บทที่ 5 เงื่อนปริศนา

บทที่ 5

เงื่อนปริศนา

รอยยิ้มที่แสดงออกมาอย่างดูแคลนของแพทริคถูกส่งมาให้วิรังรองที่กำลังนั่งระงมอยู่กับความเจ็บช้ำทั้งกายและใจ

“แค่นี้ก็ยอมแพ้แล้วเหรอ ไหนว่าอยากจะพิสูจน์ตัวเองไง” คำพูดที่มันหลุดออกมาจากเรียวปากหยักมันแสนแสดงออกว่ากำลังดูแคลนเธอ

“มันคงจะไม่มีประโยชน์อะไรแล้วล่ะค่ะ” นอกจากบาปบริสุทธิ์แล้วสิ่งที่เธอต้องสูญเสียอีกอย่างหนึ่งก็คือความบริสุทธิ์ เขาพรากเอาทุก ๆ อย่างของเธอ ไปหมดแล้ว ไม่มีเหลืออะไรให้เธอได้ภาคภูมิใจกับตัวเองเลยแม้แต่น้อย เขาทำร้ายมันจนย่อยยับ ไม่มีแม้แต่ความเห็นอกเห็นใจ...

“มีสิ มันมีประโยชน์มากเลยละวิรังรอง” เขายิ้มเย้ยก่อนจะเดินจากไป ไม่สนใจในคำร้องขอของวิรังรองอีกเลย

คนที่นั่งน้ำตาซึมมองแผ่นหลังกว้างของคนใจร้ายค่อย ๆ ไกลออกไป เธอเจ็บ...เจ็บที่คนเช่นเธอมิอาจจะต่อกรกับคนอย่างเขาได้เลย ผู้ชายคนนั้นมีทั้งอำนาจและเงินทอง เขาจะบีบหรือคลายสุดท้ายเธอก็ตายอยู่ดี...ตายเพราะความร้ายกาจของเขาที่มอบมันให้เธอจนร้าวระทม

วิรังรองจำเป็นต้องกัดฟันฝืนกายตนเองไปหยิบเอาเสื้อผ้าของตัวเองที่มันตกเกลื่อนกลาดเต็มไปหมด แต่กระนั้นยามที่ยกหยิบมันขึ้นมาดูเสื้อผ้าที่เคยเป็นชิ้นเป็นอันตอนนี้มันขาดวิ่นไปหมดเพราะฝีมือคนใจร้ายที่เพิ่งย่างกายออกไป

หญิงสาวขับเคลื่อนพากายอ่อนล้ามาถึงห้องพักของตนเองก็เหนื่อยแทบแสนสาหัส กายที่ร้าวระทมและแสบบอบช้ำสร้างหยาดน้ำตาและความอ่อนแอให้เธอมากนัก แต่แม้จะมีหยดน้ำตามากเท่าไรเธอก็ต้องรีบเช็คมันออกไปให้เร็วที่สุด เวลานี้เธอจะมาอ่อนแอไม่ได้ คิดได้เช่นนั้นจึงเลือกจะปิดข่มเปลือกตาของตนเองลงเสีย

หากจะไม่เป็นการขออะไรมากนัก ตอนนี้ได้โปรดให้หัวใจแสนช้ำดวงนี้ลืมเรื่องราวความเจ็บปวดเหล่านี้แม้เพียงในฝันจะได้หรือไม่ ยามตื่นขึ้นมาเธอคงจะพร้อมที่จะเผชิญมันอีกสักครั้ง แต่ตอนนี้ขอเวลาให้กายและความเจ็บปวดมันได้พักเสียบ้างนะ...

“วันนี้ดูหน้าหมอง ๆ นะหนูม่าน ไม่สบายหรือเปล่าลูก” วิรังรองตื่น  แต่เช้ามาหาป้าละมัย แต่กระนั้นก็ไม่วายโดนคนสูงวัยทักเข้าให้ ก็จะให้เธอสีหน้าปกติได้อย่างไรในเมื่อแรงแค่จะยืนตอนนี้ยังแทบไม่มีเลย

“ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ หนูขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ” สุดท้ายเธอก็ต้องฝืนยิ้มออกไปทำเสมือนว่าตนเองปกติดีทุกอย่าง

“ป้าว่าถ้าเหนื่อยก็พักสักหน่อยเถอะลูก ทำงานหักโหมไปก็ใช่ว่ามันจะดีนะ” แม้จะเป็นเพียงแค่เด็กสาวธรรมดาลูกเต้าเหล่าใครตนก็ยังไม่เคยเห็น แต่ก็รักและห่วงวิรังรองมาก

“หนูไหวค่ะ ป้าไม่ต้องห่วงหรอกนะ” วิรังรองยิ้มให้ป้าละมัยอีกรอบ

“เอาเถอะ แล้วแต่หนูก็แล้วกัน ป้าก็คงจะห้ามอะไรมากไม่ได้ ยังไงถ้ารู้ตัวว่าไม่ไหวก็พักหน่อยนะลูก”

“ได้ค่ะ ขอบคุณป้ามากนะคะที่เป็นห่วงหนู”

“ไม่เป็นไรหรอก ป้าเองก็เอ็นดูม่านเหมือนลูกเหมือนหลานเนี่ยแหละ”

“แบบนี้ยิ่งต้องขอบคุณเลยค่ะ” วิรังรองว่าพลางกลั้วเสียงหัวเราะกลบความขมขื่น

“เริ่มจะใกล้เวลางานแล้ว หนูไปทำงานก่อนนะคะ” ยกนาฬิกาที่ปรากฏบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูเห็นว่าใกล้จะเริ่มงานแล้วจึงเอ่ยขอตัว

ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ตั้งแนวเดียวกับศีรษะคือช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดจนตับแทบแตก ซ้ำคนทำงานท่ามกลางแดดร้อนจัดเช่นนี้ก็เคยมีข่าวว่าเป็นลมแดดไปเป็นจำนวนมาก และคราวนี้เห็นทีว่าคนที่จะเป็นลมล้มพับไปอีกคนก็คงจะไม่พ้นวิรังรอง เมื่อตอนนี้เที่ยงกว่าแล้วแต่เธอยังไม่ได้พักเอาแรงเลย แรงกายที่มีน้อยในยามเช้าหักโหมทำงานจนเวลานี้ก็ถดถอยลงไปเสียทุกที

“ลุงว่าพักก่อนเถอะ” ลุงสมานเดินเข้ามาหาคนที่กำลังก้ม ๆ เงย ๆ    ใช้คลาดกวาดกองหญ้าสีเขียวขนาดใหญ่ท่ามกลางอากาศร้อนเปรี้ยง แม้เวลานี้มันจะถึงเวลาพักกลางวันแล้ว แต่กระนั้นวิรังรองก็มิอาจจะหยุดมือที่สาละวนอยู่กับหญ้ากองใหญ่ได้

“ยังหรอกค่ะ ถ้าพ่อเลี้ยงมาเห็นเข้าคงจะเป็นเรื่อง” นี่แหละเหตุผลที่เธอพักไม่ได้ แพทริคเดินเข้ามาสั่งเสียงเข้มใช้ให้เธอมากวาดเอาหญ้าเหล่านี้ใส่รถเข็นเพื่อนำไปเข้าสู่กรรมวิธีการอบหญ้าและเป็นอาหารให้แก่เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ภายในไร่ต่อไป

