอนเขาดูเสียหน่อยเพื่อว่าคน ใจร้ายตรงหน้าจะเห็นใจกันบ้าง
“มีอะไรมารับประกันล่ะ คนอย่างเธอที่ไหนมันก็ไม่เหมาะทั้งนั้น ออกไปจากไร่ฉัน” คราวนี้แพทริคผลักร่างของหญิงสาวให้ห่างออกจากกาย แต่เหมือนว่าวิรังรองจะไม่ทันได้ตั้งตัวจึงล้มลงไปกองกับพื้นอย่างแรง
“โอ้ย!” แม้ว่าจะเจ็บจนน้ำตาเล็ดแต่เธอก็กัดฟันฝืนแล้วลุกขึ้นยืนอีกครั้ง แววตาที่แพทริคมองมาที่เธอ รู้ได้เลยว่าความชังเมื่อหกปีที่แล้วมันไม่เคยจางหายไปไหน มันคงยังอยู่กับเขามาโดยตลอด
“ยืนได้แล้วก็ออกไปจากไร่ของฉันซะ” ถึงจะตกใจที่ตัวเองเผลอผลัก ร่างนั้นให้ล้มลงไปอย่างไม่รู้ตัว แต่ก็ไม่สนใจอะไรต่อไป ยังคงออกเสียงขับไสไล่ส่งสาวเจ้าต่อไป ยืนชี้นิ้วมองหญิงสาวด้วยสายตาเกรี้ยวกราด
“เกิดอะไรขึ้นคะพี่ไฟ”
น้ำเสียงหวานดังแว่วเข้ามา คนงานที่บังเอิญเดินผ่านมาแถวนี้เห็นว่าแพทริคกำลังมีปากเสียงกับผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ คนงานผู้นั้นจึงรีบรุดไปบอกเธอ พัดชาจึงได้รีบมาดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น
“ไม่มีอะไร กลับบ้านไปพัด” หันมาสั่งน้องสาวต่างมารดาเสียงเข้ม
พัดชาไม่ทำตามเสียงที่พี่ชายบอก แต่เธอเดินเข้ามาใกล้ขึ้นอีก สายตาจ้องมองเข้าไปที่ผู้หญิงคนนั้น...คนที่เคยลักพาตัวลูกน้อยของเธอไปจากอ้อมอก
“ผู้หญิงคนนั้นมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกันคะพี่ไฟ” แม้ว่าจะแปลกใจแต่ก็ยังถามไถ่หาข้อเท็จจริง
“ฉันมาทำงานที่นี่ค่ะ ได้โปรดให้ฉันทำงานเถอะนะคะ ฉันสัญญาว่าจะ ไม่ยุ่งวุ่นวายกับพวกคุณเลย” เป็นวิรังรองที่โผร้องขอเสียงออกไป ท่ามกลางความตึงเครียดของสองศรีพี่น้อง
พัดชามองแพทริคสลับกับวิรังรอง ใจจริงเธอก็ไม่ได้นึกโกรธเคืองอะไรผู้หญิงคนนี้แล้วแต่ในใจจริง ๆ มันก็ยังเจ็บอยู่มากโข แต่ในเมื่อเหตุการณ์มันก็ผ่านมาหกปี วิรังรองได้รับผลกรรมที่กระทำเรียบร้อยแล้วเธอก็อยากจะลองให้โอกาส แต่คนที่เคยบอกให้ลืมอย่างแพทริคดูเหมือนว่าจะยังจำได้ดีกว่าเธอนัก
“เธอไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะมาเหยียบที่นี่ด้วยซ้ำออกไปจากไร่นี้ซะ ไม่มีใครเขาต้อนรับคนชั่ว ๆ แบบเธอ” แพทริคยังคงสาดวาจาเราะร้ายเข้าใส่หญิงสาว ไม่หยุดหย่อน
วิรังรองแม้ว่าไม่อาจจะทนรับฟังถ้อยคำร้ายนั้นได้แต่เธอก็ต้องก้มหน้า ได้ยินมันต่อไป น้ำตาหยดแหมะกระทบลงบนมืออิ่ม ยามที่มีใครเข้ามาสะกิด ฝันร้ายนั้นให้ลุกตื่น เธอมักจะเป็นแบบนี้เสียทุกทีแม้พยายามข่มใจว่าไม่เป็นอะไร...ไม่เป็นอะไรอยู่ภายในอกก็หักห้ามเอาไว้ไม่อยู่แสดงความอ่อนไหวของตัวเองออกมาทุกครั้ง ห้าปีของเขามันอาจจะมีความสุขมาก
แต่ห้าปีสำหรับเธอมันคือนรกดี ๆ นี่เอง เธอต้องเสียอะไรหลาย ๆ อย่างออกไปจากชีวิต ต้องหยุดฝันของตัวเองเพียงเพราะเป็นแพะรับบาปที่ไม่มีใครเชื่อคำให้การ ทำไมฟ้าถึงไม่เคยเห็นใจเธอบ้าง ทำไมหรือ...? ที่สุดแล้วเธอร้องไห้ ให้ตายมันก็ไร้ประโยชน์ ในเมื่อคนตรงหน้ายังตราหน้ากันอยู่เช่นนี้ สาวเจ้าเก็บกั้นอารมณ์ที่อ่อนไหวเอาไว้ก่อนจะพูดขึ้น
“ฉันขอร้องนะคะ เรื่องราวเมื่อหกปีก่อนฉันไม่ได้ทำจริง ๆ ได้โปรดเชื่อฉันเถอะนะ ได้โปรดให้ฉันได้ทำงานที่นี่เถอะนะคะ” วิรังรองเก็บซับน้ำตา และลองดูอีกสักครั้ง เส้นทางที่นี่จากบ้านของเธอมันไม่ใช่ใกล้ ๆ เลย เงินที่มีก็ร่อยหรอลงไปแล้ว หากว่าต้องกลับจากไปจากที่นี่จริง ๆ เธอก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นอย่างไรเลย ขอร้องละ...
“ฉันไม่สนว่าเรื่องราวเมื่อหกปีก่อนมันจะเป็นยังไง จะมาแก้ตัวอะไร มันก็ฟังไม่ขึ้น การติดคุกมันไม่ช่วยให้เธอสำเหนียกตัวเองเลยเหรอ” วาจาที่สาดออกมามีแต่จะดูถูกและดูแคลนคนตรงหน้า ไม่ว่าเธอจะขอร้องแค่ไหน เขาก็ไม่มีทางสนใจ ผู้หญิงคนนี้ใจร้ายเกินไป
น้ำตาแทบจะร่วงแหมะกระทบลงมือที่กุมเอาไว้แน่นอีกครา เธอรู้ว่าเขายังคงจำและเฝ้าเกลียดเธอจากเหตุการณ์ครั้งนั้น แต่เธอก็อยากจะบอกเขาว่า เธอไม่ได้ทำแบบนั้น ทุกอย่างมันคือเรื่องที่เข้าใจผิด แต่ว่าแม้จะพยายามที่จะพูดอะไรออกไปมากเท่าไหร่เขาก็ไม่เคยรับฟังทั้งยังดับสูญอนาคตของเธอให้เป็นเช่นนี้ เธอผิดมากหรือที่ไม่อาจจะเอาชนะในเรื่องที่ตัวเองไม่ผิดได้ เธอผิดมากหรือที่พยามยามที่จะแก้ตัวเองให้ถูกต้องในสิ่งที่เธอโดนใส่ร้ายอยู่ เธอผิดมากขนาดนั้นเลยเหรอ...
