บทที่ 5 ตอนที่ 3 คนมันซวย
ตอนที่ 3
คนมันซวย
อีกไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์เต็ม เดือนแรกของปีก็จะผันผ่านเข้าสู่ผืนแผ่นปฏิทินใบใหม่ ในค่ำคืนนี้ เพลินตามีนัดเลี้ยงรุ่นกับกลุ่มเพื่อนพ้องสมัยเรียนมัธยมปลาย โดยมีแม่งานใหญ่เป็นถึงอดีตหัวหน้าห้องหนุ่มสุดฮอต ดีกรีทายาทเจ้าของโรงน้ำแข็งรายใหญ่ของจังหวัด สถานที่นัดหมายถูกจัดขึ้น ณ ห้องอาหารส่วนตัวภายในโรงแรมหรูหราซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากพิกัดอพาร์ตเมนต์ของเธอและเหมียวเหมียวมากนัก ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของผู้พบเห็นในยามนี้ จึงเป็นสองร่างของหญิงสาววิญญาณเพื่อนซี้ที่เดินเคียงไหล่สะพายกระเป๋าใบย่อมมาด้วยกัน คนหนึ่งทรวดทรงระหงระย้า ส่วนอีกคนกลับกะทัดรัดน่าเอ็นดู
เรือนร่างโปร่งบางของเพลินตาถูกห่อหุ้มด้วยชุดกระโปรงผ้าชีฟองพลิ้วไหวโทนสีดำสนิท ทว่าตัดสลับด้วยลวดลายบุปผาชาติสีชมพูระเรื่อชวนมอง ด้วยส่วนสูงที่เกือบจะแตะร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร ทำให้เธอไม่จำเป็นต้องพึ่งพาส้นสูงแต่อย่างใด และเมื่อก้าวเดินเคียงคู่ไปกับเพื่อนสนิท หากไม่บอกว่าเป็นเพื่อนร่วมรุ่นเดียวกัน คนทั่วไปก็คงทึกทักเอาได้ง่าย ๆ ว่าเป็นคู่พี่สาวน้องสาวต่างวัย เพราะเหมียวเหมียวเป็นสตรีไซส์มินิที่มีส่วนสูงเพียงหนึ่งร้อยสี่สิบห้าเซนติเมตร รูปร่างอ้อนแอ้นน่ารักน่าฟัด จนบางครั้งเพลินตายังแอบนิยามอีกฝ่ายในใจว่าเป็นลูกแมวหลงทางที่ตนเลี้ยงดูไว้เอาบุญ
หากจะย้อนความไปตั้งแต่วัยคอซอง นิสัยใจคอชอบเปย์ผู้ชายจนหมดเนื้อหมดตัวของเพื่อนรักคนนี้ ไม่มีใครจะรู้ซึ้งไปดีกว่าเธออีกแล้ว ยามใดที่กระเป๋าตังค์ของยัยลูกแมวแฟบสนิท ก็มักจะเป็นเพลินตานี่แหละที่ต้องคอยยื่นมือเข้าจุนเจือ ละลายทรัพย์เป็นค่าอาหารกลางวันเพื่อให้อีกฝ่ายเอาชีวิตรอดไปได้ในแต่ละเดือน หลังจากสองเท้าก้าวสลับเดินทอดน่องมาราวครึ่งชั่วโมง จุดหมายปลายทางอันโอ่อ่าก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
โรงแรมหรูตั้งตระหง่านเป็นตึกสูงระฟ้าหลายสิบชั้น ห้องจัดเลี้ยงส่วนตัวที่ ‘โอ’ หรือ ‘โอภาส’ อดีตหัวหน้าห้องผู้มั่งคั่งได้สำรองเอาไว้ตั้งอยู่บริเวณชั้นสาม ทว่ายังไม่ทันที่สองสาวจะก้าวพ้นบานประตูหมุนของโรงแรม เสียงร้องทักทายอย่างกระตือรือร้นจากเพื่อนเก่าร่วมชั้นหลายคนก็ดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน เนื่องจากกระแสลมด้านนอกค่อนข้างเย็นสบาย ทุกคนจึงเลือกที่จะยืนรวมกลุ่มพูดคุยกันก่อนจะเคลื่อนขบวนเข้าไปด้านใน ดังนั้นเมื่อทักทายปราศรัยกันพอเป็นพิธี เพลินตาและเพื่อนซี้จึงขยับกายหลบมุมไปยืนรับลมอยู่ข้างเสาต้นใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากจุดบริการรับส่งรถของทางโรงแรม
อาจเป็นเพราะพิกัดที่พวกเธอยืนอยู่นั้นสามารถทัศนาวิสัยการเข้าออกของยานพาหนะได้อย่างชัดเจน แม้ไม่ได้ใส่ใจเป็นพิเศษ แต่สายตาของเพลินตารวมถึงเพื่อนคนอื่น ๆ ก็อดไม่ได้ที่จะจับจ้องไปยังรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 คันหรูหราที่เคลื่อนตัวเข้ามาจอดเทียบชานชาลาอย่างนิ่มนวล ก่อนที่พนักงานต้อนรับจะรีบกุลีกุจอเข้าไปทำหน้าที่รับช่วงต่อ ทันใดนั้น ประตูฝั่งคนขับก็ถูกเปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของเจ้าของรถผู้ภูมิฐาน ที่ก้าวลงมาอ้อมเปิดประตูฝั่งผู้โดยสารเพื่อนำทางหญิงสาวสตรีข้างกายให้ก้าวลงมาอย่างทะนุถนอม
“เฮ้ย! ไอ้โอ!”