นอกจากเขาจะมอบหมายงานให้เธอเสร็จสรรพแล้ว เขายังสั่งกำชับอีกว่าหากงานตรงนี้ไม่เสร็จเธอก็ไม่มีสิทธิ์จะได้พัก ไม่รู้ว่าทำไมผู้ชายคนนี้ถึงได้ใจร้ายนัก ในอกเขานั้นมีหัวใจบ้างหรือเปล่า เธอละอยากจะใช้มีดกรีดมันดูเสียเหลือเกิน

“พ่อเลี้ยงเขาไม่อยู่หรอกลูกเข้าไปในเมืองตั้งแต่สั่งงานเราเสร็จนั้นแหละ ไปพักเถอะแค่สักแปบพอเอาแรงก็ยังดี”

“ถ้าเป็นแบบนั้น พักสักนิดก็ได้ค่ะ” หญิงสาวยิ้มออกเมื่อได้ยินว่าแพทริคเข้าไปในเมือง แสดงว่าเธอก็พอจะมีเวลาให้ร่างกายได้ฟื้นตัวอยู่บ้าง     แค่สักสิบ สิบห้านาทีก็ยังดี

“ไปเถอะ ลุงเอาข้าวมาเผื่อ วางอยู่บนแคร่โน้นแหละ” ลุงสมานว่าพลางเดินนำหน้าหญิงสาวรุ่นลูกไปยังแคร่ไม้ที่ตั้งวางอยู่ไม่ไกลจากจุดที่วิรังรองทำงานอยู่

หญิงสาวพยุงกายล้ามานั่งลงบนแคร่ไม้ที่ยามนี้มีทั้งข้าวและน้ำวาง   เรียงราย ดวงตาของวิรังรองรู้สึกตื่นตาตื่นใจเป็นประกายกว่าการได้กินอาหาร   ครั้งไหน ๆ เพราะเวลานี้เธอหิวจริง ๆ และหิวมากจนตาลายแถมยังรู้สึกอ่อนล้ากายไปหมด หากไม่ได้ลำเลียงสารอาหารลงท้องมีหวังว่าคงจะได้ไปนอนกองอยู่ที่พื้นเป็นแน่

“ขอบคุณค่ะ” วิรังรองยิ้มในมือถือช้อนพร้อมตักอาหารตรงหน้าเข้าปาก

“ไม่เป็นไรกินเถอะ เดี๋ยวลุงไปทำงานต่อก่อน”

“โอเคค่ะ เดี๋ยวหนูจะกินให้ท้องแตกเลยไปเลย ขอบคุณลุงสมานมาก ๆ ค่ะ” สาวเจ้าอดที่จะขอบคุณลุงสมานอีกครั้งเสียมิได้ ก่อนที่ลุงสมานจะพยักหน้ารับแล้วเดินออกไปทำงานของตนเองต่อ พื้นที่ตรงนี้จึงเหลือเพียงแค่หญิงสาว หนึ่งคนที่กำลังจะนั่งกินอาหารด้วยความเอร็ดอร่อยต่อไป

“ใครสั่งให้เธอกินข้าวได้วิรังรอง” สวรรค์ตรงหน้าวิรังรองพังลงมาอย่างไม่เป็นชิ้นดี เมื่อยามที่กำลังจะยัดช้อนที่มีข้าวพูน ๆ เข้าไปภายในเรียวปากของตนเองก็ต้องชะงักกึก เธอได้ยินเสียงที่แสนจะคุ้นเคยดังขึ้นมาจากข้างหลัง     ไหนลุงสมานว่าผู้ชายคนนี้เข้าไปในเมืองอย่างไรเล่า แล้วทำไมยามนี้เขาถึงมายืนกังขาอยู่ตรงหน้าเช่นนี้ได้ อาหารที่ว่าจะได้กินเพิ่มพลังคงต้องโบกมือบอกลามันเสียแล้ว

แพทริคสาวเท้าเข้ามาใกล้หญิงสาวที่นั่งอยู่บนแคร่ไม้พร้อมอาหารและน้ำดื่มที่ถูกวางเรียงรายอยู่บนนั้น ยามที่เดินมาถึงก็เผลอมือกระชากช้อนที่อยู่ในมือของสาวเจ้าออกเสีย

“ให้ฉันกินข้าวสักหน่อยไม่ได้หรือคะ อีกแค่นิดเดียวงานก็จะเสร็จแล้ว” วิรังรองต่อรองคนตัวโต

“ไม่ได้ เธอคิดว่าคำพูดของฉันมันไม่มีความหมายหรือยังไงถึงได้ขัดคำสั่งกันแบบนี้” สีหน้าและแววตาของแพทริควาวโรจน์จ้องมองหญิงสาวไม่วางตา พลางดึงข้อมือของวิรังรองให้ลุกขึ้นมาประจันหน้ากัน

วิรังรองที่เรี่ยวแรงแทบจะไม่มีก็เหมือนจะปลิวไปตามแรงกระชากได้อย่างง่ายดาย ซึ่งแพทริคก็ไม่หยุดแค่นั้นเมื่อเขาดึงเธอให้ลุกขึ้นแล้วลากหญิงสาวมายังจุดเดิมที่เคยทำงานอยู่ แม้ว่าระยะทางมันจะไม่ได้ไกลมากแต่เธอก็ล้มลุกคลุกคลานพอสมควร ผู้ชายคนนี้ไร้ความปรานีนัก เขาไม่สนใจสักนิดเลยว่าตอนนี้เธอก้าวหรือเดินตามเขาทันไหม?

“โอ้ย!” เพราะแพทริคผลักให้วิรังรองเสียหลักและล้มลงบนกองหญ้าขนาดใหญ่อย่างแรงทำให้หญิงสาวมิอาจจะห้ามเสียงร้องโอดโอยได้ กระนั้นก็ยังจ้องมองไปที่ดวงตาของเขามั่น หวังว่าเขาจะเห็นใจกันสักครั้ง แต่สิ่งที่ได้มันกลับเปล่าประโยชน์เมื่อเธอเห็นนัยน์ตาเขาที่จ้องมองมามันแสนว่างเปล่า

“ทำงานของเธอให้เสร็จ แล้วก็จำไว้ว่าเธอไม่มีสิทธ์กินข้าวถ้างานตรงหน้ามันยังไม่สมบูรณ์” แพทริคสั่งเสียงกร้าวก่อนจะเดินจากไปอย่างไร้ความเอื้ออาทรใด ๆ

วิรังรองแทบน้ำตาปริ่ม อยากจะร้องไห้ก็มิอาจจะทำได้ เธอไม่อยากเอาน้ำตามาเสียให้กับความใจร้ายใจดำของผู้ชายคนนี้ บางครั้งมันอาจจะไม่คุ้มเสียกับหยาดน้ำตาเธอเสียด้วยซ้ำ ร้องไห้จนน้ำตาเอ่อเขาก็คงจะไม่เคยเห็นค่ามัน

หญิงสาวจำเป็นต้องกัดฟันและฝืนกายทำงานต่อให้เสร็จตามประสงค์ของคนตัวโต แม้ว่าเวลานี้แดดมันก็ยังคงสาดส่องอย่างไม่มีลดละ ยามที่ก้ม ๆ  เงย ๆ อยู่กับหญ้ากองใหญ่แล้วเผลอมองขึ้นไปยังด้านบนความรู้สึกแปลก ๆ มันก็เริ่มเข้ามาแทนที่

ดวงตาของหญิงสาวเริ่มพร่ามัวลงเรื่อย ๆ คล้ายคนที่กำลังจะหมดแรงกาย ศีรษะเริ่มประมวลพื้นภาพด้านหน้ามิออกว่าจะเป็นสีขาวหรือสีดำ    เธอมองพื้นที่โดยรอบด้วยดวงตาที่หรี่ลง พลางพยายามกระพริบตาถี่ ๆ เพื่อคืนให้กลับสู่สภาพปกติ แต่กระนั้นมันก็มิอาจจะเป็นไปตามที่ต้องการ เมื่อรู้สึกว่ายิ่งพยายามมากเท่าไหร่ สายตาและเรี่ยวแรงการทรงตัวมันก็เริ่มไม่ไหวมากเท่านั้น...

