บทที่ 6 เสี้ยวหนึ่ง
บทที่ 6
เสี้ยวหนึ่ง...
หลังจากสิ้นประโยคอันแสนน่าเกรงขาม เรียวปากร้อน ๆ ของชายหนุ่มก็กดกระทบแนบลงบนเรียวปากนุ่มของวิรังรองทันที มิทันให้หญิงสาวได้มีปาก มีเสียงต่อ เพราะยามนี้ความปรารถนาที่มันมาจากไหนไม่รู้ของแพทริคมันกำลัง ทำให้กายหนุ่มร้อนรุ่มไปเสียหมด รู้เพียงแต่ปรารถนาเพียงกายของเจ้าหล่อนคนนี้
บัดซบ!
เขาเกลียดความรู้สึกแปลกนี้ของตัวเองเป็นที่สุด ไม่เคยคิดว่าคนที่ผ่านสมรภูมิบนเตียงมาอย่างโชกโชนเช่นแพทริคจะมาพ่ายแพ้ให้กับผู้หญิงที่น่ารังเกียจคนนี้!
“อื้อ...พ่อ...เลี้ยงพอเถอะ ฉันขอร้อง อย่าทำแบบนี้” ยามที่แพทริคถอดถอนเรียวปากออก ดวงหน้าอิ่มส่ายไปมาผมยาวกระจายสยายอยู่เต็มทั้งใบหน้าและที่นอนวิรังรองกำลังวิงวอนร้องขอ แต่กระนั้นคำร้องขอมิอาจจะมีผลต่อความรู้สึกของแพทริคเลยสักนิด นอกจากเขาจะไม่คิดทบทวนเอาคำพูดของหญิงสาวกลั่นกรองเข้าสมองแล้ว เขากลับกระทำการหยาบกร้านจนใจวิรังรองเจ็บ
“เธอคิดผิดที่มาร้องขอจากคนอย่างฉัน” สิ้นประโยคระทมใจ แพทริคก็กลับลงมาแล้วแนบแน่นริมฝีปากกับเรียวปากอิ่มอีกครั้ง เขาพยายามจะต้านทานความร้อนรุ่มในรสพิศวาสที่เผชิญ และคิดว่าจะหักห้ามมันได้ดีกว่านี้ แต่กระนั้นมันกลับทำไม่ได้เลย เพียงแค่ได้พรากพรหมจรรย์แค่นี้ก็ทำให้เขาติดอยู่ในเพลิงพิศวาสนี้แล้วหรือ
รสสัมผัสแม้นว่ามันจะอ่อนโยนกว่าครั้งแรกไปมาก แต่กระนั้นวิรังรองก็ยังคิดว่ามันรุนแรงสำหรับเธอเสมอ มือที่พยายามปัดป้องให้ตนเองพ้นภัยร้ายจากคนบนร่างเป็นอันต้องหยุดชะงักเมื่อแพทริครวบมือทั้งสองข้างเอาไว้เพียงมือเดียว ก่อนจะจับมันพาดขึ้นเหนือหัวเธอ
“ถ้าเธอยังไม่อยู่นิ่ง ๆ ก็อย่าหาว่าฉันไม่เตือน” นึกรำคาญใจชะมัดยาก! ร่างกายก็มีความต้องการอย่างล้นเหลือ แต่แม่ตัวดีตรงหน้าก็ไม่มีความร่วมมือ สักนิด
“แล้วฉันจะปล่อยให้พ่อเลี้ยงข่มเหงร่างกายฉันอย่างนั้นน่ะเหรอ ถ้าอยากมากนักก็ไปหากินที่อื่น อย่ามาทำกับฉันแบบนี้!” เธอสุดจะทนหากเขาต้องการปลดปล่อยความปรารถนาของตัวเองก็อย่ามาทำเช่นนี้กับเธอเลย เพียงแค่ครั้งแรกมันก็มากจนเกินพอแล้ว...อย่าได้ทำให้เธอต้องรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยลงไปมากกว่านี้เลย
“ฉันจะทำกับเธอวิรังรอง จะทำให้เธอรู้ว่าไม่ใช่แค่คำพูดที่ฉันจะทำให้เธอต้องเจ็บปวด แต่ร่างกายเธอ...มันจะต้องร้าวไปไม่ต่างจากหัวใจเธอ” นอกเสียจากคำพูดที่มันส่งผลกระทบต่อจิตใจ ร่างกายของวิรังรองเขาก็ต้องการให้มันช้ำไม่ต่างกัน รับรู้ดีในเสี้ยวหนึ่งว่าเขามันเลว แต่อย่างไรเล่าในเมื่อความเจ็บปวดหลาย ๆ อย่างของเขามันยังตราตรึงอยู่เช่นนี้ หากทำแบบนี้แล้วเรียกคืนความสุขมาให้ตัวเองได้เขาก็พร้อมจะทำ...คนที่เจ็บจะไม่มีเพียงแค่เขา แต่จะมีวิรังรอง ที่เข้ามาร่วมด้วย
“พ่อเลี้ยง...คุณมันเลว เลวกว่าที่ฉันคิดเอาไว้มาก!” แพทริคไม่ใช่แค่ ใจร้ายแต่ผู้ชายคนนี้ทั้งเลวและอำมหิตเกินคน! เขากำลังเห็นความทรมานของเธอเป็นของเล่นอย่างนั้นหรือถึงได้คิดว่าจะจับและขยำมันให้จมดินเช่นไรก็ได้ คนเช่นเธอนี่มันไม่มีคุณค่าพอให้ผู้ชายคนนี้สงสารเลยหรือ...
“ฉันเลวแบบนี้มานานแล้ววิรังรอง แต่เพราะเธอมันเลยยิ่งเพิ่มความเลวเข้าไปอีก! เป็นยังไงน่าดีใจไหมละที่เธอคือต้นเหตุ!”
“ฉันไม่รู้ว่าคุณต้องเจ็บมากแค่ไหน...แต่ฉัน อื้อ...” หากแต่ยังไม่ทันได้พรั่งพรูเอาความอัดอั้นของตัวเองออกมาให้เขาได้ยินว่าเธอก็รวดรานเช่นกัน แพทริคก็ฉกชิมเข้าที่ริมฝีปาก ราวกับต้องการปิดกลั้นประโยคท่อนนั้นเอาไว้เสีย
ต่อจากนี้แพทริคไม่อยากได้ยินเสียงใดออกมาจากเรียวปากของหญิงสาวอีกแล้ว เพราะยามที่ปากอิ่มนั้นพูดจาเถียงคำไม่ตกฟากมันยิ่งชั่งน่าครอบครองเสียเหลือเกิน ความปรารถนาเกินต้านทานทำให้เขาไม่อาจรีรอได้ ปลายจมูกโด่งสันซุกไซ้ลงที่ซอกคอขาวของหญิงสาว พลางสูดกลิ่นเข้าปอดไปเบา ๆ ไม่เคยคิดเลยว่าเพียงแค่กลิ่นของวิรังรองมันจะชั่งน่าปรารถนาเช่นนี้
“อื้อ พ่อเลี้ยงอย่า” วิรังรองรับรู้ได้ดีว่ามือหมึกของแพทริคกำลังวกวนอยู่ที่หน้าอกหน้าใจของเธอ หากแต่ห้ามไปก็เท่านั้น เขายังทำต่อจนกายสาวสะท้านเยือก เพียงแค่พริบตาเดียวจากเรียวปากร้อนที่ซุกไซ้ตรงซอกคอก็ไล่มาเรื่อยจนจดจ่ออยู่ที่หน้าอกอิ่มคู่โต นัยน์ตาแพทริคแพรวพราวแม้นรู้ดีว่าสิ่งตรงหน้านี้มันใหญ่พอสมควรแต่ก็อดลอบกลืนน้ำลายลงคอเสียมิได้
ชายหนุ่มละอยากจะถอดเสื้อพวกนี้ให้มันพ้น ๆ สายตาไปเสีย ยิ่งมอง ยิ่งน่าหงุดหงิดใจ การได้เห็นวิรังรองมิได้สวมใส่สิ่งใดคือสิ่งที่น่าภิรมย์ใจที่สุด! หน้าอกหน้าใจที่สะท้านขึ้นลงตามแรงหายใจยิ่งเป็นเชื้อเพลิงชิ้นดีในการเรียกชวนให้แพทริคเข้าไปลิ้มลอง
บ้าไปแล้ว เช่นไรเขาถึงได้ปรารถนาผู้หญิงคนนี้นัก!
แพทริครีบสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกไปไกล เวลานี้ไม่ใช่เวลามานั่งหาเหตุผลว่าทำไม เพราะสิ่งที่เขาควรให้ความสนใจควรจะเป็นแม่ตัวดีที่ดิ้นพล่านอยู่ได้ล่างเขาเช่นนี้ ทั้งที่ก็ป่วยอยู่ไม่รู้ว่าไปเอาแรงกายมาจากไหนนักหนา!
“หยุดดิ้นได้แล้ววิรังรอง”
“พ่อเลี้ยงก็ปล่อยฉันสิ” หญิงสาวว่าพลางพยายามดิ้นขลุก ให้ตัวเองได้รอดพ้นจากพันธนาการขอคนตัวโต แต่กระนั้นกลับหารู้ไม่ว่ามันยังไปสร้างความแข็งขึงให้แพทริคเต็ม ๆ
“ปล่อยแน่...แต่จะปล่อยบนเตียง” เขาก้มกระซิบลงข้างใบหู สร้างความสะท้านขนลุกขนชันให้วิรังรอง ยิ่งวิรังรองดิ้นมากเท่าไหร่เขาก็ยิ่งอยากจะแทรกแทรงกายเข้าไปภายในกายสาวมากเท่านั้น
“ยะ...อย่านะ อ้า!” ผู้ชายอะไรปากบอกเกลียดกันแต่ทำไมเขายังทำ แบบนี้กับเธออยู่อีก
และยังไม่ทันได้ทำอะไรไปมากกว่าอ้าปากพูด แพทริคก็ดึงเสื้อตัวโกร่งของเธอให้ดันโกยพากันขึ้นไปอยู่เหลือเนินอก เผยเต้างามทั้งสองข้างแก่สายตา คนตัวโต แพทริคแอบกลืนน้ำลายรอบแล้วรอบเล่าด้วยความพึ่งพอใจ แต่ทว่ามันกับกลับกันกับคนที่กำลังโดนกระทำอยู่
วิรังรองอดสูที่จะต่อต้าน เธอหมดเรี่ยวแรงแล้ว...ทำไมเขาถึงได้ทำเช่นนี้ ทั้งร่างกายและหัวใจของเธอมันร้าวรานและเจ็บปวดจะปางตายอยู่แล้ว...กระนั้นความคิดต่อความอดสูของตัวเองก็ต้องมลายหายไปเมื่อแพทริคดันเสื้อชั้นในลายลูกไม้ของเธอให้ขึ้นไปกองอยู่ที่เดียวกับเสื้อ และก้มหน้าลงมาฉกชิมภูเขานูน ทั้งสองอย่างเมามัน
เต้างามทั้งสองข้างมันพากันแข่งกันแข็งชูชัน ยามที่ถูกนวดคลึงด้วยมือเรียวหนาก็แสนเคร่งครัดขึ้นเป็นเท่าตัว แพทริคสลับดวงหน้าไปมาที่เต้าเนื้อนวลซ้ายทีขวาที คราบน้ำลายปรากฏเด่นชัดพลางบางจังหวะเขาก็เผลอขบเม้มอย่างลืมตัว
“มันส์ชิบ! อ้าส์!” แพทริคละอุ้งปากออกจากเนินเนื้อ และเงยหน้าเอ่ยปากบอกคนที่นอนอ่อนระทวยอยู่ใต้ร่างพร้อมมือก็รีบตะครุบจับคลึงลงที่เนินสวาทกลางลำตัว
“อ๊ะ! พ่อเลี้ยง” น้ำตาใสที่กลั้นไว้คราแรกไหลเล็ดออกมา คำวิงวอนเธอมิอาจจะส่งถึงระบบประสาทภายในสมองของเขาเลย...ยิ่งเขาเห็นว่าเธอทรมานมากแค่ไหนเขายิ่งสุขใจอย่างนั้นหรือ ทำไมถึงได้ใจดำอำมหิตเช่นนี้ ทำไม...
ดวงหน้าวิรังรองแดงกล่ำ ทุกอย่างมันผสมปนเปกันไปหมดทั้งความเสียวที่แผ่ซ่านและความอับอายที่ก็มีมากไม่แพ้อารมณ์ความปรารถนา
“ยะ...หยุดเถอะนะ ฉันไม่อยากให้มันเป็นแบบนี้ พ่อเลี้ยง...” แพทริค ไม่ฟัง เขาก้มตวัดเรียวลิ้นแกร่งกับเต้างามอยู่เช่นนั้นไปเรื่อย พลางมืออีกข้างก็ลูบไล้จนขนกายวิรังรองเป็นอันต้องลุกอีกรอบ เพราะตอนนี้นอกจากเรียวปากร้อนแล้วมือของเขาก็กำลังปลดกระดุมกางเกงของเธอออกไป หากแต่มือที่เลื่อนลงไปจับมือแกร่งเอาไว้ก็โดนเขาปัดมันทิ้งอย่างไม่ใยดี
ความปรารถนาและแรงเร้าอารมณ์ของแพทริคมันแรงกล้าจนเกินกว่าจะดำเนินการไปอย่างช้า ๆ ยามนี้เขาต้องการฝั่งกายลงไปในตัวของวิรังรองให้เร็วที่สุด!
“อยู่เฉย ๆ แล้วเธอจะปลอดภัยวิรังรอง”
“การที่ฉันอยู่กับคุณมันไม่เคยมีเวลาไหนที่จะปลอดภัย” วิรังรองตรอกหน้าแพทริค เธอจะถามหาความปลอดภัยยามที่ได้อยู่ใกล้เขาได้จากไหนในเมื่อเขานี่แหละคือคนที่หยิบยื่นความไม่ปลอดภัยให้เธอเอง การที่เธออยู่ใกล้เขามันก็ ไม่ปลอดภัยมานานแล้ว
“รู้ก็ดี”
น้ำเสียงของเขามันแสนแข้งกระด้างหาความอ่อนโยนเสียมิได้ และสิ้นประโยคกร้านแพทริคก็รุกรานกางเกงเธออีกครั้ง ครั้งนี้พยายามจะปกป้องมัน เช่นไรก็ไม่เป็นผลทุกที แพทริคทำสำเร็จ เขาจับกางเกงที่แสนขวางลูกหูลูกตาโยนไปไกล ก่อนจะหันมาจับจ้องที่เต้างามอีกครั้ง...ทำราวกับว่าจุดนี้คือสิ่งที่จะต้องถูกเขากัดกินมันเป็นรายต่อไป!