เสียงร้องทักทายอันคุ้นเคยดังประสานขึ้นจากเพื่อนร่วมชั้นชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ไม่ไกล โอภาสในชุดสูทลำลองดูดีหันมาตามเสียง ก่อนจะคลี่ยิ้มกว้างโบกไม้โบกมือให้พลางกระชับวงแขนจูงมือหญิงสาวดั่งนางพญาข้างกายตรงดิ่งมาทางกลุ่มเพื่อนเก่า บทสนทนาไต่ถามสารทุกข์สุกดิบดำเนินไปตามมารยาทสังคม เพลินตาและเหมียวเหมียวต่างส่งรอยยิ้มพิมพ์ใจและเอ่ยทักทายชายหนุ่มเพียงเล็กน้อย ก่อนที่กองทัพเพื่อนพ้องจะชักชวนกันเยื้องกรายเข้าสู่ภายในตัวอาคาร มุ่งหน้าไปยังห้องอาหารส่วนตัวที่ถูกตกแต่งอย่างวิจิตร
เวลาล่วงเลยไป บรรรากาศการสังสรรค์อบอวลไปด้วยความครื้นเครงและสนุกสนาน รายการอาหารที่โอภาสเลือกสรรมาปรนเปรอเพื่อนฝูงแต่ละจานล้วนมีมูลค่าเหยียบหลักหมื่น ไม่ว่าจะเป็นกุ้งล็อบสเตอร์ตัวโตเนื้อแน่น หรือเนื้อวัวเกรดเอโฟร์นำเข้าส่งตรงจากประเทศญี่ปุ่น ชายหนุ่มล้วนสั่งมาเลี้ยงดูปูเสื่อมิตรสหายเก่าแก่อย่างใจป้ำ ไม่มีทีท่าตระหนี่ถี่เหนียวแม้แต่น้อย
ทว่า... ในระหว่างที่ทุกคนกำลังออกรสออกชาติกับการสรวลเสเฮฮาพลางลิ้มรสเมนูหรูหรา เสียงของหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งนั่งถัดไปไม่ไกลจากเพลินตาก็ดังแทรกขึ้นมากลางวง ท่วงทำนองคำถามของเธอช่างสะดุดหูยิ่งนัก
“ยัยเพลิน... แล้วนี่แกหางานใหม่ได้หรือยังล่ะ?” คนที่เอ่ยปากถามคือ ‘เนตร’ แม้ความสัมพันธ์ระหว่างกันจะไม่ถึงขั้นสนิทชิดเชื้อ แต่ก็จัดอยู่ในทำเนียบคนคุ้นหน้าคุ้นตากันดีตั้งแต่สมัยเรียน
ฉับพลันนั้นเอง สายตาเกือบทุกคู่ในโต๊ะอาหารต่างก็ตับจ้องและหันเหความสนใจมายังร่างของเพลินตาเป็นจุดเดียว วินาทีต่อมาจึงเกิดระลอกคำถามเซ็งแซ่ตามมาเป็นสาย เพื่อนพ้องคนอื่น ๆ ที่ยังไม่เคยระแคะระคายมาก่อนว่าเธอตกงาน ต่างก็ได้รับรู้ความจริงอันน่าตระหนกกัน ณ วินาทีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโอภาส ทันทีที่ชายหนุ่มสดับตรับฟังว่าหญิงสาวอดีตดาวเด่นต้องเผชิญภาวะว่างงานมานานร่วมสามเดือน เขาก็รีบขยับขยายเปลี่ยนที่นั่งกับเพื่อนอีกคนเพื่อพาตัวเองมาทรุดกายนั่งลงใกล้ ๆ เธอทันที ก่อนจะเริ่มเปิดฉากซักไซ้ประวัติและเรื่องราวส่วนตัวของเธอด้วยความกระตือรือร้น