“อ้าวม่าน หนูกินข้าวเสร็จแล้วเหรอ” ลุงสมานผ่านมาทางนี้อีกครั้ง ทักทายและถามไถ่หญิงสาวแต่เมื่อเห็นสภาพของวิรังรองที่เอนซ้ายขวาแบบนี้   ดูแล้วมันไม่น่าจะดีนัก

“เป็นอะไรหรือเปล่า”

“มะ...ไม่เป็นอะไรค่ะ” เธอพยายามมากพอที่จะส่งรอยยิ้มให้กับลุงสมาน แต่ร่างกายมันเริ่มประท้วงเสียแล้วว่าไม่ไหวจะยืนต่อ...กายวิรังรองแสนจะอ่อนแรงลงไปทุกที หากเธอล้มตัวลงนอนได้โดยไม่ต้องฝืนสิ่งใดไว้ก็คงจะทำไปแล้ว

“ลุงว่าไม่ไหวนะ พักเถอะ” เห็นท่าไม่ดีแล้วจึงเอ่ยปากบอก ต่อให้แพทริคจะโกรธเพียงใดก็ค่อยว่ากันทีหลังเพราะตอนนี้คลับคล้ายคลับคลาว่าวิรังรองจะ ไม่ไหวเสียแล้ว

“นะ...หนู” เธอพยายามจะก้าวเข้าไปข้างหน้าแต่ทว่าดวงตามันพร่ามัวยิ่งกว่าเดิม หยาดเหงื่อเริ่มผุดผายเต็มดวงหน้าไปหมด รู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ   อย่างบอกไม่ถูก โลกทั้งใบหมุนเอียงมิเป็นเส้นทางตรงให้เธอได้เดินต่อ จนสุดท้ายร่างกายที่ฝืนมากเกินพอดีมันก็ไม่อาจจะรับไหวได้อีก...

‘ตุ้บ!’

ร่างไร้สติของวิรังรองล่วงลงสู่พื้นท่ามกลางสายตาของลุงสมานและใครอีกคน...

“ม่าน! ม่าน!” ลุงสมานรีบวิ่งเข้าไปดูคนหมดสติ ส่วนปากนั้นก็ไวกว่า สิ่งใด รีบตะโกนให้คนที่อยู่แถวนั้นได้ยินและรีบเข้ามาช่วยวิรังรองเสีย

“ม่าน!” สมชายสามีของรัตนาวิ่งมาไวกว่าใคร เมื่อเห็นว่าหญิงสาวรุ่นน้องเป็นลมหมดสติไปเช่นนั้นก็หมายจะรีบช้อนร่างของหญิงสาวรุ่นน้องแนบอก    แต่ทว่าเสียงทรงอำนาจก็ดังขึ้นเสียก่อน ชะงักการกระทำของเขาเอาไว้เพียงแค่กำลังเอื้อมมืออกไป

“ทุกคนหลบไป” สีหน้าและแววตาของแพทริคมิอาจได้ดูทุกข์ร้อนใด ๆ เลย เขาสั่งเสียงเข้มทรงอำนาจเดินแหวกกายเข้าไปในไทยมุม เดินเข้ามาด้วยใบหน้าที่เรียบนิ่ง ตรงไปยังร่างของหญิงสาวที่ตอนนี้กำลังไม่ได้สติใด ๆ อยู่ใน อ้อมแขนของลุงสมาน

“พ่อเลี้ยงจะทำอะไรครับ” เพราะความไม่เข้าใจทำให้ลุงสมานถามออกไปด้วยความสงสัยเมื่อเห็นว่าแพทริคทำทีว่าจะเข้ามาช้อนร่างวิรังรองไว้ แนบอก

“ผมจะพาวิรังรองไปเอง ลุงไม่ต้องกังวลหรอกครับ” เขายังคงสภาพความนิ่งของตัวเองเอาไว้ได้เป็นอย่างดี พลางเดินเข้ามาใกล้อีกและอุ้มร่างของหญิงสาวไปท่ามกลางสายตาคนนับสิบ

เรียวเท้าหนาสาวยาวเข้ามาภายในบ้านเรือนไม้หลังใหญ่พร้อมกับอุ้มร่างวิรังรองเข้ามาภายในนี้ด้วย ขณะเดียวกันเจ้าเด็กชายตัวน้อยพิชญธรก็กำลังนั่งเล่นอยู่บริเวณนั้นพอดี เห็นลุงอุ้มใครสักคนเข้ามาจึงรีบวิ่งมาหาและถามไถ่

“ลุงไฟพาใครมาครับ”

“อุ้ย! นี่มันพี่สาวในคอกม้านี่นา พีทจำได้” พิชญธรตามลุงของตนเอง เข้ามาภายในห้องว่างชั้นล่างของบ้าน ขณะที่ชายหนุ่มวางสาวเจ้าลงบนเตียง เด็กชายก็ยื่นหน้าเข้ามาแล้วพูดเสียงเจื้อยแจ้ว

“เกิดอะไรขึ้นคะพี่ไฟ แล้วนี่...”

“...วิรังรอง” พัดชาตามเข้ามาติด ๆ หลังจากได้ยินเสียงโวยวายของ สาวใช้ในบ้านบอกว่าพี่ชายเธออุ้มผู้หญิงเข้ามาภายในบ้าน และเธอก็ต้องแปลกใจเมื่อตอนนี้เห็นวิรังรองนอนหมดสติอยู่บนเตียงกว้าง

“พีทออกไปข้างนอกก่อนนะครับ” แพทริคก้มหน้าลงมาพูดคุยกับหลานชาย พิชญธรพยักหน้าเข้าใจก่อนจะเดินออกไปตามคำของลุง

“เกิดอะไรขึ้นคะ” พ้นร่างของลูกชายพัดชาก็ไม่อาจรีรอ เธอยิงคำตอบใส่พี่ชายต่างมารดาทันที

“แค่เป็นลม ไม่มีอะไรหรอก”

“แน่ใจหรือคะ ไม่ใช่พี่ไฟหรอกหรือที่ไปแกล้งอะไรเขา จนหมดสติ   เป็นลมไปแบบนี้”

“พี่จะไปทำอะไรได้พัด ผู้หญิงคนนี้ไม่มีค่าพอให้พี่ไปเสียเวลาด้วย  ขนาดนั้นหรอกนะ”

“จริงเหรอคะ...แล้วแบบนี้พี่ไฟพอจะตอบพัดมาได้หรือเปล่าคะว่า   เมื่อคืนพี่หายไปไหนมา” พัดชาตั้งคำถาม จ้องมองใบหน้าพี่ชายไม่วางตา

“เมื่อคืนพี่เมา จะไปจำได้ยังไง” แพทริครีบปฏิเสธทันควัน

“แน่ใจหรือคะ”

“พัด พี่บอกแล้วไง” แพทริคจ้องมองใบหน้าของน้องสาวพยายาม  กลบเกลื่อนความผิดที่เขาเองก็รู้ดีว่ามันคืออะไร