เพียงแค่เวลาที่ผ่านมามันก็ทรมานมากจนเกินพอแล้ว เธอก็อยากจะลืมเรื่องราวทั้งหมด อยากจะทิ้ง ๆ มันไปซะให้สิ้นเรื่อง ไม่อยากจะคิด ไม่อยากจะ รื้อฟื้น แต่ในเมื่อเขายังตราหน้าเธออยู่แบบนี้ เธอจะหาความจริงทั้งหมดเอาเอง! เขาจะต้องขอโทษเธอที่ทำแบบนั้นลงไป เธอจะขอลบล้างบาปบริสุทธิ์นี้ของเธอ ให้หายไปซะ!
“ฉันจะขอพิสูจน์ตัวเองให้พวกคุณดูว่ามันไม่ใช่ฉัน ได้โปรดให้ฉันได้ทำงานที่นี่เถอะค่ะ” วิรังรองพูดด้วยสีหน้าและแววตาที่แน่วแน่และจะขอพิสูจน์ตัวเองให้คนตรงหน้าได้เห็นว่าที่ผ่านมาเขามองเธอผิดไป
“อย่าเอาเรื่องไร้สาระแบบนี้มาพูด ห้าปีที่อยู่ในคุกมันคงจะทำให้เธอสำนึกไม่ได้จริง ๆ ไป...ออกไปจากไร่ของฉัน!” แพทริคเดินเข้าไปลากวิรังรอง ให้เดินตามมา หวังมุ่งตรงไปยังทางเดิมที่เธอเคยเข้ามาในตอนแรก
พัดชาที่ยืนนิ่งแม้ว่าเธอจะไม่โกรธผู้หญิงคนนั้น แต่เธอก็ยังกลัวเรื่องราวที่มันเคยเกิดขึ้น แต่กระนั้นในทางกลับกัน ยามที่เธอได้ยินทั้งน้ำเสียงและแววตาที่แน่วแน่ของวิรังรองมันทำให้เธออยากจะให้โอกาสผู้หญิงคนนี้อีกครั้ง แววตาของสาวเจ้ามันดูเศร้าและไร้เดียงสาเกินกว่าจะทำเรื่องแบบนั้นได้
ใจจริงแล้ว...เธอก็สงสัยเรื่องนี้มาตลอดวิรังรองไม่น่าจะใช่คนร้ายจริง ๆ แต่กระนั้นก็ทำอะไรไม่ได้เมื่อแพทริคอาสาเป็นคนดำเนินคดีเรื่องนั้นเองทั้งหมด ไม่ยอมให้เธอได้เข้าไปก้าวก่าย จะได้เห็นหน้าค่าตาของวิรังรองก็วันที่ศาลตัดสินจำคุกเท่านั้น
“พี่ไฟ...ให้เธอทำงานที่นี่เถอะค่ะ” ดวงตาจ้องมองไปที่ร่างหญิงสาว ที่กำลังโดนพี่ชายของเธอลากออกไปอย่างทุลักทุเลล้มลุกคลุกคลานอยู่ที่พื้น
แพทริคหันมองกลับมาที่น้องสาวของตัวเองอีกครั้ง ไม่เข้าใจว่าจะต้องขอโอกาสให้คนแบบนี้ทำไม เทียบกับเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วผู้หญิงคนนี้ไม่สมควรที่จะมีตัวตนบนโลกนี้ด้วยซ้ำ!
“เถอะนะคะ ให้โอกาสเธอ ไหน ๆ เรื่องมันก็ผ่านมาแล้ว พัดเชื่อว่า ทุกอย่างมันจะโอเค”
“จะเลือกแบบนี้ใช่ไหมพัด” แพทริคถามเสียงกร้าว ไม่เข้าใจจริง ๆ เหตุใดน้องสาวเขาถึงตัดสินใจเช่นนี้
“ค่ะ พัดจะให้โอกาสผู้หญิงคนนั้น”
“พี่ไม่เห็นด้วย ผู้หญิงคนนี้ไม่สมควรที่จะมายืนอยู่ในไร่ของเรา” เขาพูดกับพัดชาแต่สายตาก็ยังคงจับจ้องไปที่วิรังรอง
“แต่พี่ไฟคะ อย่างน้อย ๆ เธอก็ได้รับโทษแล้ว ให้โอกาสเธออีกสักครั้ง นะคะ” ดวงตาของผู้หญิงคนนั้นบอกเธอได้หลายอย่างจนยากที่จะไม่ลองให้โอกาสเธออีกครั้ง
“ก็ได้...แต่บอกไว้ก่อนว่าพี่ไม่มีทางให้ผู้หญิงคนนี้ได้อยู่อย่างสงบแน่” สายตามาดร้ายของแพทริคมันทำให้วิรังรองกลัว เธอรู้ดีว่าเขาพูดจริง
“ขอแค่พี่ไฟให้เธอได้ทำงานที่นี่ก็ถือว่าดีแล้วค่ะ”
“ฉันขอบคุณคุณมากนะคะ” วิรังรองรู้สึกว่าเธอเป็นหนี้บุญคุณผู้หญิง คนนี้ ทั้ง ๆ ที่แต่ก่อนหญิงสาวคนนี้ก็พบเรื่องที่ปวดใจมาแต่ก็ยังคิดจะให้โอกาสกัน ไม่เหมือนกับอีกคนที่ทำหน้าและท่าทางราวเธอผิดมากที่ขอโอกาสให้ตัวเองแบบนี้
“ไม่เป็นไรหรอก ฉันก็แค่ไม่อยากตัดโอกาสคน ในเมื่อเรื่องมันก็ผ่านมาแล้ว” พัดชาว่า ในขณะที่แพทริคก็แทบอยากจะโยนวิรังรองออกจากไร่นี้ไปซะ แต่น้องสาวของเขาดันเกิดมีเมตตา ทั้งยังมีผิดที่ผิดทาง ทำไมยังคิดที่จะให้โอกาสคนแบบนี้อยู่อีก
“ไป ไปทำงานของเธอได้แล้ว” แพทริคเดินเข้ามากระชากข้อมือของวิรังรองให้เดินตาม โดยที่มีสายตาของพัดชามองตามทั้งสองคนไป เธอรู้ดีหากว่าพี่ชายได้เอ่ยปากบอกแบบนั้นไปแล้ว ไม่มีทางที่วิรังรองจะอยู่แบบสงบดั่งที่ปากแพทริคว่าแน่ ๆ แต่ก็ยังหวังอยู่น้อย ๆ ว่าแพทริคจะมองเห็นแววตานั้นเหมือนที่เธอเห็น
‘ตุ้บ!’