ในค่ำคืนนี้ หากวัดกันที่บารมีและฐานะ คงไม่มีใครหน้าไหนจะมีพาวเวอร์ล้นเหลือไปกว่าทายาทโรงน้ำแข็งคนนี้อีกแล้ว เมื่อทุกคนเห็นชายหนุ่มก้าวเข้ามาแสดงบทบาทผู้ทรงความรู้ คอยให้คำแนะนำแก่เพลินตาเกี่ยวกับตำแหน่งงานว่างในบริษัทชั้นนำต่าง ๆ มิตรสหายคนอื่น ๆ ที่คิดจะขยับเข้ามาเสวนาด้วยจึงพากันล่าถอย หันไปจับกลุ่มคุยกับเพื่อนข้างกายแทนอย่างรู้มารยาท จนกระทั่งเวลาหมุนผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมงเต็ม เพลินตาเริ่มรู้สึกข้าศึกบุกขยับกายนึกปวดเบาขึ้นมา จึงสะกิดชวนเหมียวเหมียวให้ลุกเดินไปเข้าสุขาด้วยกัน
ภายในห้องน้ำหญิงอันหรูหราสะอาดตา...
“สมน้ำหน้าชะมัด... ถ้าตอนนั้นยัยเพลินมันฉลาดพอที่จะเลือกคว้าไอ้โอไว้แต่แรก ป่านนี้คงสุขสบายเป็นคุณนายไปแล้ว ไม่ต้องมาตกระกำลำบากเป็นแค่เซลล์ขายรถต๊อกต๋อยอย่างทุกวันนี้หรอก”
“แหม... แกเห็นสีหน้ายัยนั่นตอนที่ยัยฟ้าเดินควงแขนไอ้โอลงมาจากซีรี่ส์เจ็ดหรือเปล่าล่ะ? ฉันเห็นแล้วยังลอบขำในใจจนท้องคัดท้องแข็งเลยแก”
เสียงหัวเราะคิกคักประสานเสียงกันอย่างสนุกปากดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท ณ ห้องสุขาคูหาด้านในสุด เพลินตาคาดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าเพียงแค่เธอเลือกที่จะปลดทุกข์นานกว่าปกติสักหน่อย จะมีอันต้องบังเอิญมาได้ยินบุคคลอื่นกำลังตั้งวงนินทาเรื่องราวของตนเองอย่างออกรส อันที่จริงภารกิจส่วนตัวของเธอนั้นเสร็จสิ้นลงแล้ว ทว่าไม่รู้ว่าเป็นคราวเคราะห์หรือความซวยซ้ำซ้อนประการใด ประจำเดือนของเธอดันมาเยือนอย่างพอดิบพอดีในนาทีนี้ หญิงสาวจึงตะโกนบอกให้เหมียวเหมียวล่วงหน้ากลับไปที่งานเลี้ยงก่อน ส่วนตัวเองก็จัดการหันหลังกลับเข้าคูหาเดิมเพื่อสวมใส่ปราการแผ่นซับซับส่งท้าย
แม้จะไม่ได้เห็นหน้าค่าตาผ่านม่านประตูกั้น ทว่ากระแสเสียงของสองสตรีที่กำลังละเลงเครื่องสำอางอยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่นั้น เพลินตาจดจำได้อย่างแม่นยำทีเดียว แต่น่าแปลกที่เธอกลับไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองหรือโมโหโกรธาจนควันออกหูตรงกันข้าม หญิงสาวกลับทรุดกายนั่งลงบนฝาชักโครกอย่างใจเย็น ตั้งอกตั้งใจเงี่ยหูฟังว่าอีกฝ่ายจะขุดเรื่องราวอะไรมาวิพากษ์วิจารณ์เธออีกบ้าง ฟังไปฟังมาได้สักพัก ในหัวสมองก็อดตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้ว่า...
‘นี่ฉันไปแสดงสีหน้าอาลัยอาวรณ์ เสียดายผู้ชายตอนไหนกันฮะ?’