“เอาเถอะค่ะจำไม่ได้ก็แล้วแต่พี่ไฟ ว่าแต่ทำไมวิรังรองถึงได้เป็นลมแล้วตัวร้อนได้ขนาดนี้คะ” พัดชาว่าพลางเดินมานั่งลงข้างเตียงอังมือลงบนหน้าผากมนของหญิงสาวเบา ๆ

“สำออยน่ะสิ” แพทริคพูดอย่างไม่ใส่ใจ พัดชารีบหันขวับมองพี่ชาย  ตาเขียวปั๊ด แพทริคเห็นแววตาน้องสาวเช่นนั้นเขาก็รู้ดีว่าพัดชาต้องไปพึงพอใจ  เป็นแน่ แต่มันอย่างไรละ ผู้หญิงคนนี้มันไม่มีอะไรน่าเชื่อถือสักนิด เป็นลมล้มไปไม่รู้ว่าสำออยหรือเปล่า

“จะทำอะไรก็ทำนะ เดี๋ยวจะชิงหนีตายไปซะก่อน พี่ยังเล่นบทพ่อเลี้ยงสุดเถื่อนยังไม่ทันจบ” ชายหนุ่มเอ่ยปากอีกครั้งก่อนเขาจะหมุนตัวแล้วก้าวเท้าออกไปจากห้องนี้

พัดชามองตามหลังพี่ชายไป เธอละเหนื่อยใจกับความจมปลักของแพทริคเหลือเกิน เธอรู้ดีว่าในวันนั้นเขาเจ็บปวดมาก...มากเสียจนมิอาจจะหาสิ่งใดมารักษารอยแผลนั้นให้หาย แต่อย่างไรแล้วเรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว จะอีกนานแค่ไหนกันที่แพทริคจะทิ้งทิฐิและลืมทุกอย่างไป...

เรียวเท้าหนาของคนตัวโตยามที่เดินพ้นผ่านจากห้องนั้นมาเรียบร้อยแล้ว แรงที่ทรงกายของเขามันก็แทบจะทรุดลงพื้นไปราวกับคนกำลังจะหมดแรง แพทริคพยายามควบคุมตนเองและสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ เสียหนึ่งครั้ง พอให้ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ เขาก็รีบก้าวเท้าออกไปจากเรือนไม้หลังนี้ทันที

ช่อดอกไม้ช่อใหญ่ถือประดับอยู่บนมือแกร่งของแพทริค...ชายหนุ่มเดินย่างกายเข้ามาภายในพื้นที่สีเขียวที่ถูกกคลุมไปด้วยพื้นหญ้าเป็นบริเวณกว้าง โดยรอบถูกห้อมล้อมไปด้วยภูเขานับสิบลูก สร้างความสวยงามได้อย่างตระการตาแต่ใครจะรู้เล่าว่าพื้นที่ที่สวยงามแห่งนี้มันกำลังเก็บซ่อนความปวดร้าวเอาไว้อยู่มากมาย

“สบายดีหรือเปล่า...” เรียวปากหยักถามไถ่คนที่อยู่ภายในเนินดินสูงที่ถูกปกคลุมไปด้วยหญ้าสีเขียวมากมาย

“วันนี้ผมเอาดอกไม้มาให้นะ...หวังว่าคุณน่าจะชอบ” แพทริคยังคงจ้องมองไปยังเนินดินนั้นและพูดราวกับคนเหม่อลอย ดอกไม้วันนี้เขาจำได้ดีว่าผู้หญิงคนนี้ชอบมันมากแค่ไหน แต่เขาก็ไม่อาจจะแน่ใจพอว่ามันคือดอกไม้ที่เธอชอบมากที่สุดหรือเปล่า...

“ผมไม่ได้มาเสียนาน หวังว่าคุณน่าจะมีความสุขดีนะ” ทุกถ้อยคำของเขามันเต็มไปทั้งความนิ่งเรียบและความเจ็บปวดอยู่ปลาย ๆ ไม่รู้ว่าจะกู้คืนหัวใจและความร้าวระทมคืนมาได้เมื่อไหร่ แม้ว่าช่วงเวลามันจะผันผ่านมาแล้วหกปี  แต่เขาก็ยังไม่ลืมวันนั้น ไม่เคยคิดที่จะลืมมันเสียด้วยซ้ำ...

แพทริคทิ้งตัวและจมอยู่กับเนินดินเบื้องหน้าอยู่เนิ่นนาน เก็บรวบรวมแรงกายของตนเองกลับให้ได้มากที่สุด แม้นว่าช่วงเวลาร้ายมันจะยังฝังอยู่ในความทรงจำแต่เขาจะไม่มีทางให้มันได้เข้ามามีผลต่อความรู้สึกของเขาไปมากกว่านี้แน่นอน มันยังมีอีกหลาย ๆ อย่างที่เขาต้องดูแล รวมถึงอีกหลายเรื่องที่ต้องสะสาง และเมื่อนึกถึงเรื่องที่ต้องสะสางให้จบสิ้นแววตาของชายหนุ่มก็แข็งกร้าวขึ้นมาเสียดื้อ ๆ

นานเท่าไหร่แล้วนะที่เขาทนอยู่กับความรวดร้าวเช่นนี้ นานแค่ไหนแล้วที่หัวใจเขาบอบช้ำอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าภายนอกจะแข็งแกร่งแรงกล้ามากแค่ไหน แต่มีใครสักคนจะรู้หรือเปล่าว่าเขาเองก็เจ็บและทรมานเป็นเหมือนกัน กี่ปีแล้วที่ต้องเจอแต่ความเจ็บช้ำซ้ำซากแบบนี้...

เปลือกตาสาวกระพริบถี่เมื่อเธอเริ่มรู้สึกตัวหลังจากหมดสติไปตอนไหน ก็มิอาจจะทราบได้แน่ชัด แต่ยามนี้ที่เปิดเปลือกตาออกก็ต้องพบความผิดแปลกไปจากเดิมมากนัก ที่นี่คือที่ไหน...ประโยคนี้คือคำถามแรกที่ผุดขึ้นมาภายในหัวของวิรังรอง ก่อนเธอจะใช้สายตากวาดมองไปรอบ ๆ ห้อง ที่นี่ไม่ใช่ห้องนอนของเธอแน่นอนแต่แล้ววิรังรองก็สงสัยในสิ่งแปลกใหม่ได้ไม่นานนัก ประตูบานหนาก็ถูกเปิดออกกว้าง ปรากฏกายหญิงสาวที่เธอจำได้ดีว่าคือใคร

“ตื่นแล้วเหรอ” รอยยิ้มของพัดชาแพร่งพรายมาให้วิรังรองจนหญิงสาวแปลกใจ

“ทำไมฉัน...”