หลังจากที่เขาพาเธอเดินมาให้เก็บสัมภาระต่าง ๆ เล่นเหวี่ยงกันมา ขนาดนี้ รู้บ้างหรือเปล่าว่าแรงเขามันไม่ใช่น้อย ๆ ถึงเธอจะเคยทำอะไรผิดมา แต่ก็ไม่ควรที่จะทำแบบนี้
ร่างของสาวเจ้ากระทบเข้ากับกำแพงของบ้านพักคนงานอย่างแรงจนต้องนิ่วหน้าออกมาด้วยความเจ็บ แต่กระนั้นก็ต้องกัดฟันฝืนเอาไว้ยืนมองเขานิ่ง ๆ
“เอาของของเธอไปเก็บแล้วก็รีบออกมาเร็ว ๆ อย่าลีลา” แพทริคยืนสั่งเสียงเข้มอยู่หน้าห้องพักของวิรังรอง ดีหน่อยที่เวลานี้คนงานออกไปทำงานกันหมดแล้ว เขาจึงไม่ต้องมายืนตอบคำถามว่ามาทำอะไรที่นี่ แถมยังมายืนส่งเสียง ดังอีก
วิรังรองที่ทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมทำตามที่เขาสั่ง เธอเดินเข้าไปภายในห้องเล็กก่อนจะวางข้าวของตัวเองลงแล้วรีบเดินออกมาเผชิญหน้ากับเขา เพียงแค่วันนี้วันเดียวผู้ชายคนนี้ก็เล่นเธอแทบจะหนักหนาสาหัสแล้ว
“เรียบร้อยแล้วค่ะ”
“จะยืนบื้ออยู่ทำไมละ ตามฉันมาสิ” เขาส่งเสียงก่อนจะเดินนำหน้าไป วิรังรองก็ได้แต่ถอนหายใจกับอารมณ์ของแพทริค ไม่รู้ว่าผู้ชายคนนี้ทำไมถึงได้มีอารมณ์รุนแรงแบบนี้
แพทริคกับวิรังรองเดินเข้ามาภายในไร่ที่ตอนนี้กำลังมีคนงานทำงานอย่างขันแข็งแม้ว่ามันจะเป็นเวลาเกือบเที่ยงแล้ว ทุกคนล้วนมีหน้าที่ที่แตกต่างกันไป ทั้งฝั่งของพืชพันธุ์ก็ดูแลส่วนนั้นไป ในส่วนของสัตว์น้อยใหญ่ก็ถูกดูแลโดยคนงานอีกกลุ่มทุกอย่างถูกจัดแบ่งสันปันส่วนได้อย่างดี ตามเส้นทางที่ผ่านมาก็เห็นรถคอยวิ่งรับส่งคนงานเพราะระยะทางจากบ้านพักไปในไร่ก็ไกลพอสมควร
แพทริคพาเธอมายืนอยู่ท่ามกลางโรงอาหารเพราะตอนนี้มันได้เวลา พักเที่ยงแล้ว ยามที่กายหนาของพ่อเลี้ยงหนุ่มเดินเข้าไปทุกคนก็เป็นอันต้องหยุดสิ่งที่กำลังทำอยู่ในมือ
“ทุกคนฟังตรงนี้” จู่ ๆ เสียงนิ่งเรียบของแพทริคก็ดังขึ้นหยุดทุกการกระทำของเหล่าคนงาน
หัวใจของวิรังรองรู้สึกว่ามันเริ่มเต้นตุ่ม ๆ ต่อม ๆ คล้ายจะมีเรื่องให้เธอต้องหนักใจแปลก ๆ ทำไมท่าทางของเขาถึงทำให้เธอกลัวได้ขนาดนี้นะ
“ผู้หญิงคนนี้คือคนงานใหม่ ที่จะเข้ามาทำงานที่นี่ ฉันจะขอให้ทุกคนช่วยดูผู้หญิงคนนี้ไว้ดี ๆ” แพทริคตะโกนบอกเสียงลั่นแล้วหยุดเว้น ก่อนจะพูดเสียงกร้าวอีกครั้งหนึ่ง
“...เพราะเคยติดคุกมาก่อน ฉันไม่แน่ใจว่าไร่เราจะปลอดภัย”
เป็นไปตามคาดเสียงที่ฮือฮาขึ้น มันยิ่งตอกย้ำให้วิรังรองรู้ว่าผู้คนที่นี้แปลกใจ มันผิดมากหรือที่เธอเคยอยู่ในที่แห่งนั้นมาก่อน...
ประโยคแรกที่เขาพูดออกมามันดูปกติดีทุกอย่าง แต่ทว่าประโยคที่ตามหลังมาแทบจะทำให้เธออยากจะหายตัวไปจากตรงนี้ แพทริคกำลังประกาศกร้าวว่าเธอเคยอยู่ตรงไหนมาก่อน ทำไมเขาถึงได้ใจร้ายได้ขนาดนี้
“พ่อเลี้ยงแบบนี้ไร่เรามันจะปลอดภัยเหรอครับ” คนงานหนึ่งในนั้นตะโกนถามขึ้น ซึ่งมันแสนจะสร้างความอับอายให้กับวิรังรองนัก แต่ตรงกันข้ามกับแพทริคที่สะใจได้เห็นวิรังรองหน้าเสียแบบนี้ รอยยิ้มกริ่มเกิดขึ้นที่มุมปาก ก่อนจะตอบเสียงเข้มออกไป
“แบบนี้ก็ช่วย ๆ กันดูหน่อยนะ ฉันก็ไม่แน่ใจว่าผู้หญิงคนนี้จะเอาสันดานเก่า ๆ มาใช้และทำอะไรที่นี่หรือเปล่า” วาจาเผ็ดดุของแพทริคทำให้คนที่หน้าเสียอยู่แล้วต้องหน้าเสียเข้าไปอีกเป็นสองเท่า สายตาที่ช้อนขึ้นมองใบหน้าของเขามันไม่ได้มีความทุกข์ร้อนอะไรเลย เห็นก็จะมีแต่เพียงความสะใจเท่านั้น นี่สินะ...สิ่งที่เธอต้องเจอ
“แต่ดูท่าทางแม่หนูคนนี้ไม่น่าจะเป็นคนที่เคยอยู่ในคุกมาเลยนะจ๊ะพ่อเลี้ยง” ป้าคนหนึ่งพูดขึ้นมา
“เห็นแบบนี้อาจจะมีอะไรอีกมากที่เรายังไม่รู้ก็ได้ครับ อย่างเช่นสันดานเก่า ๆ ผมว่าช่วย ๆ กันดู ดีที่สุด” แม้ว่าจะพูดกับป้าคนนั้นแต่สายตาเขากับ ปรายตามองมาที่เธอ วิรังรองตอนนี้ก็ยืนจ้องหน้าเขาอย่างเอาเรื่องเหมือนกัน ไม่มีหลบสายตา เอาสิ! อยากจะพูดอะไรก็พูด ไหน ๆ มันก็ไม่มีอะไรที่เธอจะต้องเสียอยู่แล้วนิ
“ยืนเซ่ออยู่ทำไมละ ฝากตัวเองซะสิแม่คนคุก” ภายในคำพูดนั้นมันเต็มไปด้วยความดูแคลน
เป็นไปได้ก็อยากจะฝากฝังหมัดหนัก ๆ ลงที่ข้างแก้มใบหน้าหล่อนั้นเหลือเกิน หล่อก็จริงแต่คำพูดคำจาไม่เคยมีคำไหนที่พูดออกมาจะไม่ดูถูกเธอ สักประโยคเดียว วิรังรองคิดอยู่ภายในใจ
“ค่ะ...” มองหน้าหนึ่งทีก่อนจะหันไปทางทุกคนที่ก็กำลังมองมาที่เธอและเขาไม่วางตา แม้ว่าจะอายแต่ก็ต้องเอาความด้านเข้าสู้ ผู้ชายคนนี้รู้จักเธอ น้อยเกินไป