ความทรงจำอันเลือนรางแจ่มชัดว่า ยามที่โอภาสขับรถยนต์คันหรูหราเข้ามาเทียบจอด เธอก็แค่ปัดสายตามองผ่านตามสัญชาตญาณเพียงแวบเดียวเท่านั้น แถมในตอนนั้นยังไม่รู้เหนือรู้ใต้ด้วยซ้ำว่านั่นคือยานพาหนะของอดีตหัวหน้าห้อง หญิงสาวแอบบ่นอุบในใจ ‘คนเราเห็นรถหรูดีไซน์สวยแล้วจะหันมองสักนิดมันผิดมหันต์ตรงไหนกัน?’ จากนั้นเธอก็พยายามเค้นสมองตรึกตรองดูอีกรอบ ว่าในจังหวะที่หัวหน้าห้องหนุ่มจูงมือ ‘ฟ้า’ แฟนสาวคนปัจจุบันก้าวลงจากรถ เธอได้เผลอแสดงสีหน้าพ่ายแพ้โศกเศร้าออกมาบ้างหรือไม่ ปรากฏว่า... ‘ก็ไม่มีสักนิดนี่นา’
เพลินตาพรูลมหายใจยาวเหยียดด้วยความรู้สึกเหนื่อยหน่ายระอาใจต่อบุคคลภายนอกเหล่านั้น ทว่าก็ไม่สามารถทำสิ่งใดได้นอกเสียจากนั่งสงบจิตสงบใจรอคอยให้เสียงจิกกัดเหล่านั้นเงียบหายไปตามกาลเวลา อันที่จริง มิตรสหายร่วมสิบชีวิตที่กำลังร่ำสุราอาหารกันอยู่ในห้องส่วนตัว ต่างก็รับรู้ปูมหลังในอดีตกันถ้วนหน้า จริงอยู่ที่โอภาสเคยเพียรพยายามตามตื้อตามจีบเธออยู่พักใหญ่ แต่มันก็นานมาหลายปีดีดักแล้ว แแถมเธอยังตัดสัมพันธ์และแสดงเจตนารมณ์ชัดเจนตั้งแต่วันแรกที่ถูกสารภาพรัก ดังนั้น นอกเหนือจากสถานะความเป็นเพื่อนร่วมรุ่น เธอมั่นใจอย่างเต็มร้อยว่าตนเองไม่เคยมีความรู้สึกส่วนตัวเกินเลยกับเขาแม้แต่กระผีกริ้น
ไม่ว่าจะในอดีต... หรือปัจจุบันอันเป็นอยู่นี้ก็ตาม
เนิ่นนานจนกระทั่งเสียงรองเท้าส้นสูงย่ำจากไป และมั่นใจว่าไม่มีสิ่งชีวิตใดหลงเหลืออยู่ในห้องน้ำแล้ว เพลินตาจึงค่อย ๆ หิ้วกระเป๋าใบเล็กคู่กายก้าวเดินออกมา ทว่า... สัจธรรมที่ว่ายามคนเราจะดวงตก ความซวยครั้งที่หนึ่งมักจะจูงมือความซวยครั้งที่สองตามมาติด ๆ ราวกับเงาตามตัวนั้น เห็นทีท่าจะเป็นเรื่องจริง
ในจังหวะที่เรียวขาคู่สวยกำลังก้าวเลี้ยวออกจากมุมประตูทางเข้าห้องน้ำหญิง ร่างของเธอก็พลันปะทะเข้ากับร่างของหญิงสาวอีกคนหนึ่งที่กำลังสวนเข้ามาอย่างจัง!
“โอ๊ย!... ขอโทษค่ะ” เพลินตารีบละล่ำละลักเอ่ยคำขออภัยออกไปตามสัญชาตญาณ โดยที่สายตายังไม่ทันได้ช้อนขึ้นมองว่าคู่กรณีตรงหน้าคือผู้ใด
“นี่เธอตาบอดหรือไง! หัดหูไวตาไวระวังหน่อยสิ กระเป๋าแบรนด์เนมใบนี้ของฉัน มูลค่ามันอาจจะมากกว่าค่าตัวทั้งชีวิตของเธอรวมกันเสียอีกนะ!”
กระแสเสียงจิกกัดแหลมสูงอันคุ้นหูฉุดรั้งให้เพลินตาต้องตวัดสายตาขึ้นมอง และเมื่อภาพตรงหน้าแจ่มชัด หญิงสาวจึงได้รู้ซึ้งว่าบุคคลที่เธอเพิ่งเดินชนเข้าเต็มเปาคือใคร ก่อนที่เธอจะลอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ ด้วยความระอา แล้วขยับริมฝีปากเอ่ยคำขอโทษซ้ำอีกครั้งอย่างแกน ๆ