“ห้องนี้เป็นห้องว่างในบ้านฉันเอง ไม่ต้องห่วงนะเธอเป็นลม สงสัยเพราะทำงานหนัก อีกอย่างพี่ไฟเป็นคนพาเธอมา” พัดชาไม่รีรอให้วิรังรองถามเสร็จ เธอก็เอ่ยปากบอกเสร็จสรรพ

สิ่งที่ออกมาจากเรียวปากของพัดชายิ่งทำให้สาวเจ้านิ่งงันไม่เข้าใจ เมื่อกี้เธอไม่ได้ฟังอะไรผิดไปใช่ไหม? พัดชาบอกว่าแพทริคเป็นคนพาเธอมาที่นี่เอง

“ทานข้าวนะ จะได้ทานยา” พัดชานำถ้วยข้าวต้มและยาอีกสองสามเม็ดที่อยู่ในแก้วมาวางเรียงรายโต๊ะข้างเตียง

“ขอบคุณคุณมากนะคะ” สาวเจ้ารับรู้ได้ถึงความจริงใจของพัดชาดี

“ไม่เป็นอะไร ทานข้าวเถอะจะได้ทานยาต่อ ฉันไปแล้วนะและก็หวังว่าเธอจะไม่ดื้อลุกหนีไปทั้ง ๆ ที่ยังไม่หายดีแบบนี้” พัดชาคล้ายรู้ทันว่าวิรังรองจะต้องทำดั่งที่เธอพูด เธอจึงจำเป็นต้องหาทางดักหนีทีไล่ผู้หญิงคนนี้เอาไว้ก่อน ก่อนที่คนพูดเองเสร็จสรรพจะเดินหายออกไปจากห้องนี้

หลงเหลือวิรังรองอยู่เพียงลำพัง เธอมีคำถามหลาย ๆ อย่างอยากจะถามออกไปนัก แต่กระนั้นก็ยังมิทันได้ไขข้องสงสัยใด พัดชาก็ชิงตัดบทและเดินออกไปก่อนเสียแล้ว เธอจึงทำได้เพียงพ่นลมหายใจอย่างเหนื่อย ๆ ออกมาเฮือกใหญ่ นัยน์ตาจ้องมองไปที่ถ้วยข้าวต้มพร้อมยาอีกสองสามเม็ด สุดท้ายก็ต้องจำใจกินเพื่อสร้างพละกำลัง ผ่านไปเพียงให้ร่างกายเริ่มฟื้นตัว หัวใจก็ถวิลหาคนทางไกล มือนิ่มหยิบจับโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาคนที่รัก เมื่อยามที่กายอ่อนล้าหัวใจหมดแรง บุคคลนี้คือสิ่งที่ช่วยเธอได้มากที่สุดไม่ว่าจะเป็นเวลาไหน ๆ

“ฮัลโหล...แม่นอนหรือยังจ๊ะ”

‘ยังหรอก มีอะไรหรือเปล่าเรา’

“หนูคิดถึงแม่...” เพียงถ้อยคำที่เปล่งออกมาแค่นี้ก็เรียกหยาดน้ำตาของคนโหยหาอ้อมกอดมารดาได้ไม่ยาก เธอคิดถึง...คิดถึงอ้อมแขนนั้นเสียเหลือเกิน

‘แม่ก็คิดถึงหนู ถ้าลางานได้ก็ลงมานะ’ นางเองก็คิดถึงบุตรสาวเสียเหลือเกิน นานเป็นเดือนแล้วกระมังที่ไม่ได้เจอหน้า ได้ยินกันเพียงแค่เสียง

“จ้ะ แล้วนี่แม่กินข้าวหรือยัง ทำงานหนักอยู่อีกหรือเปล่า”

‘กินแล้ว ส่วนไอเรื่องทำงานหนักน่ะ มันก็เรื่องปกติ เราไม่ลงแรงมันก็ไม่ได้เงินเขาหรอกนะ’

วิรังรองคิดตามที่มารดาพูด จะว่าไปมันก็จริง มีงานที่ไหนบ้างที่จะไม่ต้องใช้แรงให้เหนื่อย ถึงจะมีก็คงส่วนน้อย ไม่ใช้แรงก็อาจใช้สมอง ซึ่งทั้งสองอย่างนี้มันก็เหนื่อยพอ ๆ กัน

“จะยังไงก็เพร่า ๆ บ้าง อายุอานามก็ไม่ใช่น้อย ๆ แล้ว อย่าทำงานจนลืมดูแลตัวเองด้วย หนูเป็นห่วง”

‘รู้แล้ว ว่าแต่แม่ ลืมบอกตัวเองด้วยหรือเปล่า’

“จ้า ว่าแต่มาร์คไม่อยู่หรือจ๊ะ”

‘อยู่สิ นั่งอยู่ข้างกันเนี่ยแหละ น้องมันอยากคุยกับเราพอดี จะคุยไหม’

“คุยจ้ะ” วิรังรองตอบรับ นางวิรัญญาเมื่อได้ยินเสียงตอบรับของลูกสาวก็ส่งต่อโทรศัพท์ให้กับวิรากรลูกชายอีกคนของตนเองที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กันนี้

‘ฮัลโหลพี่ม่าน’

“อืม ว่าไงไอตัวแสบมีอะไรจะคุยกับพี่”

‘แปบนะพี่...’

‘คุยได้แล้ว’ วิรากรบอกคนในสายก่อนที่เขาจะลุกขึ้นแล้วเดินออกมาคุยกับพี่สาวเพียงลำพังสองคน

“ว่ายังไงละ มีอะไรจะบอกพี่” วิรังรองถาม

‘เรื่องคดี...’

“คดีไหนมาร์ค แกทำคดีแล้วมันเกี่ยวอะไรกับพี่”

‘เรื่องคดีของพี่นั่นแหละ ผมจะยื่นเรื่องขอพิจารณาคดีใหม่ทั้งหมด’

“อะ...อะไรนะมาร์ค” วิรังรองแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง เมื่อครู่วิรากรเพิ่งจะพูดเรื่องคดีความของเธอออกมา น้องชายเธอกำลังจะทำอะไรกันแน่?

‘ตอนนี้ผมทำผลงานได้ดีมากในระดับหนึ่ง ผมว่าตอนนี้มันน่าจะสมควรกับการยื่นเรื่องขอรื้อคดีพี่ขึ้นมาพิจารณาใหม่ ทุกเรื่องมันไม่ชอบมาพากล’ ตรงนี้เขาสัมผัสได้ตั้งแต่เมื่อหกปีก่อนแล้ว แต่เพราะตอนนั้นเขายังเป็นเพียงแค่เด็กมัธยมปลายมิอาจจะเข้าไปแทรกแทรงเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ทำให้พี่สาวต้องติดคุกไปอย่างจำยอม แต่มาวันนี้วันที่เขาพร้อมจะสู้เพื่อความยุติธรรมให้พี่สาวเขาอีกครั้ง

“คดีมันจบไปแล้วนะมาร์ค เราจะยังทำได้เหรอ” ถึงตรงนี้เธอยังสงสัย

‘ได้สิ ผมจะรวบรวมหลักฐานให้ได้มากที่สุด...ส่วนพี่แค่เล่าเรื่องในวันนั้นมาว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง’ วิรากพูดน้ำเสียงจริงจัง ครั้งนี้เขาจะเอาจริง จะทวงความยุติธรรมกับคืนสู่พี่สาวให้จนได้!

“พี่เชื่อใจเรานะ แต่พี่ก็กลัว...”

‘ไม่ต้องกลัวพี่ม่าน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นผมจะอยู่ข้าง ๆ พี่เอง...’

“จ้ะ...” แม้จะตอบน้องชายไปแบบนั้นแต่เธอก็ยังนึกหวั่นใจอยู่ดี เรื่องราวร้ายในวันนั้นเธอยังจดจำมันได้แม่นนัก

‘ว่าแต่พี่พร้อมจะเล่าทุกอย่างให้ผมฟังได้หรือยัง’ น้ำเสียงของวิรากรจริงจังอย่างที่วิรังรองเองก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน

“อืม...พี่พร้อมแล้วละ” วิรังรองสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ ก่อนจะค่อยผ่อนมันออกมา หากสิ่งที่วิรากรกำลังจะทำ มันไม่มีอะไรที่เสียหาย ทั้งยังสามารถทวงความบริสุทธิ์ให้เธอได้ เธอก็พร้อมจะให้ความร่วมมือ

“เรื่องวันนั้น...” หญิงสาวสูดลมหายใจอีกครั้งก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวที่มันเกิดขึ้น

ในค่ำคืนวันนั้นวิรังรองจดจำมันได้ดีกว่าวันไหน ๆ เมื่อวันนั้นคือวันที่เธอพบกับความโชคร้ายที่สุดในชีวิต...