และมันก็เป็นดั่งที่คิดเอาไว้ไม่มีผิดเมื่อคนตัวโตก้มลงไปลิ้มรสมันอีกครั้ง ทั้งครั้งนี้ยังขบกัดให้เธอสะท้าน
“ฉันจะไม่รอให้เธอพร้อมวิรังรอง เพราะเพียงแค่ฉันพร้อมทุกอย่างมันก็ถือว่าพร้อมแล้ว” รอยยิ้มน่ากลัวปรากฏบนใบหน้าคมสัน แพทริคยันกายหนาขึ้นถอดเสื้อที่คุมกายแข็งแรงเอาไว้ออกก่อนตามด้วยกางเกง ทุกอย่างมันเกิดขึ้นรวดเร็วราวกับแสง แพรทริคไม่มีช่องทางให้วิรังรองหนีหายไปไหนได้เลย ในเมื่อเขากักขังเธอไว้ด้วยพันธะแกร่ง นั่นก็คือท่อนขาแข็งแรงทั้งสองข้าง
“พะ...พ่อเลี้ยง ฉันไม่...อ้า!” ใช่! เขาพร้อม เขาพร้อมที่จะดึงกางเกงชั้นในของเธอออกและดันพรวดสิ่งแปลกปลอมเข้ามาภายในกายสาว มิมีแม้เพียงความอ่อนโยนหรือคำปลอบโยนใด ๆ เลยสักนิด แพทริคกระทำตามใจของตัวเอง ทั้งยังไม่อาจรอให้หญิงสาวได้ปรับตัวสักนิด เขาก็รีบขยับแก่นกายเสียแล้ว
“อ๊ะ! พอเถอะนะฉันขอร้อง” วิรังรองวิงวอนด้วยน้ำตาใสที่ไหลเอ่อ แต่กระนั้นแพทริคก็เพียงแค่สบตาแล้วไม่ใส่ใจ เดินหน้าทำตามความต้องการและอารมณ์พิศวาสในกามของตัวเอง มือเรียวหนานวดคลึงเนื้อนุ่มจนเป็นแถบนิ้ว ทั้งห้า ช่วงล่างก็ขยับซอยหนักบ้างเบาบ้างเพื่อนสร้างความคุ้นเคย ทั้ง ๆ ที่ใจจริงชายหนุ่มละอยากจะกดเน้นและแรงกว่านี้
น้ำตาใสไหลเอ่อเต็มดวงหน้า นัยน์ตาหญิงสาวเศร้าโศกเกินใคร แต่กระนั้นมันไม่ได้มีผลใด ๆ ต่อใจของชายหนุ่มที่กำลังเมามันบนความทุกข์ระงมของวิรังรอง กายแกร่งที่เคลื่อนไหวไปมาสร้างทั้งความเสียวและสะท้าน แม้ว่ามันจะยังเจ็บแสนเจ็บแต่เช่นนั้นเธอก็ไม่มีแรงใด ๆ เข้าไปต่อต้านเขาได้เลย เรี่ยวแรงทุกอย่างมันถูกสูบกินไปหมดสิ้นแล้ว
แรงสั่นสะท้านขึ้นลงตามแรงขย่มของแพทริค วิรังรองกัดฟันรับในสิ่งที่เผชิญ ไม่มี...ไม่มีเลยสักครั้งที่แพทริคจะเห็นใจเธอ ระยะเวลาที่ไม่เคยได้พบกัน ในหนึ่งเดือนมันแสนมีความสุข แต่แล้วในวันนั้นเขาก็มาพรากเอามันไปจากเธอ ทั้งยังมอบความอัปยศให้กันเช่นนี้อีก
เจ็บ...รู้สึกเจ็บเหลือเกิน
“อ๊ะ!...พ่อเลี้ยงอย่า” เพราะแพทริคดึงถอนออกและดันเข้าไปสุดแรง อีกครั้ง ทั้งยังบดขยี้เสียจนวิรังรองต้องเอ่ยปากร้องห้ามขอมิให้เขาทำเช่นนั้น ยามนี้อารมณ์ความเสียวซ่านของเธอมันชั่งน่าละอายนัก
“เธอไม่ชอบเหรอ?”
“ไม่ อื้อ...อย่านะ อ๊ะ!” ยิ่งพูดเหมือนยิ่งยุ แพทริคเน้นย้ำและกระทำอย่างเอาแต่ใจ
“แต่ฉันชอบ อ้าส์!” น้ำเสียงเขาไม่ได้มีความนุ่มนวลจะมีก็แต่ความแข็งขึง วัน ๆ ก็ตีหน้ายักษ์ไปเรื่อย ไม่รู้ว่าเมื่อยหน้าบ้างหรือเปล่า เก๊กหล่อได้ทั้งวี่ ทั้งวันแบบนั้น วิรังรองได้แต่คิด แต่ในนาทีถัดมาความคิดเธอก็ต้องมลายหายไปเมื่อแพทริคกระหน่ำแก่นกายเข้าออกจากายสะท้านเยือกอีกแล้ว
มรสุมสวาทเริ่มก่อตัวขึ้นเรื่อย ๆ ยามนี้ทั้งสองคนได้ลอยละล่องอยู่ท่ามกลางมวลหมู่อากาศ แพทริคขยันโยกเย้าและเค้นคลึงกายสาว ความเสียวซ่านตีแผ่เข้าไปภายในร่างกายแข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ ชายหนุ่มรู้ตัวดีว่าตอนนี้เขาถอนตัวเองออกจากบทพิศวาสที่มีวิรังรองช่วยคุมเกมมิได้เสียแล้ว ให้ตายเถอะ! ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ได้
เวลานานร่วมนับเกือบสามชั่วโมงที่แพทริคตักตวงเอาเวลาจากร่างกายสาว แม้วิรังรองจะหมดสิ้นเรี่ยวแรงและหลับไปแล้ว แต่กระนั้นความกระหายของเขามันกลับยังไม่สิ้นสุด หากแต่มองดูก็รู้ว่าสาวเจ้าคงจักรับแรงถาโถมต่อไปไม่ไหวเป็นแน่ เช่นนั้นเขาจึงต้องจำใจกัดฟันระงับความปรารถนาก่อนจะสลัดผ้าห่มที่คุมกายอยู่แล้วลุกขึ้นไปยังห้องน้ำเพื่อปลดปล่อยความปวดหนึบตรงแก่นกาย
อยากจะก้นด่าแม่นางเสียเหลือเกิน เกิดมาเขายังไม่เคยต้องกระทำการช่วยตัวเองเช่นนี้เลย แล้วใยเล่าคืนนี้จึงต้องทำ! และแม้ว่าเขาเลือกที่จะเพิ่มความสุขทางกายให้ตัวเองต่อได้โดยไม่ต้องสนใจวิรังรองเลยสักนิด แต่ทำไมเขาถึงไม่ทำ...
บ้าฉิบ!
แสงแดดในยามเช้าที่โผล่พ้นขอบฟ้าสีทอง รุ่งอรุณส่องแสงลอดผ่านผ้าม่านผืนใหญ่เข้ามาภายในห้องกว้าง ความเมื่อยขบตามร่างกายช่วยเป็นนาฬิกาปลุกชั้นดีให้วิรังรองที่สลบไสลไปค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งหนึ่งที่เธอรับรู้ได้ยามลืมตาตื่นคือความระทมช่วงกลางของร่าง เธอยังจำมันได้ดีว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นบ้าง
เธอยังไม่ตาย...
เธอยังมีชีวิตอยู่
สายตาหญิงสาวกวาดมองหาคนต้นเหตุ แต่แล้วก็ไม่พบเขา นั่นสินะ...เธอจะไปเจอชายหนุ่มได้อย่างไรในเมื่อเขาใจร้ายขนาดนั้น เสพสุขทางกายเสร็จก็คงจักห่างหายไป ไม่เหลียวแลคนโดนกระทำเช่นเธอเลยสักนิด พิษไข้ที่คลายว่าจะเริ่มหายก็แลว่าจะคืนกลับมาเล่นงานวิรังรองอีกครั้งเสียแล้ว
“โอ๊ย!”