“สวัสดีค่ะ ฉันวิรังรองเรียกสั้น ๆ ว่าม่านได้ค่ะ ฉันเคยติดคุกมาก่อน ข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยวและลักพาตัว ฝากตัวด้วยนะคะ...” เธอพูดออกไปราวกับไม่สะทกสะท้านทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วเธอเจ็บหัวใจเหลือเกิน ในเมื่อเขากำลังจะเหยียบย่ำความเป็นคนของเธอด้วยฝาเท้าเขา เธอก็จะสนองให้ แล้วมาดูกันว่าใครจะกระอักเลือดตายก่อนกัน
“อ้อ...แล้วถ้าอยากรู้ว่าคนที่ฉันลักพาตัวเป็นใคร ฉันบอกให้ค่ะว่าคือหลานชายของคุณพ่อเลี้ยงเขา แต่ขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะคะว่าทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นฉันคือแพะ คือคนบริสุทธิ์ที่โดนอำนาจเงินโจมตี” ถ้อยคำที่พูดออกมา เรียกเสียงฮือฮาได้เป็นรอบที่สอง
“วิรังรอง!” คนที่เคยยืนยิ้มกริ่มก่อนหน้านี้เป็นอันต้องหันมาตวัดสายตาและตวาดเสียงลั่นใส่วิรังรองทันที ก่อนจะคว้ามือของเธอและลากออกไปจาก ตรงนั้น
“ปล่อยฉันนะพ่อเลี้ยง!” แพทริคลากวิรังรองออกมาไกลทั้งยังจับข้อมือของเธอจนเป็นรอยแดง วิรังรองเห็นว่าคนอื่นเรียกเขาว่า ‘พ่อเลี้ยง’ ก็เลยเรียกตามเสียแค่เมื่อกี้ไปป่าวประกาศซะขนาดนั้นก็เป็นที่ได้รับความสนใจแล้วและความอับอายแล้ว มีหวังถ้าไม่ทำตามคนอื่นก็คงไม่วายโดนบุคคลเหล่านั้น เหน็บแนม
“เธอพูดบ้าอะไรออกไป!”
“คุณอยากให้ฉันอับอายไม่ใช่หรือคะเป็นยังไงละ สะใจคุณหรือยัง” เพียงวันนี้วันเดียวเขาก็ทำให้เธอต้องอับอายเสียหลายครั้งแล้ว แบบนี้ถ้าอยู่ต่อไปมันจะขนาดไหนหรือ
คงจะสะใจมากใช่ไหมที่เห็นเธออับอายเช่นนี้ สาแก่ใจของเขามากพอหรือยัง...
“ฮึ! สะใจหรือ มันคงจะใช่คำนี้ไม่ได้หรอก ในเมื่อเธอเลือกที่จะเดินเข้ามาในที่ของฉันเองฉันก็บอกไว้ก่อนเลยว่าเธอจะเจอมากกว่านี้แน่”
“จะมากขนาดไหนอีกคะ คุณก็ประกาศไปเสียลั่นโรงอาหารแบบนั้นแล้ว ฉันยังต้องอับอายอะไรอีก” มันไม่มีอะไรจะให้เสียแล้ว ความทรงจำครั้งเก่า ๆ ที่พยายามจะลืมเขาก็เป็นคนขุดมันขึ้นมาให้เธอต้องรู้สึกอีกครั้ง
“ระดับเธอแล้วเรื่องความอายเป็นคงตายด้านแล้วละ มันมีอะไรที่ทำให้ฉันสะใจกว่านี้อีกเยอะ”
“....” จิตใจเขาก็ไม่ได้ต่างอะไรกับวาจาที่พูดกับเธอหรอก มันทั้งมืดบอดและตายด้าน เขาไม่เคยมองเห็นอะไรในตัวเธอเลย คนแบบนี้ต่อให้พูดเรื่องถูกก็ยังกลายเป็นเรื่องผิดเสียทุกครั้ง
“ไป! ไปทำงานได้แล้ว” แพทริคเดินเข้ามากระชากแขนของวิรังรองอย่างแรงจนตัวของสาวเจ้าต้องถลาตามไป
แพทริคลากวิรังรองให้ขึ้นรถจิ๊บของตัวเองมุ่งเข้าสู่พื้นที่ที่ใช้เลี้ยงเหล่าสัตว์นานาชนิด วิรังรองได้เพียงแต่นั่งเงียบในมุมของตัวเอง ในเมื่อเธอเลือกที่จะเข้ามาในนี้เพื่อพิสูจน์ตัวตนแล้ว เธอก็ควรที่จะต้องทนให้ได้ ต่อให้ผู้ชายข้างกันจะร้ายกาจมากแค่ไหน เธอก็ต้องทนเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง แม้ว่าคดีความมันจะถูกปิดไปแล้วก็ตาม
“นี่ลุงสมาน เป็นหัวหน้าคนงานคอยดูแลสัตว์พวกนี้” เขาแนะนำให้เธอได้รู้จักลุงวัยห้าสิบกว่าที่มีใบหน้ายิ้มแย้มดูเป็นมิตร
“สวัสดีค่ะ” สาวเจ้าทักทายอย่างนอบน้อม
ลุงสมานยิ้มรับ กริยาท่าทางดูน่ารักเป็นคนรู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่ดี รู้จักทักทายตามมารยาทที่ควรเป็น ลุงสูงวัยนึกชมในใจ
“ลุงสมานครับนี่วิรังรอง คนงานใหม่ เธอจะเข้ามาทำงานที่นี่”
“ลุงนึกว่าจะทำงานในสวนผลไม้ ไร่ชาเสียอีก”
“ไม่ครับ เธอจะทำงานที่นี่” เขาเน้นย้ำชัดถ้อยชัดคำ
“ลุงว่าให้แม่หนูนี่ไปอยู่ในสวนดีกว่านะพ่อเลี้ยง งานตรงนี้มีแต่ผู้ชายทำซะส่วนใหญ่ ลุงว่าไม่ไหวหรอกหรือจะให้ไปอยู่ที่แปลงปลูกฮอปล์ ลุงว่าก็ดีนะ” เพราะตรงนี้ส่วนมากแล้วผู้ชายจะทำ ผู้หญิงก็จะอยู่ในสวนหรือไร่ชาคอยเก็บผลผลิตที่ผลิดอกออกผล จึงคิดว่าไหน ๆ ก็น่าจะพาไปที่นั้นเสีย อีกอย่างเห็นว่ากำลังทำแปลงฮอปส์ขึ้นมาใหม่ถ้าให้แม่หนูนี่ไปดูแลก็ไม่น่าจะเสียหาย
“ไม่ได้หรอกครับ งานพวกนั้นมันง่ายไปสำหรับผู้หญิงคนนี้” เขายังพูดในขณะที่สายตาก็มองไปที่คนข้างหลัง วิรังรองก้มหน้างุน ไม่มีอะไรจะพูด เธอไม่มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธงาน ในเมื่อเธอเข้ามาทำงานแลกเงินก็ควรที่จะทำตามที่เขาต้องการคือสิ่งที่ดีที่สุด
“แต่ยังไงแม่หนูนี่ก็เป็นผู้หญิงนะพ่อเลี้ยง”
“แล้วยังไงครับ เรื่องเพศก็ไม่มีอะไรระบุไว้นิว่าเธอทำงานแบบนี้ไม่ได้...” เขาว่าก่อนจะตามมาด้วยอีกหนึ่งประโยค
“ทั้งล้างคอกม้า ให้อาหารวัว ล้างคอกหมูดูแลไก่ทุกอย่างผู้หญิงคนนี้จะทำเองหมดและเพียงลำพัง”
“แต่ลุงว่า...”