‘ฮัลโหลม่านค่ะ...ที่โรงแรมXXXหรือคะ อ้อ ได้ค่ะ’ เสียงตอบรับทางสายโทรศัพท์ของวิรังรองกับปลายสาย หญิงสาวตอบรับก่อนจะวางสายไปมุ่งหน้าไปยังจุดหมายที่มีคนไหว้วานให้เธอเข้าไปดูแลเด็กที่เขาฝากเธอเลี้ยงภายใน   ห้องนั้น...

เพียงเวลาไม่นานวิรังรองก็มาถึงยังโรงแรมแห่งหนึ่ง หญิงสาวสาวเท้าเข้าไปภายในอย่างเร็วไวเพราะกลัวว่าคนที่จ้างเธอจะโกรธได้หากว่าไปถึงช้า และเพียงแค่ห้านาทีเห็นจะได้วิรังรองก็มาปรากฏกายอยู่หน้าชั้นที่เธอต้องมาทำงานรับเลี้ยงเด็กภายในวันนี้ ยามที่ย่างกายมาถึงหน้าห้องเธอก็พบผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ก่อนแล้ว หญิงสาวเดินเข้าไปถามไถ่ แต่เขาไม่พูดอะไรเพียงแค่ยืนกุญแจส่งให้ ก่อนจะเดินหนีหายออกไป

แม้วิรังรองจะมึนงงในท่าทางของชายคนนั้น เธอก็เลิกสนใจและเปิดประตูเข้าไปภายในนั้น สิ่งแรกที่สายตาจับจ้องคือบนเตียงกว้าง ที่คล้ายว่ามีสิ่งใดวางอยู่บนนั้น เธอจึงรีบสาวเท้าเข้าไปใกล้

เด็กตัวน้อยหน้าตาน่ารักน่าชังกำลังนอนดิ้นมือและขาไขว่คว้ากลางอากาศ ขณะเดียวกันพลางสายตาไปปะทะเข้ากับกระดาษโน้ตที่แปะอยู่โต๊ะข้างเตียง ‘ฝากเธอเลี้ยงเด็กคนนี้ไว้สักแปบ เดี๋ยวฉันจะกลับมา’

วิรังรองเห็นเช่นนั้นก็มิได้สนใจสิ่งใดต่อ เธอเร่งเข้าไปสนใจเด็กตัวน้อยที่นอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียงกว้าง หนูน้อยคนนี้ชั่งหน้าตาน่าเกลียดน่าชัง      เนื้อเนียนผิวขาวอมชมพูแสนน่าฟัดนัก รอยยิ้มหวานปรากฏขึ้นบนกรอบหน้าของวิรังรอง เธอนั่งมองพินิจพิจารณาใบหน้านี้ด้วยความหลงใหล

แต่แล้วความลุ่มหลงในตัวเด็กตัวเล็กตรงหน้าก็ต้องพังทลายลงเมื่อเสียงประตูเปิดออกมาด้วยความรุนแรงพร้อมปรากฏร่างชายหนุ่มลูกครึ่งตัวสูง แววตาและสายตาของเขาน่ากลัวเกินกว่าใคร ก้าวอาด ๆ มุ่งตรงมาที่เธอจับจ้องด้วยความเคืองโกรธระคนขยะแขยง

“คะ...คุณเป็นใครคะ เข้ามาในนี้ได้ยังไง”

“ฉันสิที่ต้องถามว่าเธอเป็นใคร มีสิทธิ์อะไรมาลักพาตัวหลานชายฉัน!” ชายผู้นี้คือแพทริค เขากำลังเกรี้ยวโกรธและโมโหมาก ผู้หญิงคนนี้กล้าดียังไง    ถึงได้มาลักพาตัวหลานชายเขาเช่นนี้!

คำถามของผู้ชายตรงหน้าแทบจะทำให้วิรังรองชะงักกึก อะไรกัน? ลักพาตัวหรือ...เขากำลังพูดเรื่องอะไรกันแน่?

“คุณคงกำลังเข้าใจผิด ฉัน...”

“เห็นจะ ๆ แบบนี้มันไม่มีอะไรที่น่าเข้าใจผิดหรอก!” แพทริคเดินเข้ามาใกล้กายหนาชนเข้ากับร่างอิ่มของวิรังรองจนเธอต้องร้องโอย ‘ทางก็มีตั้งกว้าง ทำไมถึงได้เดินไม่ดูแบบนี้ แล้วนี่เขากำลังพูดถึงอะไร’

“ฉันว่าเราคุยกันดี ๆ ดีกว่านะคะ ฉันอธิบายเรื่องทั้งหมดได้”

“เอาคำอธิบายของเธอไปบอกกับตำรวจเถอะ และจำไว้ว่าฉันไม่มีทางปล่อยเธอเอาไว้แน่!” สิ้นประโยคกร้าวเข้ม ตำรวจจำนวน 2-3 นายก็วิ่งเข้ามา พร้อมคล้ายว่ามีคนของแพทริคเข้ามาสมทบด้วย ‘อะไร คนพวกนี้เป็นใคร แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น’

วิรังรองมิทันได้ไตร่ตรองสิ่งตรงหน้าให้ถี่ถ้วนไปมากกว่านี้ หญิงสาวก็โดนตำรวจเข้าจับกุมตัว ยามที่เร่งปฏิเสธเสียงแข็งก็ไม่มีท่าทีว่าจะมีใครเชื่อ     ทำไม...ทำไมเธอต้องมาเจอเรื่องแบบนี้...

‘พี่ม่าน...’

‘พี่จำคนที่จ้างพี่วันนั้นได้ไหม’ วิรังรองเล่ามาถึงตอนที่โดนจับกุมตัวพี่สาวเขาก็ชะงักค้างอยู่เช่นนั้น

“ไม่เลยมาร์ค เขาติดต่อผ่านกับคนที่พี่รู้จักอีกที”

‘อ้าวแล้วคนที่พี่รู้จักละ เขาหายไปไหน’

“ตั้งแต่ตอนนั้นจนตอนนี้พี่ติดต่อเขาไม่เคยได้เลย” เธอเคยติดต่อกับ คนคนนั้นหลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่ทว่าก็ไม่มีทีท่าว่าจะติดต่อได้เลยสักนิดเดียว เบอร์โทรที่โทรไปก็คล้ายว่าปิดเบอร์และเปลี่ยนผู้ใช้ใหม่ หาตัวไม่พบแล้ว

‘แล้วเรื่องกล้องวงจรปิดล่ะพี่’

“ไม่มีข้อมูลอะไรเลย มันถูกลบไปหมด” วิรังรองว่าต่อ

‘แค่นี้มันก็น่าสงสัยแล้ว ผมละไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าตำรวจพวกนั้นมันทำงานกันยังไง’ ทุกอย่างดูสับเพร่าและอยากปิดคดีเร็วไปเสียหมด พวกนั้นมันจะรู้สึกสำนึกบ้างหรือเปล่าว่ามันทำให้ชีวิตคนคนหนึ่งต้องเจ็บปวดเช่นนี้

“พี่ก็บอกไปแล้วมาร์ค แต่ใครเขาจะไปเชื่อคนอย่างเรา” ยิ่งนึกถึงมัน  ก็ยิ่งทำให้หัวใจของเธอร้าวรานทุกครั้ง เหตุการณ์นั้นมันคือตราบาปในชีวิตของเธอ...

