บทที่ 12 บทที่ 13 (อาการน่าเป็นห่วง)
บทที่ 13 (อาการน่าเป็นห่วง)
“ น้องรินอาการน่าเป็นห่วงมากนะครับคุณแม่ ส่วนมากเด็กที่จะเป็นโรคนี้จะมีอายุไม่ยืน ทางออกที่ดีที่สุดคือการรักษาโดยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ซึ่งนั้นจะทำให้โรคของน้องหายขาดอย่างแน่นอน ”หมอหนุ่มเจ้าของไข้ของเด็กหญิงรินลดาเปิดข้อมูลการรักษาจากหน้าจอคอม และหันไปบอกมารดาของเด็กที่นั่งอยู่ตรงข้ามตนเอง
“ เอ่อ...เนยเคยอ่านจากในอินเตอร์เน็ตมันต้องใช้ไขกระดูกจากพี่น้องท้องเดียวกันใช่ไหมคะ แต่เนยเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี้ยวนะคุณหมอมันจะมีวิธีอื่นอีกไหมคะ ” โชติมนต์ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการรักษาด้วยวิธีนี้ แต่เธอเคยอ่านจากอินเตอร์เน็ตคร่าว ๆ ว่าสเต็มเซลล์ที่ดีจะต้องมาจากมีพันธุกรรมเหมือนกันซึ่งก็คือพี่น้องท้องเดียวกันกับรินลดาเท่านั้น
“ ถ้ายังไม่มีสเต็มเซลล์ที่เข้ากันได้ ก็มีอีกทางที่จะรักษาประคองกันไปได้อีกแต่การให้ยาเคมีรักษามันก็ต้องขึ้นอยู่กับร่างกายของเด็กด้วยนะครับ ถ้าร่างกายเขาไม่ต่อต้านก็ไม่มีปัญหาอะไร ”
หมอหนุ่มเสนอทางรักษาอีกทาง แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาประคองกันไปเช่นนี้มันก็จะมีราคาค่างวดที่สูงมากเช่นกัน
“ เอ่อ..มันจะไม่มีปัญหาใช่ไหมคะ”โชติมนต์กลัวเป็นอย่างมากเธอมีแค่รินลดาคนเดียวเท่านั้น
“ หมอจะประเมินร่างกายก่อนให้ยาอยู่แล้วครับไม่ต้องกังวล ”จรรยาบรรณของหมอก่อนจะรักษาก็ย่อมต้องมีการดูสภาพร่างกายของคนไข้เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ซึ่งถ้าร่างกายไม่ไหวหมอก็คงยังไม่ให้ยาเคมีกับคนไข้อย่างแน่นอน
“ ค่ะหมอ คือเนย..เอ่อ..ถ้าเนยจะขอผ่อนจ่ายได้ไหมคะ” หญิงสาวเอ่ยออกไปตรง ๆ คนเป็นแม่เจ็บปวดจนใจแทบจะขาด อยากรักษาลูกให้หายแต่ด้วยเงินบัญชีก็ร่อยหรอลงทุกวันแต่หญิงสาวไม่ท้อหรอกนะไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนเธอก็จะหาเงินมารักษาลูกเธอให้จนได้ และเพราะรินลดาเข้าออกโรงพยาบาลมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วการจะย้ายโรงพยาบาลอื่นของรัฐก็ไม่กล้าเพราะด้วยว่ารักษากับหมอคนนี้มาตั้งแต่แรก เธอจึงมีความเชื่อใจหมอหนุ่มมากกว่าหมอคนอื่น
“ คุณแม่ลองไปคุยกับทางฝ่ายการเงินดูนะครับ แต่ตอนนี้หมอไม่อนุญาตให้กลับบ้านแล้วนะครับ น้องเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เพราะอาการของน้องตอนนี้ความเข้มของเลือดและเม็ดเลือดขาวต่ำอยู่มาก หมอต้องให้น้องอยู่ในห้อง ICU ก่อนนะครับ ” หมอหนุ่มเงยหน้าไปมองหน้าจอคอมพิวเตอร์อีกครั้ง อาการของรินลดาหนักขึ้นเรื่อย ๆ คนเป็นหมอก็อยากจะรักษาให้ได้อย่างเต็มที่ทางเดียวที่ทำได้คือต้องให้แม่เด็กลงไปคุยกับข้างล่างดูก่อน และเขาก็หวังว่าทางโรงพยาบาลจะไม่ใจร้ายกับเด็กจนเกินไปหรอกนะ
“ อะ..ICU..เลยเหรอคะ ” แม้ลูกสาวเธอจะเข้าออกโรงพยาบาลหลายครั้งและเคยนอนในห้องปลอดเชื้อหลายหน แต่โชติมนต์ก็ยังไม่ชินเลยสักนิดทุกครั้งที่ได้ยินคำว่า ICU โชติมนต์ก็นึกหวาดกลัวทุกครั้งตามเข้าใจของคนทั่ว ๆ ไป ICU ก็คือห้องที่รวมผู้ป่วยอาการหนัก ๆ ทั้งนั้น
“ ไม่ต้องตกใจขนาดนั้นครับคุณแม่ ก็เหมือนครั้งก่อนนั่นแหละ จริง ๆห้อง ICU ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดนะ มันก็คือห้องปลอดเชื้อนั่นแหละครับเพื่อกันน้องออกจากห้องปกติที่อาจมีเชื้อโรคเยอะกว่าก็แค่นั้นเองครับ”
หมอหนุ่มยิ้มให้อย่างปลอบใจเขาชินเสียแล้ว ใครๆก็ต่างกลัวห้อง ICU กันทั้งนั้นแต่ไม่ใช่ว่าคนที่เข้าไปนอนห้องนั้นจะต้องมีอันเป็นไปทุกคนเสียเมื่อไรคนที่กลับออกมาอย่างปลอดภัยมีเยอะแยะมากมาย
“ ค่ะ..ถ้าอย่างนั้นเนยจะรีบไปคุยกับที่ห้องการเงินนะคะ”และหลังจากคุยกับหมอเจ้าของไข้ของรินลดาเสร็จ โชติมนต์ก็ต้องลงไปยังห้องการเงิน เพื่อไปคุยเรื่องการขอผ่อนชำระค่ารักษาของลูกสาวเธอและเธอก็หวังว่าเธอจะขอผ่อนชำระได้สำเร็จ
“ ครับ ยังไงมีอะไรให้ช่วยก็บอกมาเลยนะครับ เดี๋ยวหมอจะช่วยพูดให้อีกแรงน้องรินจะได้รีบรักษาโรคนี้มันรักษาหายได้นะครับคุณแม่ไม่ต้องกลัว ”
“ ค่ะหมอ ตอนนี้เนยเข้าไปเยี่ยมลูกได้เลยไหมคะ ”
“ ครับ เชิญเลยครับ คุณแม่ทักมาหาผมได้ตลอดเวลานะครับ มีอะไรสงสัยก็ถามผมได้เลย บอกตรง ๆ ผมก็เอ็นดูน้องรินมาก น้องรินเข้มแข็งมากนะครับ เจ็บแค่ไหนก็ไม่ร้องเลยสักนิด ”
เพราะรักษากันมาตั้งแต่เด็ก ๆ เป็นเรื่องธรรมดาที่หมอหนุ่มจะสนิทกับแม่ลูกคู่นี้ สนิทชนิดที่ว่าหลังเลิกงานก็มีส่งข้อความคุยกันอยู่บ้างเป็นบางครั้ง
“ ขอบคุณค่ะ”
โชติมนต์เดินลงมาคุยกับเจ้าหน้าที่ที่ห้องการเงินที่อยู่ด้านล่าง หญิงสาวเข้าไปคุยสักพักก็ออกมาด้วยสีหน้าที่ไม่ดีเท่าไรนัก ถึงแม้โรงพยาบาลจะให้ผ่อนได้ แต่เธอก็ต้องมีเงินก้อนแรกมาจ่ายก่อนจึงจะรักษาได้ โชติมนต์เดินเข้าไปนั่งร้องไห้เงียบ ๆ ในห้องน้ำ ก่อนจะออกมาล้างหน้าล้างตาและเข้าไปหาลูกสาวเธอที่ห้องปลอดเชื้อ
“ น้องริน เป็นอย่างไรบ้างคะ หนูได้เลือดพี่ ๆ เพิ่มอีกแล้วเหรอคะคนเก่งของแม่ ” โชติมนต์นั่งดูรินลดาหลับอยู่สักครู่ เด็กหญิงก็ลืมตาตื่นขึ้น รินลดาเงยหน้าขึ้นไปมองตามเสาถุงเลือดที่ไหลเข้ามาสู่ร่างกาย เธอชินมันเสียแล้วเพราะเธอถูกให้แบบนี้ประจำมาตลอด
“ จุนแม่ จุนแม่ย้องไห้เหย๋อคะ ”รินลดายกมือน้อย ๆ ขึ้นมาลูบที่แก้มของมารดาตนเอง
“ เปล่านี่คะ แม่ไม่ได้ร้องสักหน่อยน้องรินเข้าใจผิดแล้วค่ะ ”โชติมนต์เอามือจับมือลูกสาวที่อยู่ตรงแก้มมาหอมเบา ๆ อย่างแสนรัก
“ ค่ะ ไม่ย้องกะไม่ย้อง น้อนรินต้องนอนที่นี่กี่วันคะ”รินลดารู้ได้เลยโดยที่ไม่ต้องบอกว่ายังไงเธอก็ต้องได้นอนที่นี่แน่ ๆ
"ต้องถามลุงหมอใจดีนะคะ ถ้าน้องรินแข็งแรงเร็ว ๆ ก็ได้กลับบ้านเร็ว ๆ และต้องทานอาหารให้หมดนะคะรู้ไหม"
"ค่ะ น้อนรินยู้ แต่ว่าน้อนรินเป็นห่วงจุนแม่นี่คะ จุนแม่จานอนกอดใคร อืม!! จุนแม่นอนกอดตุ๊กตาของน้อนรินได้นะคะ เอาพี่กาต่ายมาให้น้อนริน แล้วจุนแม่ก็นอนกอดพี่หมีไปนะ ”เด็กหญิงยกพี่หมีให้มารดาของเธออย่างใจดีแต่พี่กาต่ายสุดที่รักของเธอคงจะให้ไปไม่ได้
“ก็ได้ค่ะ แต่วันนี้น่าจะไม่ทันแล้ว แต่เดี๋ยวนะคะแม่ไลน์ไปหาน้าจอยก่อนเผื่อน้าจอยเข้าไปเอาให้น้องรินได้เนอะ” เพราะอย่างไรจันทร์วาดก็จะต้องมาเยี่ยมรินลดาอยู่แล้ว เธอจึงไหว้วานให้ญาติสาวเข้าไปหยิบตุ๊กตาตัวโปรดมาให้ลูกสาวของเธอ
“ ตกลงค่ะ” รินลดายิ้มออกมาอย่างดีใจ
โชติมนต์ส่งข้อความไปหาจันทร์วาดเพื่อที่จะบอกให้จันทร์วาดนำตุ๊กตากระต่ายของลูกสาวเธอมาให้ จันทร์ตอบตกลงทันที หญิงสาวก็นึกอยู่แล้วว่าอย่างไรหลานสาวเธอก็คงจะต้องได้นอนโรงพยาบาล ความจริงเธอก็อยากจะมาหาหลานเธอตั้งแต่บ่ายพร้อมกับโชติมนต์แต่เธอเป็นแค่น้าเหตุผลการลาก็ไม่หนักแน่นเท่ากับคนเป็นแม่ เมื่อเลิกงานจันทร์วาดก็ให้ราเชนทร์พากลับไปที่บ้านเพื่อจะเอาตุ๊กตาตัวโปรดของหลานสาวเธอมาให้ที่โรงพยาบาลพร้อมกับเธอ