นี่คือเสียงแรกของวิรังรองที่เธอสามารถเสาะหามันเจอ ความเจ็บปวดพุ่งปรี๊ดเข้าสู่จุดสงวนกลางร่างสาว วิรังรองเป็นอันต้องกัดฟันฝืนร่างกายของตนเองไปหยิบเสื้อผ้าขึ้นมาแล้วรีบสวมใส่มันอย่างลวก ๆ แม้ว่าจะเจ็บร้าวเพียงใดเธอก็ต้องพาร่างกายของตัวเองออกไปจากตรงให้เร็วที่สุด หากว่าใครมาบังเอิญเจอเข้ามันคงจะไม่ดีเป็นแน่
‘แก๊ก!’
เสียงเปิดประตูดังขึ้นขณะที่วิรังรองกำลังจะเอื้อมมือเปิดบานประตู แต่กระนั้นก็ต้องชะงักไว้
“อ้าว ป้านึกว่าหนูจะไปตั้งแต่เช้าตรู่เสียอีก” ป้าศรัณยาเปิดประตูเข้ามาก็สงสัยที่ยังคงเห็นหญิงสาวอยู่ภายในนี้
“อะ...เอ่อคือหนูเพิ่งตื่นน่ะค่ะ” วิรังรองยิ้มแหย่ เธอจะพูดได้อย่างไรเล่าว่าที่เพิ่งออกจาห้องนี้มันเพราะอะไร
“เมื่อคืนไข้ขึ้นหรือเปล่า”
“นิดหน่อยค่ะ ตะ...แต่ไม่ค่อยเป็นอะไรมากแล้ว” กระนั้นก็ยังพยายามฝืนส่งรอยยิ้มกลับไป และเมื่อคืนมันไม่เพียงแค่ไข้ขึ้นธรรมดา
“ถ้าอย่างนั้นหนูขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ”
“จ้ะ รีบไปเถอะเดี๋ยวจะเข้างานสาย” ป้าศรัณยายิ้ม วิรังรองพยักหน้าและเดินก้มหลังเดินผ่านคนสูงวัยไป จะว่าไปแล้วป้าศรัณยาก็ไม่ได้สูงวัยมากนัก เห็นจะเป็นหญิงวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบปลาย ๆ เสียด้วยซ้ำไปมั้ง
วิรังรองหอบแรงกายมาทำงานหลังจากชำระคราบไคลของแพทริคจนหมดสิ้น แม้นรู้ดีว่าไม่เต็มร้อย แต่อย่างน้อยเธอก็ต้องกลับมาทำหน้าที่ของตัวเอง จะโยนให้คนอื่นทำมันก็คงจะไม่ใช่เรื่อง ซ้ำหากเธอไม่มาทำงานในวันนี้ก็คงจะ ไม่วายโดนคนตัวโตแขวะอีก
“ม่านยกไหวหรือเปล่า มาเดี๋ยวพี่ช่วย” สมชายเห็นว่าหญิงสาวรุ่นน้องที่ดูโรยแรงกำลังจะยกกองหญ้ากองใหญ่ก็รีบอาสาเข้าไปช่วยเพราะเห็นว่าอาการของวิรังรองน่าจะยังไม่ดีขึ้น อีกอย่างรัตนาเมียเขาก็เอ่ยปากบอก ไม่สิ! สั่งให้ดูแลน้องสาวคนสนิทของนางดี ๆ หากไม่ทำก็คงจักไม่ได้ มีหวังว่าหัวกบาลเขาเอง นี่แหละที่จะได้แยก
“ขอบคุณจ้ะ” ดวงหน้าไม่สดใสหันมากล่าวขอบคุณสมชาย ตลอดเวลาที่เธออยู่ที่นี่ทั้งรัตนาและสมชายใจดีกับเธอเป็นอย่างมาก ทั้งสองรักใคร่และเอ็นดูเธอราวกับว่าเป็นน้องแท้ ๆ แม้ว่าในไร่นี้เธอจะต้องเผชิญอะไรหลาย ๆ อย่าง จนแทบปวดใจ แต่อย่างน้อยเธอมีคนที่คอยอยู่ข้าง ๆ แบบนี้มันก็อุ่นใจแล้ว
“แล้วนี่เป็นยังไงบ้างล่ะ เมื่อวานนะพี่ตกใจมาก จู่ ๆ ก็เป็นลมไปเสียซะอย่างนั้น”
“พอดีว่าม่านไม่ค่อยได้กินข้าวน่ะจ้ะก็เลยหมดแรงไปแบบนั้น” วิรังรองโป้ปดคำโต
“ทีหลังก็หัดกินข้าวเสียบ้างนะ เมื่อวานน่ะพอเอ็งเป็นลมพ่อเลี้ยงก็รีบเข้ามาอุ้มไปเลย พี่จะเข้าไปอุ้มก็โดนชิงตัดหน้าไปซะก่อน”
สมชายพูดพลางเดินเอากองหญ้าอัดเหลี่ยมใหญ่เข้าไปไว้ในคอกม้า วิรังรองเหลียวหลังมองตาม นอกจากที่พัดชาบอกมาแล้วเธอก็ไม่อยากจะเชื่อนัก แต่พอมาเจอคำของสมชายอีกหนึ่งคนก็เป็นอันต้องทำให้คิ้วมันขมวดยุ่งไปหมด คนอย่างแพทริคนี่น่ะหรือ?
“จ้า วันหลังม่านก็จะกินข้าวมาก ๆ เอาให้พุงแตกไปเลย”
“เกินไปเรา เอาแค่อิ่มก็พอ” สมชายยิ้มในคำพูดหญิงสาวที่เขายกให้เป็นน้องสาว
วิรังรองยิ้มพลางหัวเราะก่อนจะหันไปช่วยสมชายอีกแรงแต่กระนั้น เสียงที่ดังจากด้านหลังก็ทำให้เธอต้องหยุดมือและหันกลับไปมอง
“ม่านพ่อเลี้ยงให้เรียกไปหาน่ะเห็นว่ามีธุระจะคุยด้วย” คนงานหนุ่มวัยไล่เลี่ยกับสมชายเดินเข้ามาบอกกับวิรังรอง
“พ่อเลี้ยงเหรอ...แล้วพ่อเลี้ยงได้บอกว่าเรื่องอะไรไหมคะ”
“ไม่นะ บอกแค่ว่ามีธุระจะคุยด้วยเฉย ๆ”
“พี่ว่าเอ็งรีบไปเถอะม่านเดี๋ยวพ่อเลี้ยงจะอารมณ์เสียเอา เรียกกะทันหันแบบนี้คงจะมีเรื่องด่วนล่ะมั้ง” สมชายสมทบอีกคน วิรังรองจะบอกว่าไม่อยากไป ก็คงจะยาก เธอทำได้เพียงแต่พยักหน้าเข้าใจและเดินตามหลังของคนงานรุ่นราวคราวเดียวกับสมชาย
ชายคนนั้นเดินนำเธอมายังพื้นที่ของไร่ส้มที่อยู่ห่างออกมาเพียงไม่มาก ระยะทางเกือบ ๆ ห้าร้อยเมตรเห็นจะได้ จากนั้นแล้วก็เดินหนีหายไปทำหน้าที่ของตัวเอง ปล่อยให้เธอยืนเคว้งอยู่ลำพัง
“จะยืนอยู่อีกนานไหม รีบ ๆ ไปทำงานซะสิ” อยู่ ๆ เสียงทุ้มกร้าวก็ดังขึ้น สร้างความตกใจให้แก่คนที่ยืนไม่รู้หน้าที่ของตัวเองในตอนนี้ต้องสะดุ้งโหยงและหันไปยังต้นเสียง
“ปกติงานฉันไม่ได้อยู่ส่วนนี้ค่ะ” เธอไม่ได้ทำงานในส่วนนี้มาแต่ไหน แต่ไรแล้ว แล้วเธอจะรู้หน้าที่ของตัวเองได้อย่างไรกัน
“จะอยู่ส่วนไหนก็ช่างแต่ต่อไปนี้เธอต้องมาทำงานที่ไร่ส้ม ไม่ต้องไปที่คอกสัตว์แล้ว” แพทริคพูดจาขลึงขลัง
“ทำไมคะ?”