‘ผมสัญญาว่าจะพยายามช่วยพี่ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะผมจะทำได้ พี่เชื่อใจผมไหม’

“พี่เชื่อใจเราเสมอเลยนะมาร์ค ขอบคุณที่อยากเรียกร้องความยุติธรรมให้พี่...” หญิงสาวน้ำตาร่วงเผาะ เธอไม่เคยคิดถึงในวันที่วิรากรจะพยายามรื้อคดีของเธอขึ้นมาพิจารณาใหม่อีกครั้งเลย...แม้ว่ามันจะช้าไปบ้างแต่อย่างน้อย ๆ  เธอก็รู้สึกภูมิใจในตัวน้องชายคนนี้

มืออิ่มวิรังรองยกขึ้นมาเช็คน้ำตาที่หลั่งไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ก่อนจะพยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติ เพื่อน้องชายจะได้รู้ว่าเธอโอเค...เธอไม่เป็นอะไรจริง ๆ เธอจะพยายามรับมันให้ไหว เธอเคยผ่านช่วงเวลาที่มันแสนจะเจ็บปวดมาแล้ว...เท่านี้เอง เธอทนได้...

‘แล้วนี่พี่เป็นยังไงบ้างอยู่ที่โนสบายดีใช่ไหม?’

“ก็เกือบจะดี”

‘เกือบจะดี...หมายความว่าไง?’

“มาร์คจำคู่กรณีพี่ได้ไหม” เธอไม่อยากจะปกปิดว่าคนที่เธอมาทำงานด้วยเขาคือใครจึงได้ตัดสินใจบอกไป

‘อย่าบอกนะว่า’

“ใช่เขาคือเจ้าของที่นี่”

‘พี่ม่านรีบเก็บของกลับบ้านเดี๋ยวนี้เลย’ วิรากรสั่งเสียงเข้มทันที เขาไม่มีทางยอมให้พี่สาวตัวเองที่ต้องเจ็บปวดเพราะครอบครัวนั้นต้องมาเผชิญหน้ากันอีก ไม่ได้ เขาไม่ยอม

“พี่ไม่เป็นไร”

‘เป็นไม่เป็นไม่รู้ล่ะ รีบเก็บของกลับบ้านเดี๋ยวนี้เลย’

“ใจเย็น พี่เพิ่งจะมาทำงานได้เดือนเดียวเอง พี่สัญญาถ้าไม่ไหวแล้วจะบอก”

‘เชื่อได้แค่ไหนเนี่ย’ เขารู้นิสัยของพี่สาวดี

“เอาเถอะเชื่อพี่ อีกอย่างนี่ก็ค่ำแล้วพี่ว่าเรารีบไปนอนเถอะนะ พรุ่งนี้ต้องไปทำงานอีกใช่ไหม”

‘เปลี่ยนเรื่องเก่งเชียวนะ สัญญาก่อนถ้าพี่ไม่ไหวกับที่นั้นต้องรีบโทรศัพท์บอกผมแล้วกลับบ้านทันที เข้าใจไหม’

“โอเค ๆ ไปนอนเถอะ” เธอวางสายน้องชายไปแล้ว รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นที่เรียวปาก อย่างน้อย ๆ วันนี้มันก็ยังมีอะไรดี ๆ ที่เธอคาดไม่ถึงอยู่เหมือนกัน

แพทริคก้าวเท้าย่างกายเดินเข้ามาภายในบ้านเรือนไม้หลังใหญ่หลังจากที่เขาจมปักอยู่กับพื้นที่สีเขียวตรงนั้นอยู่นาน จนเวลานี้มันก็เกือบจะ 20.00 น. ได้แล้ว ไม่รู้ว่ามันเจ็บปวดเพราะนึกถึงเรื่องราวเหล่านั้นจนลืมเวลาหรือเพราะเขายังไม่อยากจะจากคนตรงนั้นมากันแน่...

เรียวเท้าที่กำลังก้าวเดินจะขึ้นไปด้านบนเพื่อชำระล้างร่างกายเสีย    แต่กระนั้นสมองก็พลันนึกถึงคนที่เป็นลมเมื่อตอนกลางวัน ไม่รู้ว่าจนป่านนี้แล้ว แม่คนสำออยจะฟื้นหรือยัง หรือจะออกไปจากที่เรือนไม้นี้แล้ว

‘แก๊ก’

เสียงประตูที่ถูกเปิดออกจากด้านนอกเรียกให้คนที่อาการยังไม่คงที่  ต้องค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ภายในห้องปิดไฟมืดสลัวจึงไม่อาจเห็นได้ว่าใครที่เข้ามาภายในนี้ หากแต่ยามที่แสงไปจากด้านนอกกระทบเข้าร่างของคนหน้าประตู วิรังรองเป็นอันต้องขมวดคิ้วสงสัย

“ป้าเอายามาให้หนูน่ะ” หญิงวัยกลางคนอายุราว ๆ ห้าสิบกว่า ๆ ได้เดินตรงเข้ามาหาสาวเจ้าที่นอนสงสัยอยู่บนเตียงกว้างพร้อมเปิดไฟในห้องให้สว่างขึ้น

“หนูขอบคุณป้ามากเลยนะคะ” วิรังรองยกมือขึ้นไหว้หญิงวัยกลางคนตรงหน้าพร้อมกับขยับกายตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง

“ว่าแต่ป้าเป็นแม่บ้านในบ้านนี้หรือคะ”

“ใช่แล้วล่ะจ้ะ มีอะไรก็เรียกป้าได้นะ คืนนี้ก็นอนอยู่ที่นี่ก่อนแล้วกัน คุณ ๆ เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรนิ”

“เกรงใจน่ะค่ะ หนูว่าหนูกลับไปนอนที่ห้องพักหนูดีกว่า ว่าแต่ว่าป้าชื่ออะไรหรือคะ หนูม่านค่ะ”

“ป้าชื่อศรัณยา เรียกสั้น ๆ ว่าป้ายานั้นแหละลูก”

“ศรัณยาหรือคะ...” วิรังรองถามย้ำชื่อของป้าคนนี้อีกครั้งหนึ่ง พลางทำหน้าตาครุ่นคิดเสียยกใหญ่

“ใช่จ้ะศรัณยา ทำไมเหรอหรือหนูเคยได้ยินชื่อนี้ที่ไหน แต่ป้าว่ามันก็ ไม่น่าแปลกนะชื่อนี้มีถมเถไป” ป้าศรัณยาหรือป้ายาเอ่ยพร้อมรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้า

“นั่นน่ะสิคะ หนูคงจะไปได้ยินที่อื่นมา” หญิงสาวยิ้มแหย ๆ พลางส่งเสียงหัวเราะออกมาเล็กน้อย สงสัยว่าเธอน่าจะไปเคยได้ยืนชื่อนี้สักทีนึกเป็นแน่ไม่เช่นนั้นคงได้คุ้นหูแบบนี้

“อย่างนั้นป้าไปก่อนนะ” หมดธุระของตนเองแล้วป้ายาก็ขอตัว

“หนูขอบคุณป้ายามาก ๆ เลยนะคะ” วิรังรองลุกขึ้นไปส่งป้ายาที่หน้าประตู มองส่งจนท่านเดินหายไปเธอก็เตรียมหันไปเก็บของตัวเองเพื่อจะได้ออกไปจากเรือนไม้หลังนี้เสียที หากอยู่ต่ออีกเสียหน่อยคงจะไม่เป็นการดี แม้ว่าพัดชาจะเคี่ยวเข็ญให้เธอพักที่นี่ก็ตาม