“ไม่เป็นไรค่ะลุง หนูทำได้”
ปล่อยให้ลุงสมานค้านไปมันก็เท่านั้นในเมื่อแพทริคตั้งใจแน่วแน่ว่าเธอจะต้องทำงานตามสิ่งที่เขาพูดมาทั้งหมด ต่อให้เอาช้างมาฉุดคำประกาศิตเขามันก็ไม่เปลี่ยนแปลงไปหรอก สู้ยอมรับและทำตามไปให้มันจบ ก็สิ้นเรื่อง เธอเองก็จะไม่ต้องมาถกเถียงให้เสียเวลา
“แน่ใจนะนังหนู”
“ค่ะ”
“เห็นไหมครับ เจ้าตัวก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร ถ้าอย่างนั้นก็ฝากลุงสมานด้วยนะครับ ผมเองก็หวังว่าคงจะไม่มีใครเข้าไปช่วยผู้หญิงคนนี้” เขาพูดจบก็เดินไกลออกไปทันที ทิ้งให้วิรังรองและลุงสมานต้องมองหน้ากันอย่างงง ๆ ก่อนที่วิรังรองจะยิ้มคืนให้ลุงตรงหน้าเพื่อคลายความกังวลและเป็นนัย ๆ ว่าเธอนั้นทำได้
วิรังรองเริ่มทำงานอย่างแรกเลยคือให้อาหารม้าตัวใหญ่กับล้างคอกม้า งานมันไม่ได้ยากแต่ก็ไม่ได้ง่าย แม้ว่าจะดูทุลักทุเลในช่วงชั่วโมงแรก ๆ แต่หลังจากนั้นเธอก็ทำมันได้เป็นอย่างดี
“ม้าตัวนี้ชื่ออะไรหรือคะลุงสมาน” เจ้าม้าตัวโตขนสีดำขลับเงางามตรงหน้าเรียกความสนใจของวิรังรองได้ เพราะมันดูสง่าผาเผย เห็นชัดถึงมวลมัดกล้ามที่ดูแล้วน่าจะผ่านการวิ่งหรืออย่างไรมาอย่างโชกโชน หากจะให้เรียกฟังกันเข้าใจง่าย ๆ ในภาษาที่คนเข้าใจก็คือหล่อนั่นแหละ ให้ตาย! นาทีนี้เธอมองว่า ม้าหล่อแล้วหรือนี่ วิรังรองยิ้มตลกกับความคิดของตัวเอง
“ชื่อเจ้าภูพิงค์” ลุงสมานหันมาตอบ
“ภูพิงค์...คล้ายชื่อไร่นี้เลยนะคะ”
“มันเป็นม้าตัวโปรดของพ่อเลี้ยงเขาน่ะ เลยตั้งให้คล้องกับไร่เสียหน่อย...เจ้าม้าตัวนี้อารมณ์ดี ขี้อ้อนมาตั้งแต่เล็ก ๆ แล้ว พ่อเลี้ยงเลยติดกับดักมันเอาเป็นลูกรักซะเลย” ลุงสมานว่าพลางยิ้ม
“ก็ว่าอยู่ทำไมตอนที่หนูเอาหญ้าไปให้มันถึงได้อ้อนเสียเหลือเกิน” ดู ๆ แล้วม้าตัวที่ชื่อภูพิงค์นี้ออดอ้อนเกินกว่าม้าตัวอื่นนักในขณะที่มันชอบเอาหน้าเข้าหายามที่ส่งอาหารให้ ผิดกับม้าตัวอื่นที่ก็แค่ตั้งหน้าตั้งตากินอย่างเดียวเท่านั้นเอง
ดูท่าแล้วจะไม่ใช่แค่แพทริคแล้วละที่จะติดกับดักความออดอ้อนของ เจ้าตัวนี้ เธอเองก็คงจะหนีไปไม่พ้นเหมือนกัน
“เจ้าตัวนี้มันเป็นลูกรักทุกคนนั้นแหละหนูม่าน ลุงก็ดูแลมันมาตั้งแต่น้อย ๆ ยังอดที่จะรักมันไม่ได้เลย”
“แบบนี้หนูคงจะต้องขอฝากตัวรักเจ้าภูพิงค์ด้วยอีกคนแล้วล่ะค่ะ” วิรังรองพูดยิ้มขณะที่ลุงสมานก็พยักหน้า เจ้าม้าตัวนี้มันเหลือเกินตกคนได้วันละหลาย ๆ ครั้ง ครั้งนี้ก็มีวิรังรองเพิ่มมาอีกคน
“เสร็จจากตรงนั้นแล้วก็ตามลุงไปที่คอกวัวนะ ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำ ไหวหรือเปล่าละ ถ้าไม่ก็พักได้นะลุงไม่ว่า” ลุงสมานที่มาคอยจับตาดูวิรังรองทำงานตามคำสั่งของแพทริคเอ่ยบอกหญิงสาวที่กำลังกลุ่มเก็บอุปกรณ์ล้างคอกม้าใส่ถัง หลังจากที่ทำความสะอาดตรงนี้เรียบร้อยแล้ว
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูยังไหว” วิรังรองยิ้ม จะว่าไปแล้วมันก็ไม่ได้ลำบากกว่าที่คิด ยังดีที่มีลุงสมานคอยบอกคอยสอน มิเช่นนั้นก็คงจะทุลักทุเลใช่ย่อย
วิรังรองย้ายจากคอกม้ามาที่คอกวัว ครั้งนี้ก็คล้ายจะทำเหมือนเดิมคือให้อาหารและล้างคอก ซึ่งวัวในไร่นี้จะเป็นพันธุ์โคนมเอาไว้รีดนมส่งออก และเพื่อไม่ให้มันต้องอึดอัดหรือหงุดหงิดในคอกหนึ่งจึงมีวัวประมาณสามถึงสี่ตัว
ระยะเวลาผ่านไปราวหกโมงเย็นเห็นจะได้ เธอก็เสร็จงานตามที่แพทริคสั่งกับลุงสมานไว้ ทุกอย่างที่เขาสั่งเธอต้องลงมือทำเองเสียหมด ลุงสมานที่อาสาอยากจะเข้ามาช่วยเธอก็ปฏิเสธกลัวว่าคนตัวโตจะพลาดโกรธและหาเรื่องกัน แม้ว่าจะเสร็จงานช้าแต่ก็ยังดีหน่อยที่มีลุงสมานคอยอยู่เป็นเพื่อน ยามจะกลับบ้านก็มีลุงสมานนี่แหละที่ไปส่งทั้งยังชวนกันกินอาหารเย็นอีก
“ขอบคุณลุงสมานกับป้าละมัยมากนะคะ อาหารอร่อยมากค่ะหนูกินไปเสียหลายจานเลย” มื้อเย็นมื้อนี้เห็นจะเป็นมื้อที่อร่อยมาก ไม่รู้ว่าเพราะเธอทำงานมาอย่างหนักด้วยหรือเปล่าถึงกินเสียหมดไปหลายจานแบบนี้ รอยยิ้ม พิมพ์ใจปรากฏขึ้น อย่างน้อย ๆ แม้ว่าแพทริคจะใจร้ายกับเธอ แต่ก็ยังมีลุง ๆ ป้า ๆ ที่ยังคอยช่วยเหลืออยู่ ยังถือว่าเธอมีบุญอยู่บ้างที่ยังมีคนเมตตา
“ไม่เป็นอะไรหรอกหนูม่าน ลุงกับป้าก็เหงา ๆ มีคนมากินข้าวที่บ้านเพิ่มก็สนุกดี ลูกป้ามันก็นาน ๆ ทีนู้นกว่าจะมาหา ไม่ต้องเกรงใจอะไรหรอกถือซะว่ามาเพิ่มสีสันให้คนแก่” ป้าละมัยตอบด้วยรอยยิ้ม เพราะด้วยความที่ลูก ๆ ก็ต่างพากันออกไปทำงานที่อื่นนาน ๆ ครั้งกว่าจะเข้ามาหา ก็เลยทำให้คนแก่สองคน นั่งเหงาบ้างในบางวัน ดีหน่อยที่วันนี้มีวิรังรองเข้ามาสร้างบรรยากาศ
“ขอบคุณนะคะ...มาค่ะเดี๋ยวหนูช่วยป้าล้างเป็นการตอบแทน” ว่าพลางก็จัดเก็บจานที่วางอยู่ แม้ป้าละมัยจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่สาวเจ้าก็ไม่อาจจะหยุดมือได้ ในเมื่อพวกท่านอุตส่าห์ให้เธอได้อิ่มท้องแบบนี้ก็ต้องตอบแทนกันเป็นเรื่องธรรมดา
เสร็จกิจอาหารเย็นจากบ้านลุงสมานและป้าละมัยในเวลา 20.30 น. วิรังรองจึงขอตัวกลับห้องของตัวเอง ที่อยู่ห่างออกไปเพียงแค่สามเมตรเท่านั้น ที่พักของป้าละมัยและลุงสมานเป็นบ้านหลังไม่เล็กไม่ใหญ่เพราะด้วยตำแหน่งที่เป็นหัวหน้าคนงานทั้งอายุอานามในการทำงานก็มีมากทั้งสองคน จึงไม่แปลกที่จะอยู่บ้านเป็นหลัง ส่วนเธอเป็นห้องแถวติดกับคนงานคนอื่น ๆ แม้ว่าจะเล็กไปบ้างแต่ความสะดวกสบายก็มีครบ ทั้งยังมีห้องน้ำอยู่ในตัว ไม่ต้องลำบากออกไปอาบน้ำหรือทำธุระอื่นข้างนอก
ยามที่เข้ามาในห้องก็รีบจัดของให้เข้าที่เข้าทาง แต่มิได้ละเอียดเรียบร้อยนัก เพราะเธอก็เหนื่อยเกินกว่าที่จะมีกระจิตกระใจมานั่งจัดวาง แค่วาง ๆ มันไป ก็น่าจะเพียงพอแล้ว รอวันไหนที่ว่าง ๆ จะจัดมันให้เข้าที่อีกทีแล้วกัน
เสร็จจึงลุกไปอาบน้ำ เพียงไม่ถึงยี่สิบนาทีก็ออกจากห้องน้ำมาในชุดที่พร้อมนอนมาก ๆ แม้ยามนี้ดวงตาใกล้จะปิด แต่เธอก็นึกขึ้นได้ว่าตั้งแต่มาถึง ยังไม่โทรไปหามารดาเลย ไม่รู้ว่าป่านนี้แล้วจะนอนหนีเธอไปหรือยัง
“หนูนึกว่าแม่จะหลับหนีหนูแล้วซะอีก”
‘ก็ว่าจะนอนแล้วแต่เราดันโทรมาซะก่อน แล้วนี่เป็นไงบ้างลูกที่นั่นโอเคไหม’
“ดีมาก ๆ เลยค่ะ” เธอโป้คำปดตอบไป จะบอกว่าโดนเจ้าของไร่เกลียดตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาในนี้มีหวังแม่เธอได้เป็นกังวลหนักแน่ สู้พูดโกหกไปน่าจะดีกว่า
‘ดีแล้ว เราก็ขยันทำงานละ ถ้าเหนื่อยก็โทรหาแม่ แม่รอรับสายเราตลอดแหละ’ เพราะลูกคือแก้วตาดวงใจ ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุขก็อยากจะเป็นที่พึ่งให้ลูกได้เสมอ หรือยามที่เหนื่อยกายก็อยากจะให้อิงแอบแนบกายลงข้างกัน
“จ้า แล้วนี่เจ้ามาร์คไม่อยู่หรือคะ” มาร์คหรือวิรากรน้องชายเพียง คนเดียวของเธอ
‘ช่วงนี้แม่เห็นยุ่ง ๆ นะ สงสัยคงจะกำลังทำคดีอยู่’
“มาร์คเปลี่ยนไปมากเลยนะแม่”
‘ก็เพราะเราไม่ใช่หรือที่ทำให้น้องเปลี่ยนไป เป็นแบบนี้แม่ก็แอบดีใจนะที่ใฝ่เรียนจนจบออกมาเป็นทนายได้แบบนี้’
“หนูก็ดีใจที่อย่างน้อยการเข้าคุกของหนูครั้งนั้นมันทำให้มาร์คเปลี่ยนไป”
‘แต่เอาเถอะ ถ้าเลือกได้ แม่ก็ไม่อยากให้เราเข้าไปอยู่แบบนั้นหรอก’
ไม่มีแม่คนไหนอยากเห็นลูกลำบาก มีแต่อยากจะให้มีอนาคตที่ดีกันทั้งนั้น อย่างวิรังรองเองถ้ามันไม่เกิดเรื่องราวครั้งนั้นขึ้น ปัจจุบันก็คงจะดีกว่าที่เป็นอยู่มากนัก ส่วนวิรากรตนก็เชื่อว่าบุตรชายจริง ๆ แล้วมันก็ใฝ่เรียนเพียงแค่เกเรไปบ้างตามภาษาวัยรุ่น
“ก็เราเลือกไม่ได้นี่นา”
‘เอาเถอะ เลิกพูดเรื่องนี้ พูดถึงมันทีไรก็ประสาทจะกินทุกที เราเองก็อย่าคิดเยอะล่ะ แม่ง่วงแล้ว แค่นี้ก่อนนะ’
“จ้า...ฝันดีนะคะ” วิรังรองยิ้มทุกครั้งที่ได้คุยกับคนที่รักเธอ มารดาคือเครื่องช่วยชีวิตอย่างหนึ่ง ช่วยดึงในเวลาที่เธอเครียดหรือเศร้าหมดกำลังใจ ทุกครั้งที่พูดคุยกันมันจะสนุกและอบอุ่นอยู่เสมอ รวมทั้งเจ้าน้องชายตัวแสบก็คือเครื่องเยียวยาใจเธออีกหนึ่งเครื่อง ซึ่งเห็นทีว่าตอนนี้เจ้าเครื่องนี้จะกลายทนายหนุ่มที่ยุ่งวุ่นอยู่กับงานไปเสียแล้ว
วิรากรเปลี่ยนไปตั้งแต่เธอเข้าไปในเรือนจำเมื่อหกปีก่อน ตอนนั้นวิรากรเป็นเด็กที่เรียกได้ว่าไม่ค่อยจะสนใจการเรียนเสียเท่าไหร่ แต่พอเกิดเรื่องนั้นขึ้น เจ้าน้องชายก็มีจุดมุ่งหมายในตอนแรกที่มาบอกว่าจะเป็นทนาย เธอก็ไม่อยากจะเชื่อจนวันที่สอบติดและสำเร็จผลการศึกษาออกมาถึงทุกวันนี้ เธอภูมิใจในตัวน้องคนนี้จริง ๆ
วิรังรองยิ้มรับกับสิ่งที่มันกำลังจะเข้ามา ไม่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น เธอก็จะพยายามอดทนให้ได้มากที่สุด อย่างน้อย ๆ ก็เพื่อที่จะพิสูจน์ตัวตนของตัวเอง ว่าสิ่งที่พวกเขามองอยู่มันไม่ใช่สิ่งที่เป็นเลยสักนิดหนึ่ง
ในบ้านเรือนไม้หลังใหญ่ แม้เวลานี้มันจะล่วงเลยไปถึง 21.00 น. แล้ว แต่กระนั้นคนตัวโตก็เพิ่งจะได้เดินย่างกายเข้ามาภายในบ้าน หลังจากออกไปตรวจสอบทั่วทั้งไร่ เจ้าของไร่พลางกวาดสายตามองเห็นหลานชายตัวน้อย รอยยิ้มอุ่นละมุนก็ปรากฏขึ้นบนกรอบหน้า ก่อนจะสาวเท้าเข้าไปหา
“นี่ก็ดึกแล้ว ทำไมหลานลุงยังไม่เข้านอนอีกครับ” แพทริคเดินเข้ามาใกล้ถามหลานชายตัวดีที่ตอนนี้กำลังนั่งเล่นเลโก้ตัวโปรดอยู่บนพื้นของบ้านอย่างสนุกสนาน
“แม่พัดบอกว่าให้เวลาพีทอีกยี่สิบนาทีครับ” เจ้าตัวแสบที่เป็นที่รักของคนในไร่หันมาพูดพร้อมรอยยิ้มสดใสตามภาษาเด็กวัยหกขวบ
“แบบนี้ลุงต้องตีแม่พัดของพีทแล้วละ” คนเป็นลุงว่า
“ทำไมละครับ แม่พัดไม่ได้ทำอะไรผิดซะหน่อย ลุงไฟจะตีแม่พัดของพีทไม่ได้นะ ไม่อย่างนั้นพีทจะไม่เล่นกับลุงไฟอีกเลย” คนตัวเล็กยืนขึ้นกอดอกพร้อมพูดด้วยสีหน้าจริงจัง มีแม่อยู่คนเดียวจะให้ลุงไฟมาตีแม่พัดของเขาได้ยังไง ไม่มีทางซะหรอก
“ก็แม่พัด ให้พีทนอนดึกแบบนี้ลุงไฟก็ต้องตีแม่พัดสิครับ” นึกขำ ในกริยาท่าทางของหลานชาย
พิชญธรเป็นเด็กฉลาดรักแม่ยิ่งกว่าใคร ต่อให้รักเขามากขึ้นมาหน่อย แต่ถ้าจ้องจะมาทำร้ายมารดา พิชญธรก็พร้อมจะสร้างป้อมปราการปกป้องมารดาของตัวเองได้เสมอ
“จริง ๆ แล้ว แม่พัดให้พีทนอนแล้วครับ แต่พีทขอร้องแม่พัดเอง” เพราะเห็นว่ามารดาจะโดนลุงดุเลยยอมพูดปดออกไปเพื่อปกป้อง
“จริงหรือเปล่าน้า” แพทริคย่อตัวลงลูบศีรษะทุยของเด็กน้อยแสนรักเบา ๆ เขารู้ว่าพิชญธรพูดเพื่อจะปกป้องแม่ของตัวเอง เด็กคนนี้เข้มแข็งมากไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพัดชา พิชญธรก็จะเข้ามาปกป้องอยู่เสมอ เพราะด้วยความที่เจ้าหลานชายขาดพ่อ จึงตั้งปณิธานไว้ว่าจะดูแลมารดาด้วยตัวเอง
“จริงสิครับ แบบนี้ลุงไฟก็จะไม่ตีแม่พัดแล้วใช่ไหมครับ” เจ้าตัวเล็ก ทำเสียงเง้างอน แววตาน่าสงสารพลางเข้าไปกอดร่างของคนเป็นลุงเอาไว้ประทับรอยจูบน้อย ๆ ลงที่ข้างแก้ม ออดอ้อนอย่างสุดฤทธิ์
แพทริคที่ได้แกล้งหลานชายคนเดียวก็อดจะหลุดยิ้มออกมาเสียมิได้ ไม่รู้ว่าเจ้าเด็กคนนี้ไปหาท่าทางแบบนี้มาจากไหน สงสัยคงจะได้มาจากคนงาน ในไร่นั่นแหละมั้ง แบบนี้เริ่มจะเห็นแววเจ้าเล่ห์แต่น้อยนัก
“อย่างนั้นถ้าลุงไฟไม่ตีแม่พัดแล้ว พีทจะให้อะไรลุงครับ”
“พีทจะให้เลโก้ตัวโปรดของพีทตัวนึงครับ” พิชญธรผละตัวออกมาแล้วตอบเสียงใสพร้อมรอยยิ้มยกนิ้วป้อม ๆ ทำท่าประกอบ เมื่อคิดว่ามารดารอดจากการลงโทษของลุงแล้วก็ดีใจ
“อืม...แต่ลุงไฟอยากได้จุ๊บน้อย ๆ จากพีทด้วยน่ะสิ จะให้ลุงได้หรือเปล่าน้า”
“ก็ได้ครับไม่มีปัญหาเลย จะให้พีทจุ๊บลุงไฟ เช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอนก็ยังได้เลยครับ”
“ขอแค่จุ๊บตอนที่เหนื่อยก็พอแล้วละครับ เอาเป็นว่าลุงไฟจะไม่ตีแม่พัดของพีทแล้ว แต่พีทต้องทำตามสัญญานะคือจุ๊บลุงไฟ ส่วนเลโก้เก็บไว้เล่นเถอะครับ” คนเป็นลุงทำท่าครุ่นคิดอยู่สักพักก็ตอบตกลงไป
“เย้ ๆ แม่พัดจะไม่โดนลุงไฟตีแล้ว ถ้าแม่พัดโดนลุงไฟตีนะ แม่พัดต้องร้องไห้แน่เลยครับ เหมือนเมื่อตอนเด็ก ๆ แม่พัดเล่าให้พีทฟัง ลุงไฟน่ะใจร้าย ทำแม่พัดของพีทได้”
แพทริคที่ได้ยินก็ขำพรืด ไม่คิดว่าเจ้าหลานคนนี้จะจดจำเรื่องราวที่พัดชาเล่าเมื่อตอนที่ยังเป็นเด็กให้ฟังได้ แบบนี้จะให้พัดชาเล่าอะไรให้ฟังคงต้องกำชับบ้างแล้ว มีหวังเขานี่แหละจะโดนตัวแสบเล่นงานเพราะเมื่อตอนเยาว์วัยก็แกล้งน้องสาวไว้เสียเยอะนัก
“สองลุงหลานคุยอะไรกันคะ เสียงเจื้อยแจ้วเชียว” พัดชาเดินกลับลงมาจากด้านบนหลังจากบอกลูกชายว่าขอไปอาบน้ำอาบท่าเสียหน่อย เธอเดินมาหย่อนกายนั่งลงข้างลูกและพี่ชายของตัวเอง
“ลุงไฟจะดีแม่พัดที่ให้พีทนอนดึกครับ แต่แม่พัดไม่ต้องกลัวนะ พีทตกลงกับลุงไฟได้แล้ว” เจ้าคนเจ้าเล่ห์ตัวน้อยโผเสียงใสขึ้นขณะที่ขยับตัวเข้าไปใกล้มารดาหย่อนตัวลงนั่งที่ตักอย่างออดอ้อนน่าเอ็นดู
“ตกลงยังไงครับ แน่ใจนะว่าลุงไฟจะไม่ตีแม่” พัดชายังถามตอบพลางลูบศีรษะทุยของพิชญธรไปด้วย
“แน่สิครับ พีทแลกด้วยการจุ๊บลุงไฟตอนที่ลุงไฟเหนื่อยเลยนะครับ เชื่อพีทสิ”
“จ้า เชื่อก็เชื่อ”
“แบบนี้แม่พัดต้องให้รางวัลพีทนะ” เจ้าแสบเอาหัวซุกไซ้เข้าหามารดายังสาว พลางเอ่ยปากขอรางวัล
“แหม่ เจ้าเล่ห์จังเลยนะเรา ตัวแค่นี้” แพทริคที่มองหลานออดอ้อน ต่างจากที่เจอเขาก่อนหน้า อดที่จะหมั่นไส้ในความน่ารักน่าชังนี้ไม่ได้ พิชญธรแม้ว่าจะเป็นเด็กผู้ชายที่พร้อมออกโรงปกป้องแม่ของตัวเองทุกเวลา แต่ยามที่อยู่ใกล้พัดชา เจ้าเด็กคนนี้ก็จะกลายเป็นลูกแมวตัวน้อย ๆ ขึ้นมาทันที อยากจะให้กอด ให้จุ๊บอยู่ตลอด
“แล้วจะเอาอะไรดีครับ” พัดชาขำกับประโยคของแพทริค ก่อนจะก้มลงมาถามคนที่ยังคงทำตัวน่ารักอยู่
“อ่านนิทานแล้วก็จุ๊บก่อนนอนครับ” ได้ยินประโยคสวรรค์ ก็ตื่นเต้น และดีใจ แม้ว่าจะทำกันอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว แต่สิ่งนี้ก็คือของขวัญที่ดีที่สุด ที่อยากจะให้อยู่ด้วยกันไปนาน ๆ
“แม่ก็อ่านให้พีทฟังทุกวันไม่ใช่หรือครับ”
“พีทอยากให้แม่พัดอ่านให้พีทฟังทุก ๆ วัน ทุก ๆ วันก็แปลว่าตลอดไปยังไงละครับ”
“แบบนี้พีทจะเป็นฝ่ายเบื่อแม่แทนหรือเปล่าน้า”
“พีทไม่มีทางเบื่อแม่หรอกครับ ฟังได้ทู้กกกวันเล๊ย”
“ถ้าอย่างนั้นพีทก็ต้องรีบขึ้นนอนได้แล้วนะครับ เดี๋ยวแม่จะไปอ่านนิทานให้ฟัง”
“ครับ เร็ว ๆ นะฮะ” พิชญธรเด้งตัวขึ้นรีบกุลีกุจออย่างเร็วไว ขึ้นไปที่ห้องของตนเองเฝ้ารอให้มารดาขึ้นมาอ่านหนังสือให้ฟังก่อนนอน
“จ้า” สายตามองส่งลูกชายที่เดินขึ้นไปบนห้องพร้อมเลโก้ตัวโปรด จนลับหาย ก็หันคืนกลับมามองที่พี่ชายที่นั่งเงียบไปสักพักหนึ่งแล้ว
“ทำไมมองพี่แบบนั้น” หรี่ตามองน้องสาวตัวเองที่จ้องมองมาที่เขาหลังจากหลานชายโบกมือขึ้นข้างบนไปแล้ว
“วันนี้เมื่อตอนบ่ายพัดแวะเข้าไปในไร่มาค่ะ”
“แล้ว...” แพทริคถามหน้าตาย แล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
“ทำไมพี่ไฟไม่ให้ผู้หญิงคนนั้นเข้าไปทำงานในสวนค่ะ ให้ไปที่คอกสัตว์ทำไม” วิรังรองก็เป็นผู้หญิงแม้จะมีเรื่องบาดหมางกันจริง แต่ก็ควรจะให้ไปทำงานที่มันเบากว่านี้หน่อย มิใช่ในคอกสัตว์แบบนั้น
“ก็ไม่เห็นเป็นอะไร อีกอย่างผู้หญิงคนนั้นก็ไม่เห็นจะเดือดร้อน” เขาว่าแล้วว่ามันต้องเป็นเรื่องนี้
“ที่เขาไม่พูดก็เพราะพี่ไฟนั่นแหละ”
“ไม่ต้องมาสนใจผู้หญิงคนนั้นหรอกพัด เดี๋ยวพี่จัดการของพี่เอง”
“เธอผ่านช่วงเวลาเลวร้ายมาแล้วนะคะ”
“แล้วยังไง พี่ไม่สนหรอกนะในเมื่อผู้หญิงคนนั้นก้าวเท้าเข้ามาเอง กลับขึ้นห้องไปอ่านนิทานให้ตาพีทเถอะ พี่เองก็จะขึ้นไปอาบน้ำนอนแล้ว”
“พี่ไฟ...”
“เราไม่มีเหตุผลอะไรที่จะพูดกันเรื่องนี้” แล้วเขาก็เดินห่างออกไป ทิ้งพัดชาไว้เพียงลำพัง สาวเจ้าถอนหายใจดังเฮือก แพทริคเป็นคนตั้งใจเวลาเลือกที่จะทำอะไรแล้ว คงยากที่จะบอกให้ตัดใจ งานนี้เธอก็แอบเอาใจช่วยวิรังรอง แล้วกัน หวังว่าจะไม่โดนแกล้งอะไรไปมากกว่านี้อีก