“ไม่ต้องถามมาก แค่รู้ว่าหน้าที่ของเธอตอนนี้อยู่ที่ไร่ส้ม ไม่ใช่คอกสัตว์ ที่เต็มไปด้วย...” เฮ้อ! อยากจะตบปากตัวเองชะมัดยาก เขาไม่สมควรหลุดพูดประโยคนั้นออกไป หากสาวเจ้ารู้ว่าที่สั่งย้ายหน้าที่ของเธอกะทันหันแบบนี้เพราะทนหงุดหงิดเวลาที่มีชายอื่นมาใกล้หรือต้องกายกันไม่ได้ มีหวังได้เสียหน้าเต็ม ๆ
“เต็มไปด้วยอะไรคะ?” หญิงสาวยังคงงงงวย
“เลิกถามได้แล้ว แล้วเธอก็ไปหาคนที่ช่วยสอนงานให้ตัวเองได้ซะ อีกหนึ่งชั่วโมงฉันจะกลับมาถ้ายังไม่คืบหน้า เราได้เห็นดีกันแน่” ทิ้งไว้แค่นั้นแล้ว ก็เดินจากไป ผู้ชายคนนี้แสนเอาแต่ใจไม่เคยบอกหรือถามกันก่อนเลยสักนิด ได้เพียงแต่สั่งแล้วก็สั่ง
พ้นร่างคนตัวโตไปแล้ววิรังรองก็อดถอนหายใจเสียมิได้ ก่อนจะพาตัวเองเดินเข้าไปภายในไร่ส้มเพื่อตามหารัตนา ได้ยินมาว่างานของหญิงสาวรุ่นพี่ก็ทำงานอยู่ในส่วนนี้เหมือนกัน หากให้รัตนาช่วยสอนงานก็คงจะไม่มีปัญหาอะไรมาก
“ใช้มือจับบริเวณด้านใต้ผลส้มขึ้นไปแบบนี้ แล้วก็หักพับให้ตรงส่วนขั้วผลไปด้านใดด้านหนึ่ง ผลส้มก็จะหลุดออกได้ง่าย ๆ แล้ว แบบนี้ไง เอ็งเข้าใจ หรือเปล่า” รัตนาอธิบายโดยคร่าว ๆ ให้วิรังรองเข้าใจ หลังจากหญิงสาวรุ่นน้องเดินหน้าซีดมาให้ช่วยสอนงาน แม้จะแปลกใจที่ว่าจู่ ๆ วิรังรองก็มาทำงานในไร่ส้มแทนที่จะเป็นคอกสัตว์ที่หญิงสาวอยู่ประจำ แต่เธอก็ไม่ได้ถามอะไรออกไป
“เข้าใจจ้ะ ดูท่าแล้วไม่น่าจะยาก”
“มันไม่ยากหรอก เอานี่ของเอ็ง” รัตนายืนตะกร้าสำหรับใส่ผลส้มให้กับวิรังรอง สาวเจ้าเองก็รับมา แล้วเอ่ยขอบคุณก่อนจะเดินไปเก็บผลส้มตามที่ได้เรียนรู้มาจากรัตนา
แม้แพทริคจะใจร้ายไปหน่อย แต่การที่เขาโยกย้ายเธอมาทำงานส่วนนี้ ก็ถือว่าต้องแอบขอบคุณเขาที่ให้เธอได้ทำงานที่ผู้หญิงคนอื่นเขาก็ทำกัน แต่กระนั้นด้วยความเคยที่ทำงานส่วนนั้นมาร่วมเดือนกว่า ดู ๆ แล้วมันก็มิได้หนักหนาสาหัสอะไรเลย อีกอย่างเธอก็คิดถึงเจ้าภูพิงค์
หลังจากนั้นหนึ่งชั่วโมงได้แพทริคก็กลับมาตามที่เขาพูดเอาไว้ แต่กระนั้นชายหนุ่มก็ทำเมินมองไม่เห็นเธอทำราวกับว่าเธอนั้นคืออากาศธาตุหาได้มีตัวตนอยู่ ซึ่งมันก็ดีแล้วจะได้ไม่ต้องมาต่อล้อต่อเถียงกันให้อารมณ์เสีย การที่เขาเงียบมันคือเรื่องดีสำหรับเธอ
“เดี๋ยวตอนเย็นลุงสมานช่วยเข้าเมืองไปดูปุ๋ยให้ผมหน่อยนะครับ”
“ได้ครับได้ แล้วพ่อเลี้ยงจะไปด้วยกันไหมครับ” ลุงสมานที่เดินมาตรวจงานแถมนี้แล้วบังเอิญเจอแพทริคจึงได้เอ่ยถามไป
“ไม่ล่ะครับ ผมว่าจะลงไปที่แปลงฮอปส์เสียหน่อย” ฮอปส์พืชพันธุ์ที่ปลูกขึ้นยากในเมืองไทย ทั้งยังมีราคาและสรรพคุณมากมาย แพทริคได้นำพืช ชนิดนี้มาปลูกตั้งแต่เมื่อเกือบสองเดือนก่อนและดูท่ามันก็กำลังจะไปได้สวย ช่วงนี้เขาจึงต้องหมั่นดูแลมันอย่างใกล้ชิดเสียหน่อย
“อ้อ ได้เลยครับเดี๋ยวตอนเย็นลุงจะไปดูให้”
“ขอบคุณมากครับ อย่างนั้นผมขอตัวไปตรวจงานตรงโน้นต่อก่อน”
“ครับ” ลุงสมานตอบกลับ แพทริคพยักหน้าแล้วเดินห่างออกไปอีกทาง วิรังรองที่เห็นว่าคนตัวโตเดินหายไปเรียบร้อยแล้ว เธอจึงได้เลิกสนใจงานตรงหน้าแล้วรีบเดินเข้ามาหาลุงสมานทันที
ยามที่สาวเจ้าได้ยินว่าลุงสมานจะเข้าเมืองไปในตอนเย็นก็ทำให้เธอ ฉุกคิดขึ้นได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเธอและแพทริคที่เกิดขึ้นภายในสองคืนที่ผ่านมานั้น ชายหนุ่มไม่ได้ป้องกัน! เย็นนี้จึงถือเป็นโอกาสดีที่หญิงสาวจะขอลุงสมานติดรถเพื่อไปซื้อยาคุมกำเนิด แม้ว่ามันอาจจะล่วงเลยเวลาไปบ้างแล้ว แต่เธอก็ยังอยากซื้อมาเพื่อความสบายใจ หากมีอะไรผิดพลาดขึ้นมามันคงจักไม่คุ้มเสีย
“ลุงสมานคะ?”
“อ้าวหนูม่าน ทำไมวันนี้ถึงได้มาทำงานที่นี่ล่ะ” นึกแปลกใจปกติจะเห็นหญิงสาวรุ่นลูกอยู่ที่คอกสัตว์ แล้วไหงวันนี้ถึงได้มาอยู่ที่นี่ได้
“พ่อเลี้ยงให้มาทำที่นี่น่ะค่ะ”
“อ้อ อย่างนี้นี่เอง...ว่าแต่มีอะไรหรือเปล่าล่ะเรา”
“ได้ยินว่าลุงสมานจะเข้าไปในเมืองตอนเย็น ถ้าไม่เป็นอะไรมากหนูขอติดรถไปด้วยได้ไหมคะ?”
“อืมได้สิ ว่าแต่จะเข้าไปทำอะไรรึ”
“พอดีว่าหนูจะเข้าไปทำธุระนิดหน่อยน่ะค่ะ” หากจะบอกว่าเธอจะเข้าเมืองเพื่อไปซื้อยาคุมกำเนิดมีหวังได้ว่าความยาวสาวความยืดเป็นแน่ เลี่ยงบอกแบบนี้คือปลอดภัยดีที่สุดสำหรับเธอแล้ว
“ได้ ๆ เลิกงานก็มาเจอลุงตรงนี้แล้วกัน เดี๋ยวลุงจะขับรถมารับ”
“ได้ค่ะ ขอบคุณลุงสมานมากเลยนะคะ” วิรังรองเผยดวงหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะเอ่ยขอตัวเพื่อไปทำงานของตนเองต่อ
ระหว่างวันแม้ว่างานที่วิรังรองต้องทำในวันนี้มันจะไม่ได้หนักหนาสาหัสมาก แต่กระนั้นก็ยังต้องตากแดดตากลมจึงเป็นผลพ่วงให้ร่างกายอวบอิ่มของสาวเจ้าไม่ได้ดีขึ้นกว่าเมื่อวานเลย หนำซ้ำอาการหน้ามืดยังวูบขึ้นมาเป็นช่วง ๆ อีก
“ไหวไหมล่ะ พี่ว่าเอ็งไปนั่งพักตรงนั้นสักหน่อยเถอะ” รัตนาสังเกตอาการของวิรังรองดูแล้ว มันไม่ได้มีอะไรดีขึ้นเลย บางทีตัดผลส้มอยู่ดีก็เกิดอาการหน้ามืดเสียอย่างนั้น
“ไม่เป็นไรจ้ะ ม่านยังไหวอยู่แค่หน้ามืดนิดหน่อยเองไม่เป็นอะไรมากหรอก” หญิงสาวว่าพลางยืนเอามือค้ำกับต้นส้มเอาไว้ เพื่อช่วยพยุงร่างกายอ่อนแรงของเธอ แม้ปากจะยังบอกว่าเธอไม่เป็นอะไรแต่กระนั้นร่างกายเธอมันกลับตรงกันข้าม
“ไหวอะไร จะล้มแหล่ไม่ล้มแหล่อยู่แล้ว พี่ละไม่เข้าใจเอ็งจริง ๆ ป่วยแบบนี้แล้วจะยังมาทำงานอีกทำไม พัก ๆ ไปเสียหน่อยมันก็ไม่มีอะไรเสียหายหรอกนะม่าน”
“ไม่ได้หรอกจ้ะ ถ้าม่านพักค่าแรงวันนี้ก็คงจะไม่ได้”
“เฮ้อ! เรื่องเงินน่ะถ้ามันไม่ได้หนักหนามากก็เว้นมันบ้างเถอะนะ ร่างกายคนเรามันสำคัญที่สุดอย่าลืมสิม่าน”
“ม่านไม่ได้เป็นอะไรจริง ๆ ดูสิตะกร้าส้มใบใหญ่ขนาดนี้ม่านยังถือไหวเลย เห็นไหม” วิรังรองพูดในขณะที่มือเธอก็ยกตะกร้าที่วางตั้งอยู่ขึ้นมาโชว์ความแข็งแรง ความป่วยแค่นี้จะมาให้เธอพักได้อย่างไรเล่า ในเมื่อเธอยังมีคนที่ห่วงใยอยู่ ทั้งยังเมื่อหกปีก่อนจำนวนเงินที่ใช้ไปในการทำคดีมันก็มากโขจนหมดเงินไปหลายตังค์
มารดาเธอวิ่งเต้นจนเธอแทบอยากจะร้องไห้แล้วบอกให้ท่านพอแค่นั้นเสีย แต่กระนั้นท่านก็ยังแน่วแน่ว่าจะสู้ต่อ แล้วหากเธอจะพักเพียงแค่ป่วยเท่านี้ มันก็ชั่งน่าละอายใจนัก สิ่งที่ทำอยู่มันมิอาจจะเทียบได้กับสิ่งที่มารดาทำไม่ได้เลยสักนิด...เพียงแค่นิดเดียวเธอก็เทียบไม่ได้...
....
และในวันนี้หากเธอบอกมารดาว่าเธอกำลังเผชิญหน้าอยู่กับคนที่จับยัดเธอเข้าไปในเรือนจำ ท่านจะว่าเช่นไร...ท่านจะผิดหวังในตัวเธอหรือไม่ ที่เดินมาให้ผู้ชายคนนี้ได้เหยียบย่ำและย่ำยีอีกครั้ง แต่กระนั้นเธอหมดสิ้นทางเลือกแล้วจริง ๆ และดูเหมือนว่าคำว่า ‘ลาออก’ มันจะไม่ช่วยอะไรเธอได้เลย ในเมื่อแพทริคไม่เคยคิดสนใจ
“พี่ล่ะเหนื่อยจะพูด ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ก็เรียกนะ”
“จ้า” ครั้งนี้วิรังรองฝืนยิ้มออกไป เธอไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกไปมากกว่านี้แล้ว ความเข้มแข็งที่มีมันก็คล้ายว่าจะเริ่มค่อย ๆ มลายหายไปเกือบทุกที... หยดน้ำตาใสกลิ้งลงบนดวงหน้ายามที่รัตนาเดินเลี่ยงออกไปทางอื่น ความอ่อนแอของเธอประทุออกมามากจนตอนนี้มันชั่งแสนน่าละอายเหลือเกิน...
แพทริคไม่เคยมีเสี้ยวหนึ่งของหัวใจเขาที่จะคิดสงสารผู้หญิงเช่นเธอ ความเจ็บร้าวและทรมานหัวใจของเธอเท่านั้นคือของหวานอันโอชะสำหรับเขา...
ตกเย็นวันนี้วิรังรองมายืนรอจุดที่นัดแนะกับลุงสมานไว้เรียบร้อยแล้ว วันทั้งวันเธอฝืนร่างกายมาได้สำเร็จ อย่าง ๆ น้อยก็อยากจะขอบคุณตัวเองที่ ไม่เป็นลมล้มไปเหมือนวันเมื่อวานอีก หญิงสาวยืนรอลุงสมานได้เกือบ ๆ ยี่สิบนาทีเห็นจะได้ รถที่คาดว่าเป็นลุงสมานก็ขับเข้ามาจอดเทียบ
“หนูกำลังรอลุง...” วิรังรองยิ้มก่อนเธออ้าปากได้เพียงเท่านั้นและรอยยิ้มที่เผยบนดวงหน้าก็ต้องหุบลง เมื่อประตูรถถูกเปิดออกมาแล้วปรากฏว่าคนขับไม่ใช่ลุงสมานดั่งที่คิดเอาไว้
“ขึ้นรถ” หากแต่คนร่างสูงตรงหน้านี่คือแพทริคผู้ชายใจดำแสนอำมหิตคนนั้น แพทริคพูดด้วยเสียงห้วนราวกับมะนาวไม่มีน้ำ
“ฉันรอลุงสมานอยู่” เธอตอบเขาและเดินหนี
“ลุงสมานมีธุระอื่นไปไม่ได้ เธออย่ามาเรื่องมากวิรังรอง” แพทริคแสดงท่าทางไม่สบอารมณ์ออกมาอย่างชัดเจนจับดึงต้นแขนหญิงสาวเอาไว้แน่น เขาไม่ชอบให้ใครพูดแล้วไม่มองหน้าแบบนี้ ทั้งยังทำท่าจะเดินหนียิ่งไม่ชอบนัก บวกกับเป็นวิรังรองด้วยแล้วยิ่งสร้างความเกลียดชังและหงุดหงิดเข้าไปอีก หากว่าวันนี้ศราลีไม่มาและลุงสมานไม่มีธุระเขาไม่มีทางมายืนอยู่ตรงนี้แน่ ๆ
“ไฟเสร็จหรือยัง เคทต้องรีบเข้าร้านแล้วนะ” เสียงของหญิงสาวบนรถดังแทรกขึ้นระงับสงครามขนาดย่อม ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นระหว่างแพทริคและวิรังรอง
“แปบนึงนะเคท ไฟขอเวลาแปบนึง” เขาหันไปพูดเสียงอ่อนหวานกับหญิงสาวคนสวยที่นั่งอยู่ภายในรถคันนั้น จนวิรังรองคิดแคลนตัวเองจะมีสักครั้งหรือเปล่าที่เขาและเธอจะพูดคุยกันดี ๆ
“ปล่อยฉันพ่อเลี้ยง ฉันไม่ไปแล้ว”
“อย่ามาเรื่องมากวิรังรอง รีบไปขึ้นรถได้แล้ว อย่ามาเล่นตัวมันน่ารำคาญ” ครั้งนี้แพทริคเปลี่ยนมากระชากข้อมือของหญิงสาวเพื่อให้ขึ้นไปบนรถ หากว่าลุงสมานไม่เอ่ยปากบอกมาเองว่าวิรังรองมีธุระสำคัญแบบนั้น เขาเอาหัวเป็นประกันได้เลยว่าจะไม่มีทางให้หญิงสาวขึ้นรถไปด้วยเป็นอันขาด
“โอ้ย!” แต่แล้วเพราะแรงกระทำรุนแรงของชายหนุ่มมันทำให้วิรังรองที่ขัดขืนเกิดเสียหลักและล้มลงไปกองอยู่ที่พื้น แพทริคก็หน้าเสียนิดหน่อยเพราะเขาไม่ได้ตั้งใจให้หญิงสาวล้มลงไปกองอยู่ที่พื้นแบบนั้น
ความเจ็บแล่นปรี๊ดเข้ามาปะทะร่างกายของวิรังรอง แม้ว่าแรงล้มมันจะไม่ได้มากแต่เธอก็รู้สึกแสบพอควร ด้วยเหตุที่ว่าพื้นตรงนี้เป็นดินทรายมีก้อนกรวดปะปนเต็มไปหมดจึงทำให้ตอนที่เธอล้มไปจึงเป้นรอยแผลถลอกจาง ๆ
“ไม่ต้อง ฉันขึ้นเอง” วิรังรองเห็นว่าแพทริคยื่นมือจะพาเธอลุกขึ้นกระนั้นก็รีบปฏิเสธและตวัดสายตาจ้องมองเขา เธอยืนขึ้นและจำใจเดินไปขึ้นรถ หากว่าไม่ทำเช่นนี้เรื่องมันก็คงจะไม่จบไม่สิ้นเสียทีฉุดกระชากลากถูกันอยู่แบบนี้ นี่แหละ
พอวิรังรองขึ้นมานั่งบนรถได้ก็เกิดอาการใบ้กิน ในรถนี้ไม่ได้มีเพียงแค่เขาและเธอแต่มีผู้หญิงหน้าตาสะสวยอีกหนึ่งคน ที่เธอก็เคยเห็นบ่อย ๆ แต่ไม่เคยได้เห็นชัด ๆ อย่างเช่นวันนี้
“เมื่อกี้เคทเห็นนะ ว่าไฟทำอะไร” ศราลีเมื่อเห็นว่าแพทริคเปิดประตูและนั่งลงประจำตำแหน่งก็รีบส่งค้อนวงใหญ่ให้เพื่อนชายทันที
“ก็ใครใช้ให้อยากสู้แรงไฟเองล่ะ ล้มไปแบบนั้นมันก็สมควร” ปากหยักนั้นพูดกับศราลีแต่สายตาคู่คมมองทีกระจกหน้ารถทะลุไปหาวิรังรองที่นั่งเงียบอยู่เบาะหลัง
“ยังไงก็ช่างเถอะ ไฟไม่ควรทำแบบนั้นเขาเป็นผู้หญิงนะ ปกติไฟก็ไม่เคยทำกับใครแบบนี้นี่น่า”
“ผู้หญิงคนนั้นเป็นข้อยกเว้น” แพทริคพูดด้วยแววตาจริงจัง และเขาก็ยังคงจับจ้องมาที่วิรังรอง
“นิสัยไม่ดีเลย”
ศราลีพูดพร้อมเอื้อมมือไปหยิบแก้มสากของแพทริคจนใบหน้าชายหนุ่มนั้นยู่ยี่ แต่อย่างนั้นแพทริคก็มิได้ว่ากล่าวสิ่งใดเลยสักนิด วิรังรองนั่งมองทั้งสองคล้ายหยอกเย้ากันอย่างสนุกสนาน หากเป็นเธอมีหวังป่านนี้คงจะได้โดนแตะออกไปนอกรถเสียแล้วกระมัง
“ไฟว่าเรารีบไปกันเถอะ เคทต้องรีบเข้าร้านไม่ใช่เหรอ”
“จริงสิ เพราะมัวแต่ดุไฟนั้นแหละเคทเลยเสียเวลาเลย”
“ก็ใครใช้ให้เคทพูดเยอะล่ะ” แพทริคพูดก่อนจะหันไปสนใจรถและสตาร์ทเครื่อง
“สวัสดีค่ะ” เป็นศราลีที่เริ่มทักทายหญิงสาวมาใหม่ที่นั่งอยู่เบาะหลัง วิรังรองก็เพียงพยักหน้ารับเท่านั้น เธอไม่อยากเอ่ยปากพูดอะไรกับคนของเจ้านายมากนัก แต่กระนั้นก็...
“คนอื่นเขาทักทายก็หัดตอบรับซะบ้างสิ ไร้มารยาทสิ้นดี”
วิรังรองล่ะคิดไม่ผิดจริง ๆ เธอทำอะไรก็ไม่เคยถูกตาต้องใจผู้ชายคนนี้ไปเสียทุกอย่าง เพียงแค่ไม่ตอบรับคนของเขาเธอก็ถูกกล่าวหาว่าไร้มารยาท แล้วหากว่าเธอตอบรับคนของเขาเล่า เธอจะโดนอะไรด้วยอีกหรือเปล่า
“ไฟเอาอีกแล้วนะ”
“อย่าไปสนใจเสียงนกเสียงกาเลยนะคะ” ศราลีหันมาปรามแพทริค แต่เช่นนั้นเขาก็ไหวไหล่ทำเป็นไม่สนใจก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาขับรถต่อไป
“ค่ะ” แต่เช่นนั้นวิรังรองก็ตอบกลับไปแล้วก้มหน้าลงเช่นเดิม เธอไม่รู้ว่าจะต้องเอ่ยปากพูดอะไรกับผู้หญิงที่ดูนิสัยใจคอดีคนนี้ และยิ่งหากเธอคาดเดา ไม่ผิดแพทริคก็คงไม่อยากให้เธอพูดกับศราลีแม้เพียงคำเดียวเสียด้วยซ้ำ
“ฉันชื่อศราลีนะ เรียกสั้น ๆ ว่าเคทก็ได้จ้ะ”
“ค่ะ ส่วนฉัน...”
“อย่าเลยดีกว่าเคท เขากับเรามันคนละชั้นกันเรียกแบบสนิทสนมมันคงไม่ควร”
“แต่ไฟ...” ศราลีรีบค้านแต่เช่นนั้นก็ไม่ทันวิรังรองเสียก่อน
“ไม่เป็นอะไรค่ะ ฉันเองก็คงจะไม่สะดวกหากต้องเรียกคุณศราลีแค่ ชื่อเล่นเฉย ๆ”
“ถ้าอย่างนั้นก็แล้วแค่สะดวกเลย ว่าแต่ชื่ออะไรหรือคะ”
“วิรังรองหรือม่านก็ได้ค่ะ”
“ฉันเรียกว่าม่านแล้วกันเนอะ”
“ตามสบายเลยค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นยินดีที่ได้รู้จักกันนะม่าน” ดู ๆ แล้วผู้หญิงคนนี้น่าจะอายุน้อยกว่าเธอนัก เรียกกันแบบสนิทสนมน่าจะเป็นสิ่งที่ดี
“ค่ะ” วิรังรองส่งยิ้มน้อย ๆ ให้ศราลีไป แล้วเธอก็นั่งก้มหน้าลงเช่นเดิมเพราะยามที่มองผ่านไปที่กระจกหน้ารถเธอเห็นแววตาของแพทริคว่าเขากำลัง ไม่พอใจที่เธอกำลังทำท่าสนิทสนมกับคนของเขา
แพทริคใช้เวลาขับรถเข้าตัวเมืองประมาณเกือบสามสิบนาทีเห็นจะได้ กระนั้นยามที่มาถึงชายหนุ่มก็ขับรถไปส่งศราลีที่ร้านกาแฟของเจ้าหล่อนก่อน
“เดี๋ยวไฟเข้าไปส่ง จะเข้าไปซื้อเค้กให้ตาพีทด้วย”
“ได้สิ สำหรับตาพีทแล้วเอาไปหมดร้านเลยก็ได้” ศราลียิ้มส่งพลางหัวเราะร่า พิชญธรมักจะชอบทานเค้กร้านเธอเป็นประจำ ทั้งเจ้าหลานชายตัวกลมยังปากหวานเอ่ยชมเค้กที่ร้าน จนเธอดีใจจนตัวโยนเสียทุกครั้ง
“แบบนั้นมีหวังตาพีทได้กลิ้งกันพอดี” แพทริคตอบพร้อมยิ้มหัวเราะอย่างที่วิรังรองที่นั่งเงียบอยู่เพียงลำพังมิอาจเคยได้เห็นมาก่อน จะว่าไปรอยยิ้มของแพทริคมันก็ช่างแตกต่างกว่าตอนที่เขาตีหน้ายักษ์เป็นหลาย ๆ เท่า แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็คงจะไม่มีวันจะได้รอยยิ้มและเสียงหัวเราะนี้หรอก ในเมื่อเขาตั้งท่ารังเกียจเธอตลอดเวลา
“ม่านจะลงไปด้วยกันไหม”
“ไม่ต้องหรอกเคท ให้รออยู่ที่นี่แหละดีแล้ว”
“เคทถามม่านเขา ไม่ได้ถามไฟเสียหน่อย”
“ถามไปก็เท่านั้นแหละ เรารีบ ๆ ไปกันเถอะ”
“เฮ้อ...เคทละเหนื่อยกับไฟจริง ๆ” เธอละขี้เกียจต่อปากต่อคำกับแพทริค จึงไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อ จึงได้ปลดเข็มขัดนิรภัยออกแล้วเปิดประตูเดินลงไปทันที จากนั้นเพียงเสี้ยววินาทีแพทริคก็ตามลงไป ดังนั้นในรถจึงเหลือเพียงแต่วิรังรอง ยังดีหน่อยที่แพทริคเปิดกระจกให้เธอได้นั่งหายใจได้บ้าง
เวลานี้มันเริ่มจะค่ำมืดเข้ามาทุกที หญิงสาวนั่งกระสับกระส่ายเพราะเธอกลัวว่าร้านขายยาแถวนี้จะทยอยปิดกันไปหมด หากเข้าเมืองมาครั้งนี้แล้วเธอไม่ได้สิ่งที่ต้องการกลับไปมีหวังได้มาเสียเที่ยวเป็นแน่
‘ปึก’
เสียงเปิดประตูดังขึ้นเรียกสติของวิรังรองกลับคืนมา และคนที่เปิดประตูนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกเสียซะจากแพทริค เขาเข้ามานั่งประจำที่ของตนเอง แต่กระนั้นก็ยังไม่วายใช้สายตาเหลียวมองวิรังรองที่นั่งอยู่ด้านหลัง
“ฉันไม่ใช่คนขับรถเธอ ขึ้นมานั่งข้างหน้า” หากจะให้หญิงสาวนั่งอยู่เบาะหลังมันก็คงจะไม่ใช่เรื่อง ในเมื่อเขาคือเจ้านายมิใช่ลูกน้องหรือคนขับรถที่จะมาขับให้คนเช่นวิรังรองได้นั่งอยู่อย่างนั้น เพียงแค่ให้ติดรถมาด้วยมันก็เป็นบุญ แค่ไหนแล้ว
ด้านวิรังรองเมื่อเธอได้ยินน้ำเสียงไม่พอใจของแพทริค เธอจึงต้องรีบเปิดประตูและเดินลงไปนั่งที่เบาะหน้าทันที สิ่งที่วิรังรองกระทำเช่นเดิมคือเธอนิ่งและเงียบไม่เอ่ยสิ่งใดออกไป จนแพทริคที่นั่งอยู่ข้างกันเป็นอันต้องหงุดหงิดพ่นลมหายใจออกมาแรง ๆ
“อย่ามาทำหน้าบอกบุญไม่รับแบบนี้วิรังรอง เป็นเธอไม่ใช่เหรอที่อยากเข้าเมืองมา”
“ฉันขอมากับลุงสมาน ไม่ใช่กับพ่อเลี้ยง” สาวเจ้าเถียงคืนฉับพลัน
“จะกับใครก็ช่าง เธอควรทำหน้าให้มันดี ๆ มากกว่านี้ เห็นแล้วมัน น่ารำคาญลูกหูลูกตา!” ยิ่งยามที่วิรังรองเถียงคอเป็นเอ็นแบบนี้ยิ่งทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัว กระนั้นจึงได้กระชากคันเร่งและขับออกไป เป็นผลให้คนที่ไม่ทันได้ตั้งตัวเกิดหน้าชนเข้าที่คอนโซลหน้ารถเต็ม ๆ
“โอ๊ย!”
“สมน้ำหน้า”
“สนุกมากหรือคะ ที่ทำกับฉันแบบนี้”
“สนุกกว่าเป็นไหน ๆ เลยละ” ทุกอย่างมันสนุกและสะใจเสมอเมื่อเขา ได้นั่งมองความปวดร้าวในใจและกายของวิรังรอง ไม่มีสิ่งไหนที่มันน่าพิสมัยไปมากกว่านี้แล้ว
‘ใจร้าย’
ประโยคนี้เธออยากจะตะโกนออกไปดัง ๆ ให้เขาได้ยินนักแต่เช่นนั้นก็ทำไม่ได้ดั่งใจหวัง ผู้ชายคนนี้ใจร้าย ใจร้ายมาก ในขณะที่เธอกำลังเจ็บเจียนตายเขาก็กำลังสนุกกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น แบบนี้เธอควรจะสงสารตัวเองหรือสมเพชตัวเองก่อนดี เธอเลือกไม่ถูกเลยจริง ๆ ...