“เลิกสำออยได้แล้วเหรอ” เสียงทุ้มเข้มที่ลอยเข้ามากระทบโสตประสาทหู ทำให้วิรังรองต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ เป็นไปได้เธอไม่อยากเจอหน้าเขา   เสียด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าจะมาทำไมเวลานี้ ให้เดินออกไปจากที่นี่ก่อนไม่ได้หรือยังไง

“.....” และสิ่งที่เธอเลือกทำคือการเหลียวไปมองเพียงเสี้ยวดวงหน้าของชายหนุ่มและหันกลับมาดั่งเดิม ลงมือจัดเก็บสิ่งของของตนเอง เรียบร้อยแล้วก็เดินผ่านร่างแพทริคไปราวกับว่าเธอไม่เห็นเขายืนอยู่ตรงนี้

“ฉันถามเธอ ไม่ได้ยินหรือยังไง” เพราะไม่ได้รับในสิ่งที่ต้องการทำให้มือแกร่งที่แข็งดั่งครีบเหล็กขนาดใหญ่ ตวัดจับมั่นลงบนแขนของหญิงสาวที่หมางเมินเขา ก่อนจะจับกระชากให้เข้ามาหาตัวและดันให้เข้าไปด้านในห้องอีกครั้งพลางใช้เท้าของตนเองปิดประตูลง ผู้หญิงคนนี้มันชั่งไร้มารยาทสิ้นดี นอกจาการกระทำที่ต่ำทรามแล้วมารยาทการโต้ตอบไม่มีด้วยหรือยังไง

“แล้วพ่อเลี้ยงจะให้ฉันตอบไปว่าอะไรดีล่ะคะ เพราะฉันเองก็รู้สึกว่าหากพูดอะไรไปก็คงจะมีแต่ไม่ถูกใจพ่อเลี้ยงเสียหมด” แม้นดวงหน้าจะจ้องมองกันอยู่เช่นนั้นราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น แต่หัวใจเธอมันกำลังเต้นแรงเสียจนเธอก็ยังได้ยินเสียงมันชัดเจน

“ก็รู้ตัวดีนิ ว่าเธอพูดอะไรมันก็ไม่มีอะไรถูกทั้งนั้น ทั้งเรื่องคำสารภาพ ยังตลบตะแลงได้”

“เลิกพูดถึงมันสักที พ่อเลี้ยงต้องการตอกย้ำฉันไปอีกนานแค่ไหนคะ ต้องให้ฉันเดินเข้าคุกอีกรอบเหรอ เท่านี้มันยังไม่สาแก่ใจคุณหรือ ยังต้องการอะไรอีก” นอกจากเขาจะเป็นคนส่งเธอเดินเข้าไปภายในนั้นแล้วตอนนี้เขายังเป็นบุคคลที่ตอกย้ำอดีตของเธอได้เก่งหนัก ไม่รู้ว่าสิ่งที่กระทำมันจะไม่สามารถให้อภัยกันได้เลยหรือ คนที่อยู่ข้างหลังกำแพงเช่นเธอแบบนี้มันไม่สมควรแก่คุณค่าการให้อภัยเลยหรือ...ทำเขาถึงได้ใจคับแคบเช่นนี้

“ฉันต้องการให้เธอทรมานไงวิรังรอง! เหมือนที่ฉันเคยเจอ!” เขาเฝ้าจดจำมันได้ดีว่าในวันนั้นการสูญเสียอะไรที่มันเกิดขึ้นบ้าง มิใช่เพียงแค่เรื่องของพิชญธรเพียงอย่างเดียว แม้นหญิงสาวจะไม่ใช่สาเหตุหลักแต่อย่างน้อยผู้หญิงคนนี้ก็มีส่วนเกี่ยวข้อง ทำให้เขาต้องรู้สึกทรมานหัวใจได้จนถึงทุกวันนี้

“อะไรละคะ อะไรที่ฉันต้องเจออีก แค่พ่อเลี้ยงทำเรื่องแบบนั้นกับฉันเมื่อวานมันยังไม่สาแก่ใจคุณหรือยังไง” สิ่งที่เธอห่วงแหนมันถูกพรากไปเมื่อ   คืนวาน เธอไม่เคยรู้สึกภูมิใจเลยสักนิดที่แพทริคได้มันไป กลับกันรู้สึกขยะแขยง ในการกระทำเช่นนั้นของเขาเสียด้วยซ้ำ!

“อะไรที่มันทำให้เธอรับรู้ความเจ็บปวดของฉันได้ ฉันจะหยิบยื่นมันให้เธอ” แพทริคพูดพร้อมกัดฟันกรอด

“แล้วฉันละคะ...พ่อเลี้ยงไม่คิดบ้างเลยหรือว่าที่ผ่านมาฉันเองก็เหมือนตายทั้งเป็นอยู่แล้ว เท่านี้มันยังไม่ทรมานสมใจพ่อเลี้ยงอีกหรือ? ...” เธอเองก็   ไม่เคยได้รู้สึกยินดีในการใช้ชีวิตของตัวเองเลย กลับกันมันชั่งแสนอัปยศเสียด้วยซ้ำ เขาไม่เคยคิดบ้างหรือว่าเธอก็เจ็บเป็นเหมือนกัน ขอร้องละ ได้โปรดอย่าหยิบยื่นความทรมานมาให้เธอมากกว่านี้อีกเลย สิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้มันก็ไม่ได้ดีเลยสักนิดเดียว...

“มันยังไม่เคยเพียงพอสำหรับฉันวิรังรอง”

ใบหน้าหล่อขบกรามแน่น เขาก้าวเท้าเดินหน้าพยายามต้อนให้หญิงสาวนั้นจนมุม ไม่มีทางที่วิรังรองจะได้รับการผ่อนปรนจากเขา มันไม่สมควรเลยสักนิดเดียว!

“พ่อ...พ่อเลี้ยงจะทำอะไร” เพราะเขาเริ่มเดินให้เธอเข้าไปใกล้กับเตียงเรื่อย ๆ จนหัวใจรู้สึกหวั่นต้องเอ่ยถามออกไปเช่นนั้น แต่มีหรือที่คนตัวโตจะตอบกลับอะไรคืนมา สีหน้าวิรังรองหวาดหวั่นมากนอกจากแพทริคจะไม่ได้ให้คำตอบกันแล้ว เขากับย่างก้าวเข้ามาใกล้อีก...ใกล้อีก

“พ่อเลี้ยงถะ...ถอยออกไป ว้าย!” เพราะเขาย่างกายเจ้ามาใกล้เรื่อย ๆ ทำให้วิรังรองเกิดเสียหลักและสุดท้ายก็ล้มลงไปบนที่นอนอย่างไม่ทันตั้งตัว

แพทริคเห็นเหยื่อของตัวเองกำลังจนตรอก เขาก็รีบคร่อมตัวลงมาหา แม้ใจหนึ่งมันจักค้านนักหนาว่าอย่าเอาตัวเองไปเกลือกกลั้วกับคนประเภทนี้    แต่ใยเล่าอีกใจหนึ่งกลับกำลังเรียกหา เขารับรู้ได้ดีว่ามันชั่งปรารถนาในตัวของหญิงสาวมากมายแค่ไหน

“ฉันจะทำให้เธอต้องลิ้มรสของความทรมานอีกครั้ง...”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป