บทที่ 8 ตอนที่ 6 ค่าเสียหาย

ตอนที่ 6:

ค่าเสียหาย

นับตั้งแต่เดือนก่อน... ยามที่ผู้เป็นมารดาเริ่มเปิดฉากยัดเยียดสตรีมากหน้าหลายตาเข้ามาในอาณาจักรส่วนตัว เอกภพยังไม่เคยพบพานผู้หญิงคนไหนที่ริอ่านโวยวายแหกปากได้เสียงดังลั่นสนั่นห้องขนาดนี้ ซ้ำร้ายท่วงท่าการดิ้นรนขัดขืนของเธอในยามที่ถูกสมุนมือดีของเขาช้อนอุ้มออกจากห้องนอนก็ช่างดูทุลักทุเลและวุ่นวายสิ้นดี อันที่จริง ชายหนุ่มผู้ไร้หัวใจย่อมไม่คิดที่จะเสียเวลาปัดสายตาใส่ใจ เขาเตรียมจะก้าวเท้าขึ้นสู่บันไดวนชั้นสองอยู่แล้ว ทว่าสัญชาตญาณบางอย่างกลับฉุดรั้งให้เขาต้องเหลียวหลังกลับมาทัศนาดูความโกลาหลนั้นอีกครา

เสี้ยวพริบตานั้นเอง... ปอยผมยุ่งเหยิงที่เคยแผ่ปกคลุมบดบังใบหน้าเนียนของเพลินตากลับสะบัดเปิดออก ส่งผลให้หว่างคิ้วเข้มของศัลยแพทย์หนุ่มกระตุกวูบ สายตาคมกริบฉายแววสะดุดใจเพราะรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาใบหน้านี้อยู่ไม่น้อย

“เดี๋ยวก่อน... วางเธอลงซะ”

เอกภพที่ยืนปักหลักอยู่กึ่งกลางขั้นบันไดเอ่ยปากสั่งการด้วยน้ำเสียงเรียบต่ำ ทันทีที่ร่างบางถูกปล่อยให้เป็นอิสระและสองเท้าแตะพื้น เพลินตาก็ราวกับคนสูญเสียสติสัมปชัญญะ เธอรีบถลาลมวิ่งดิ่งตรงไปหยิบมีดทำครัวคมกริบตรงเคาน์เตอร์ครัวมาถือมั่น ภาพการกระทำอันอุกอาจนั้นล้วนตกอยู่ในสายตาของบุรุษผู้ทรงอิทธิพลเหนือกฎหมายและบอดี้การ์ดทุกคนในห้อง เพียงแต่เมื่อเห็นเจ้านายใหญ่ยังคงนิ่งเฉยและไม่ได้ออกคำสั่งเฉียบขาดอันใด บรรดาลูกน้องเดนตายจึงทำเพียงปัดสายตามองหญิงสาวนิ่ง ๆ โดยไม่มีใครขยับเขยื้อนกายแม้แต่ตารางนิ้วเดียว

เรียวปากหยักของชายหนุ่มจุดรอยยิ้มร้ายตรงมุมปาก... เขานึกออกแล้วว่าเคยพบเจอสตรีใจกล้าคนนี้ที่ไหน ฉับพลันนั้น ยามเห็นเธอถืออาวุธมีดในมือ ความนึกสนุกและเคลือบแคลงสงสัยก็ผุดขึ้นมาในมโนสำนึก เอกภพยกฝ่ามือขึ้นเล็กน้อยเป็นสัญญาณให้ลูกน้องค่อย ๆ ขยับกายรุกคืบเข้าใกล้หญิงสาว เขาต้องการจะรับชมว่าเธอจะงัดไม้ไหนออกมาสู้

ชายหนุ่มลอบคาดการณ์ผลลัพธ์ไว้สองแนวทาง

หนึ่ง... เธออาจจะยอมลดอาวุธในมือลงแต่โดยดี และยอมโอนอ่อนผ่อนตามไม่ว่าพวกเราคิดจะจัดการสิ่งใดกับเธอ ทั้งหมดก็เพื่อรักษาชีวิตรอดตามสัญชาตญาณ

สอง... เธออาจจะเลือกสู้ยิบตาแบบไม่กลัวตาย โถมกายเข้าแทงลูกน้องของเขาอย่างบ้าคลั่ง แม้ในใจจะตระหนักดีว่าสรีระและกำลังวังชาไม่มีทางเทียบเคียงได้ก็ตาม

ทว่าไม่ว่าจะเลือกเส้นทางไหน เอกภพล้วนไม่นำพาการกระทำเหล่านั้นมาใส่ใจ นั่นเพราะผู้ติดตามทุกคนในห้องนี้ล้วนเป็นอดีตทหารหน่วยซีลชั้นยอดที่ผ่านการเคี่ยวกรำมาจากกองทัพ ต่อให้พวกมันแผ่ออกยืนรับแรงกระแทกจากมีดทำครัวเล่มเล็กที่หญิงสาวถืออยู่ตรง ๆ ก็ใช่ว่าจะสามารถแทงทะลุจุดสำคัญจนถึงแก่ชีวิตได้

นัยน์ตาคมปลาบของชายหนุ่มฉายประกายแห่งความกระหยิ่มใจ ทว่าเหตุการณ์ไม่คาดฝันกลับอุบัติขึ้น เมื่อเพลินตาเลือกที่จะกระทำสิ่งที่เหนือความคาดหมายของทุกคนไปไกลโข

แชะ!

เสียงชัตเตอร์จากสมาร์ตโฟนดังขึ้นพร้อมกับแสงแฟลชที่สว่างวาบสะท้อนวาบเข้าตา ก่อนที่กระแสเสียงสั่นเครือทว่าเด็ดเดี่ยวของหญิงสาวจะแผดกร้าวขู่สำทับ:

“ถ้าพวกแกขยับเข้ามาหาฉันอีกแม้แต่ก้าวเดียว... ฉันจะฆ่าตัวตายให้ดูตรงนี้แหละ!”

ในจังหวะที่ป่าวร้อง เพลินตาก็ตวัดคมมีดทำครัวกลับมาจ่อเข้าที่บริเวณคอหอยของตนเองอย่างน่าหวาดเสียว ส่วนมืออีกข้างก็รัวกดส่งรูปภาพลึกลับผ่านหน้าจอ ซึ่งแน่นอนว่ากองกำลังของเอกภพย่อมไม่มีวันล่วงรู้ได้เลยว่ารูปใบหน้าของพวกมันถูกส่งต่อไปยังปลายสายของใคร ทันทีที่ปลายนิ้วกดส่งข้อมูลเสร็จสิ้น เพลินตาก็ขว้างสมาร์ตโฟนเครื่องนั้นลงกระแทกพื้นซีเมนต์อย่างสุดแรงจนหน้าจอแตกกระจายละเอียดเป็นเศษเล็กเศษน้อย!

รอยยิ้มกริ่มบนใบหน้าของเอกภพพลันแข็งค้าง ชายหนุ่มแทบจะอ้าปากค้างกับความใจเด็ดของเธอ ทว่าคนที่ตกตะลึงจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่างกลับเป็นบอดี้การ์ดคนสนิทที่ลงมืออุ้มเพลินตาออกมาจากห้องนอน หมอนั่นลอบสบถขู่ในใจด้วยความฉิบหายวาบ เพราะนึกไม่ถึงเลยว่าในระหว่างที่เขาใช้พละกำลังควบคุมร่างของเธอ หญิงสาวจะแอบฉวยโอกาสคว้าสมาร์ตโฟนติดมือมาด้วยตั้งแต่ตอนไหน

“...”

บรรยากาศภายในห้องพักพลันแปรเปลี่ยนเป็นความเลิ่กลั่กของเหล่ายอดฝีมือ ทว่าเพียงไม่นาน กระแสเสียงหัวเราะในลำคอของชายหนุ่มผู้ยืนตระหง่านอยู่บนขั้นบันไดก็ดังทำลายความเงียบ เขาอดที่จะอมยิ้มไม่ได้เมื่อคิดไม่ถึงว่าสตรีร่างเล็กบางตรงหน้าจะหาวิธีการเอาชีวิตรอดได้ชาญฉลาดและบ้าบิ่นถึงเพียงนี้

เรื่องราวบานปลายมาถึงขั้นนี้ หากเธอเกิดสิ้นชีพตักษัยขึ้นมาภายในอาณาเขตของเขา พวกเขาคงไม่พ้นต้องถูกตราหน้าและดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันฆาตกรรม ชั่วอึดใจหนึ่งเอกภพเริ่มเกรงว่าหญิงสาวจะพลั้งมือปาดคอตัวเองขึ้นมาจริง ๆ เขาจึงโบกมือสะบัดไล่ให้ลูกน้องทั้งหมดไสหัวออกจากห้องไป ก่อนจะตวัดสายตาเรียบเฉยเอ่ยสั่งการ:

“เอามีดไปเก็บไว้ที่เดิม... แล้วก็กลับเข้าห้องไปนอนซะ พรุ่งนี้ฉันอยากกินโจ๊กหมูร้อน ๆ มีร้านอร่อยตั้งอยู่หลังคอนโดมิเนียมตรงซอยสอง ไปจัดการซื้อมาให้ฉันก่อนเวลาหกโมงเช้าด้วยล่ะ”

สิ้นประโยคอันราบเรียบ ชายหนุ่มก็หมุนกายเดินทอดน่องขึ้นสู่ห้องนอนของตนเองหน้าตาเฉย ราวกับเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อครู่เป็นเพียงสายลมที่พัดผ่าน

ครานี้กลับเป็นเพลินตาเองที่ต้องยืนเบิกตากว้างอ้าปากค้างด้วยความงุนงง บริเวณนวลแก้มเนียนยังคงเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาที่ยังไม่แห้งเหือด เธอสะอึกสะอื้นอยู่สองสามครา ทว่ายังไม่ทันได้เอื้อนเอ่ยประโยคใดโต้ตอบ ก็พบว่าภายในห้องโถงกว้างเหลือเพียงตัวเธอคนเดียวที่ยืนถือมีดทำครัวจ่อคอหอยตนเองอยู่อย่างโดดเดี่ยว

เพลินตารู้สึกสับสนมึนตงเป็นอย่างยิ่ง ทว่าเมื่อสมองเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้... คอนโดมิเนียมหรูหราแห่งนี้มีระบบการรักษาความปลอดภัยที่หนาแน่นขั้นสุด มีทั้งเจ้าหน้าที่ รปภ. คอยตรวจตราประจำชั้น ซ้ำร้ายยังต้องผ่านระบบคีย์การ์ดและรหัสผ่านสแกนใบหน้าถึงสองชั้น ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่คนนอกหรือกลุ่มมิจฉาชีพจะสามารถเล็ดลอดเข้ามาภายในได้ง่ายดายถึงเพียงนี้ ดังนั้น เจ้าบ้าหน้าตายคนเมื่อครู่... ต้องเป็นเจ้านายคนใหม่ของเธออย่างไม่ต้องสงสัย

ก่อนที่หญิงสาวจะหมุนกายเดินกลับเข้าสู่ห้องนอน เธอก็ไม่ลืมที่จะก้มลงหยิบเศษซากสมาร์ตโฟนที่พังเสียหายขึ้นมาด้วย อันที่จริง ความตั้งใจแรกของเธอคือการถ่ายภาพใบหน้าอันโหดเหี้ยมของพวกมันส่งไปให้เหมียวเหมียวเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน ทว่าเพราะเกรงว่าชายฉกรรจ์ผู้น่ากลัวเหล่านั้นจะเข้ามาแย่งชิงและลบรูปทิ้ง เธอจึงเลือกที่จะฟาดมันลงพื้นให้พังยับเยินไปเสียเอง ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม

ภายในห้องนอนอันอบอุ่นของเพลินตา...

ทันทีที่ผลักบานประตูเข้ามาด้านใน หญิงสาวก็รีบจัดการลงกลอนล็อกประตูทุกจุดอย่างแน่นหนา ทว่าความหวาดระแวงยังไม่หมดสิ้น เธอถึงขั้นออกแรงดันโต๊ะเครื่องแป้งตัวใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปให้เคลื่อนมาบดบังและยันประตูเอาไว้ จากนั้นจึงค่อยปีนกลับขึ้นไปบนเตียงหนานุ่ม ซุกตัวเข้าใต้ผืนผ้าห่มผืนหนาตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนที่ในเวลาต่อมา เสียงร่ำไห้สะอื้นไห้อย่างขวัญเสียจะค่อย ๆ เล็ดลอดแผ่วเบาออกมาจากใต้ผ้าผืนนั้น

หญิงสาวปล่อยให้น้ำตาไหลรินเนิ่นนานเท่าใดไม่ทราบได้ นั่นเพราะเหตุการณ์เมื่อครู่สร้างความหวาดกลัวและสั่นประสาทให้แก่เธออย่างที่สุด ตั้งแต่ลืมตาดูโลกมา เพลินตาไม่เคยสัมผัสกับความรู้สึกเฉียดตายและน่าครั่นคร้ามขนาดนี้มาก่อน เธอร้องไห้โฮจนเรือนร่างสั่นเทิ้ม ก่อนจะเหนื่อยล้าและผล็อบหลับไปโดยไม่รู้ตัว

รุ่งอรุณวันใหม่... เข็มนาฬิกาชี้บอกเวลาหกโมงตรงพอดี

ยามที่เอกภพสาวเท้าก้าวเดินลงมาจากบันไดวน สายตาของเขาก็ปะทะเข้ากับชามโจ๊กหมูเครื่องแน่นที่มีควันกรุ่นลอยฉุยโชยกลิ่นหอมวางสแตนด์บายอยู่บนโต๊ะอาหาร เรียวปากหยักจุดรอยยิ้มบางยามนึกถึงใบหน้าตื่นตระหนกของหญิงสาวเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา ทว่าเมื่อเขากวาดสายตามองหาคนทำรอบกาย กลับไร้เงาร่างของสตรีที่กำลังนึกถึง เนื่องจากมีภารกิจผ่าตัดด่วนในช่วงเช้า เอกภพจึงรีบทิ้งตัวลงนั่งและเริ่มลงมือรับประทาน ชายหนุ่มละเลียดตักอาหารเข้าปากอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าดูสุขุมและราบเรียบราวกับไม่ได้มีเรื่องร้อนรนอันใด

ทว่าเมื่อกินไปได้เกือบค่อนชาม เสียงฝีเท้าเบา ๆ ก็ดังใกล้เข้ามา เอกภพไม่ได้แม้แต่จะหันไปปัดสายตามอง เขายังคงตักโจ๊กเข้าปากพลางไล่สายตาอ่านข่าวสารในสมาร์ตโฟนขัดตาทัพ จนกระทั่งมองเห็นมือน้อย ๆ ของใครบางคนยื่นเข้ามาหยุดนิ่งอยู่ข้างกาย

ชายหนุ่มจึงละสายตาหันไปมอง พร้อมกับเลิกคิ้วสูงเป็นเชิงตั้งคำถาม

“ขอเบิกค่าเสียหายค่ะ”

เพลินตาเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับให้ราบเรียบและใจกล้า เอกภพจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยของหญิงสาว และเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามันบวมช้ำและแดงก่ำจากการผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักหน่วงดั่งคาด

“ค่าเสียหายอะไร?” ชายหนุ่มย้อนถามเสียงนุ่ม ก่อนจะหันกลับไปสนใจชามโจ๊กตรงหน้าต่อ

“ค่าสมาร์ตโฟนของฉันที่พังยับเยิน... แล้วก็ค่าทำขวัญที่ฉันต้องตื่นตกใจกลัวจนแทบเสียสติเมื่อคืนนี้ค่ะ เออ...รวมถึงค่าเสียหายที่ลูกน้องของคุณริอ่านมาลวนลามแตะต้องเนื้อตัวของฉันด้วยนะคะ!”

ลวนลามงั้นหรือ? ฉับพลันนั้น ชายหนุ่มก็บังเกิดความหงุดหงิดสายหนึ่งแล่นพล่านขึ้นมาในอกยามได้ยินคำแสบหู เขาตวัดสายตาคมกริบกลับมาจ้องหน้าเธอเขม็ง ก่อนจะถามเสียงเข้มว่าสมุนของตนไปทำเรื่องต่ำทรามลวนลามเธอตั้งแต่เมื่อไหร่

“จะตอนไหนก็ช่างเถอะค่ะ เอาเป็นว่าลูกน้องของคุณเข้ามาถูกเนื้อต้องตัวฉันโดยที่ฉันไม่ยินยอม และฉันถือว่านั่นคือพฤติกรรมการล่วงละเมิดทางเพศค่ะ!”

คิ้วเข้มของเอกภพกระตุกวูบทันที ในสมองลอบหวนนึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อคืนยามที่เขาออกคำสั่งเด็ดขาดให้บอดี้การ์ดคนสนิทช้อนอุ้มร่างของเธอออกจากห้องนอน ชายหนุ่มคิดในใจด้วยความเคลือบแคลง: ‘หรือว่าไอ้อาคมมันจะแอบฉวยโอกาสแตะต้องของสงวนของยัยนี่จริง ๆ?’

“...”

ใครจะคาดคิดว่า นิยามคำว่า ‘ล่วงละเมิดทางเพศ’ ในจิตสำนึกของเพลินตาและในหัวของเอกภพนั้นจะแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ดังนั้นในสมองของทั้งสองฝ่ายในยามนี้ จึงเตลิดเปิดเปิงและตีความไปคนละทิศคนละทาง

เหนือโต๊ะอาหารอันเงียบสงัด ชายหนุ่มเห็นหญิงสาวยังคงยืนปักหลักแบมือเรียกร้องความรับผิดชอบอย่างกดดัน ใบหน้าหล่อเหลายังคงเรียบเฉยไร้ความรู้สึก ยามเมื่อเขารับประทานโจ๊กในชามจนหมดสิ้น จึงชี้ปลายนิ้วขึ้นไปยังห้องนอนใหญ่ของตนเองบนชั้นสอง พร้อมกับออกคำสั่งเสียงนุ่ม:

“บนหัวเตียงในห้องนอนของฉันมีกระเป๋าหนังสีดำวางอยู่... ไปหยิบมันลงมาให้ฉันที”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เพลินตาก็ไม่คิดจะเสียเวลา ขาเรียวยาวภายใต้กางเกงวอร์มเนื้อหนาก็ก้าวฉับ ๆ ย่ำเท้าขึ้นบันไดวนไปในทันที เพียงไม่นานเธอก็เดินกลับลงมาพร้อมกับยื่นกระเป๋าสตางค์หนังแท้ส่งให้แก่เขา

ในใจของหญิงสาว คาดเดาว่าเขาคงจะควักธนบัตรเงินสดชดเชยให้ตามระเบียบ ดังนั้นเธอจึงชิงเอ่ยรวบรัดตัดความขึ้นมาก่อน:

“รวมค่าเสียหายและค่าโทรศัพท์เครื่องใหม่ทั้งหมด... เป็นเงินหนึ่งหมื่นห้าพันบาทถ้วนค่ะ”

อันที่จริง สมาร์ตโฟนเครื่องเดิมของเธอเป็นเพียงแบรนด์จีนราคาย่อมเยาไม่กี่พันบาท ดังนั้น การเรียกเก็บเงินจำนวนหนึ่งหมื่นห้าพันบาท เพลินตาจึงทึกทักเอาเองในใจว่าตนเองได้รับกำไรและค่าทำขวัญมามากโขแล้ว ทว่าในระหว่างที่หญิงสาวกำลังยืนรอคอยเงินสดอย่างใจจดใจจ่อ ชายหนุ่มตรงหน้ากลับทำเพียงหยิบบัตรพลาสติกสีดำขลับใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋า ก่อนจะโยนมันลงบนโต๊ะอาหารอย่างไม่ใส่ใจ ซ้ำยังเอ่ยประโยคราบเรียบตามมาว่า:

“อยากได้เท่าไหร่... ก็เอาบัตรใบนี้ไปรูดจัดการเอาเองแล้วกัน”

เพลินตาขมวดคิ้วมุ่นพลางลอบคิดในใจด้วยความเหนื่อยอ่อน: ‘บัตรเครดิตอีกแล้วงั้นเหรอ?’

ก้าวเท้าเข้ามาทำงานเป็นแม่บ้านได้ไม่กี่วัน ในกระเป๋าของเธอกลับมีบัตรเครดิตหรูหราสีดำทมิฬซุกซ่อนอยู่ถึงสองใบเข้าไปแล้ว

เวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปจนกระทั่งถึงเวลาสองทุ่มตรง...

ยามที่เอกภพเดินทางกลับมาจากโรงพยาบาลและก้าวเท้าเข้าสู่ห้องพัก เขาก็พบว่าบนโต๊ะอาหารตัวเดิมมีบัตรเครดิตสีดำที่เขาเคยโยนให้เมื่อเช้าวางสงบนิ่งอยู่พอมองเลยไปยังบริเวณเคาน์เตอร์ห้องครัว ก็เห็นร่างบางของแม่บ้านสาวกำลังขะมักเขม้นจัดเตรียมสำรับอาหารค่ำอยู่ ชายหนุ่มจึงเอ่ยปากถามเสียงเรียบว่าเหตุใดจึงนำบัตรมาวางทิ้งไว้ตรงนี้

เพลินตาละมือจากงานตรงหน้า ก่อนจะหันมาตอบเสียงใสว่า: “ก็รอให้คุณกลับมาเก็บมันคืนไปไงคะ”

“...”

เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ท่าทางการโยนบัตรเครดิตให้เธอตรงหน้าโต๊ะอาหารนั้น ในสายตาของเพลินตามันช่างดูละหม้ายคล้ายคลึงกับพฤติกรรมการเปย์เงินเลี้ยงดู ‘อีหนู’ หรือหญิงบำเรอไม่มีผิดเพี้ยน ทั้ง ๆ ที่เม็ดเงินจำนวนนั้นมันคือค่าเสียหายตามชอบธรรมที่เธอสมควรได้รับ ดังนั้น หลังจากที่เธอเดินทางไปจัดการถอนเงินสดจำนวนหนึ่งหมื่นห้าพันบาทออกมาจากตู้เอทีเอ็มเสร็จสิ้น เธอจึงเลือกที่จะโยนบัตรใบนั้นคืนกลับไว้ที่เดิมเพื่อกู้ศักดิ์ศรีคืนมา

โยนมาโยนกลับ... ไม่โกงกันอยู่แล้ว

แน่นอนว่าบุรุษผู้เพียบพร้อมด้วยอภิสิทธิ์ชนอย่างเอกภพย่อมไม่มีวันเข้าถึงอาการคิดเล็กคิดน้อยหรือศักดิ์ศรีอันกินไม่ได้ของหญิงสาว ชายหนุ่มทำเพียงเก็บบัตรเครดิตเข้าซองหนังตามเดิม ก่อนจะทรุดกายนั่งรับประทานอาหารมื้อค่ำและแยกย้ายเข้าสู่นิทราตามวิถีชีวิตปกติ และวันเวลาของคนทั้งคู่ก็ดำเนินผ่านไปในลักษณะเช่นนี้เอง

นอกเหนือจากเหตุการณ์ระทึกขวัญสั่นประสาทในค่ำคืนแรกที่ได้พานพบกัน เพลินตาพลันค้นพบว่าการทำหน้าที่เป็นแม่บ้านส่วนตัวให้แก่เขาก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เคยหวาดหวั่น ค่าใช้จ่ายด้านการกินอยู่และของใช้ทั้งหมดล้วนรูดจ่ายด้วยวงเงินมหาศาลของอดีตคุณหญิงดรุณ ซ้ำร้ายตัวผู้เป็นเจ้านายยังเป็นบุรุษประเภทเสือยิ้มยากที่นิยมความเงียบสงัด ในแต่ละวันเธอมีโอกาสได้เผชิญหน้ากับเขาเพียงแค่ช่วงเช้าตรู่และค่ำมืดเท่านั้น จนกระทั่งเวลาล่วงเลยจนครบกำหนดหนึ่งเดือนเต็ม เสียงสัญญาณแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันธนาคารก็ดังขึ้น พร้อมกับตัวเลขยอดเงินโอนเข้าบัญชีจำนวนสามหมื่นบาทถ้วน

เม็ดเงินรายได้ถูกสะสมไว้เต็มจำนวนโดยไม่มีรอยรั่วไหล หญิงสาวบังเกิดความปรีดาปราโมทย์เป็นที่สุด หากลองหักลบกลบหนี้และวัดกันที่จำนวนเงินเก็บสุทธิ ภาระงานแม่บ้านในยามนี้กลับช่วยให้เธอมีเงินเก็บออมมากกว่ายามที่ต้องตรากตรำเป็นเซลล์ขายรถยนต์เสียอีก

ทว่า... บุคคลที่แสดงอาการลิงโลดและเปี่ยมสุขที่สุดกลับไม่ใช่ตัวของเพลินตาเอง

ณ คฤหาสน์ตระกูลวัชโรกุลอันโอ่อ่ากว้างขวาง...

คุณหญิงดรุณไม่เคยนึกฝันหรือจินตนาการมาก่อนเลยว่า ในที่สุด แผนการและสิ่งที่เธอเฝ้ารอคอยมานานนับสิบกว่าปีจะประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เพราะยามนี้เธอสามารถทลายกำแพงเหล็ก นำพาให้บุตรชายหัวขัตติยะผู้แสนเย็นชาขยับเข้าใกล้และยินยอมใช้ชีวิตร่วมชายคาเดียวกับสตรีได้สำเร็จแล้ว

นับตั้งแต่ช่วงวัยคอซองสมัยเรียนมัธยม สตรีผู้สูงศักดิ์มักจะถูกความหวาดวิตกเกาะกุมจิตใจอยู่ตลอดเวลาว่า บุตรชายคนโตของเธอจะมีรสนิยมเบี่ยงเบนทางเพศหรือนิยมรักร่วมเพศ นั่นเพราะเอกภพไม่เคยมีประวัติความรักหรือเฉียดกรายเข้าใกล้สตรีหน้าไหนเลยแม้แต่ครั้งเดียว วัน ๆ เขาเอาแต่หมกตัวทำกิจกรรมอยู่ท่ามกลางกลุ่มมิตรสหายชายฉกรรจ์ ในคราแรกเธอแอบปลอบใจตนเองว่าเขายังเยาว์วัยเกินกว่าจะริรักชอบพอกับเพศตรงข้าม

ทว่าเมื่อเขาขยับเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ความหวาดกลัวในอกของคุณหญิงดรุณกลับยิ่งทวีความรุนแรงและหยั่งรากลึก เพราะจนกระทั่งสำเร็จการศึกษา เขาก็ยังไม่เคยพาสตรีคนใดมากราบไหว้หรือแนะนำให้คนในตระกูลรู้จักเลยสักราย ความระแวงส่งผลให้เธอถึงขั้นส่งสายสืบมือดีออกไปแกะรอยตามล่าความจริง จนกระทั่งได้รับรายงานอันน่าตระหนกขวัญว่า บุตรชายคนโตของตระกูลไม่เคยผ่านการหลับนอนหรือมีสัมพันธ์สวาทกับสตรีหน้าไหนเลยแม้แต่ครั้งเดียวในชีวิต

“...”

พฤติกรรมเช่นนี้นับว่าผิดแผกและแปลกประหลาดเกินกว่าวิสัยปุถุชนทั่วไปจะพึงมี คุณหญิงดรุณแทบจะช็อกตาตั้งยามได้รับรู้ความจริงว่า บุตรชายผู้เพียบพร้อมที่มีอายุล่วงเลยถึงยี่สิบเอ็ดปีบริบูรณ์ยังคงถือครองความซื่อสัตย์ไร้เดียงสาในเรื่องกามารมณ์ ต่อให้เจ้าตัวจะไม่ปรารถนาผูกมัดมีพันธะผูกพันกับใคร ทว่าตามธรรมชาติของบุรุษเพศย่อมต้องมีการปลดปล่อยอารมณ์ดิบทางกามารมณ์ออกมาบ้าง ยิ่งเมื่อพินิจถึงรูปโฉมที่หล่อเหลาปานเทพบุตรและฐานะความมั่งคั่งอันล้นฟ้า การที่เขาจะสามารถรักษาความบริสุทธิ์ผุดผ่องมาได้ยาวนานถึงเพียงนี้ เธอจึงปักใจเชื่ออย่างปราศจากข้อกังขาว่าลูกชายของตนต้องมีปัญหาทางระบบสืบพันธุ์แน่นอน

หลังจากนั้นเป็นต้นมา สตรีผู้ทรงอิทธิพลจึงเริ่มเปิดฉากนัดหมายดูตัวให้แก่บุตรชายครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะเป็นทายาทสาวของมหาเศรษฐีเงินถังหรือบุตรสาวของนักการเมืองชื่อดัง ซึ่งสตรีแต่ละคนที่ถูกคัดสรรมานั้นล้วนมีรูปร่างหน้าตาสะสวยระดับมงกุฎลงมงกุฎทองประกวดนางงามได้อย่างสบาย ๆ

ทว่า... ท้ายที่สุดแล้ว ความปรารถนาดีอันล้นเหลือที่เธอจงใจประเคนให้กลับแปรเปลี่ยนเป็นชนวนเหตุระเบิดลูกใหญ่ที่ทำให้เอกภพเปิดฉากทะเลาะวิวาทกับอิทธิพลผู้เป็นบิดาอย่างรุนแรง จนถึงขั้นหอบหิ้วกระเป๋าหนีออกจากคฤหาสน์หลังใหญ่และตัดขาดการติดต่อพึ่งพาตระกูลไปนานหลายปีดังเช่นทุกวันนี้

หนีออกจากบ้านงั้นหรือ?

ใช่แล้ว... เอกภพเลือกที่จะสลัดเกียรติยศและอำนาจทิ้ง เพราะตามลำดับสายเลือด เขาจำเป็นต้องสืบทอดและรับช่วงดูแลกิจการยักษ์ใหญ่ของราชสกุลวัชโรกุล ทว่าเขากลับเลือกที่จะหันหลังให้และหนีไปสวมเสื้อกาวน์ประกอบอาชีพเป็นศัลยแพทย์ประจำโรงพยาบาลเอกชนแห่งอื่น ซ้ำร้ายยังแอบร่วมหุ้นกับกลุ่มมิตรสหายเดนตายเปิดฉากทำธุรกิจและกิจการสีเทาบางอย่างลับหลัง

กิจการสีเทาอย่างนั้นหรือ?

กล่าวได้อย่างไม่ผิดเพี้ยนเลยสักกระผีก และนี่ก็คือเหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขาและอิทธิพลผู้เป็นบิดาบังเกิดเกล้าต้องร้าวฉานจนยากจะประสานคืน

ทางด้านเพลินตา... หลังจากที่ผู้เป็นเจ้านายก้าวเท้าออกจากเพนท์เฮ้าส์เพื่อไปปฏิบัติงานตามปกติ หญิงสาวก็จัดการส่งข้อความนัดหมายเหมียวเหมียวให้มาพบปะพูดคุยกัน ณ คาเฟ่สไตล์มินิแห่งหนึ่ง ทว่าไม่ทราบว่าเป็นเพราะกงล้อแห่งโชคชะตาหรือความบังเอิญประการใด สองสตรีกลับพบพานเข้ากับอดีตหัวหน้าห้องหนุ่มสมัยมัธยมปลายเข้าอย่างจัง

“ไอ้โอ!”

เหมียวเหมียวคือบุคคลแรกที่ปัดสายตาไปเห็นเรือนร่างของชายหนุ่มเข้าก่อน เธอจึงเอ่ยปากร้องทักทายเสียงใสตามประสาเพื่อนร่วมชั้นที่เคยสนิทชิดเชื้อ ทางด้านโอภาส ยามเมื่อสายตาปะทะเข้ากับร่างของเพลินตาและเหมียวเหมียว ใบหน้าหล่อเหลาก็ฉายแววยินดีอย่างปิดไม่มิด ชายหนุ่มรีบสืบเท้าก้าวเข้ามาหาพวกเธอทั้งสองทันที ก่อนที่ทั้งหมดจะร่วมกันสั่งเครื่องดื่มรสโปรดและเปิดฉากพูดคุยไต่ถามสารทุกข์สุกดิบทั่วไปอย่างเป็นกันเองและอบอุ่น

ความจริงแล้ว ในวันนี้โอภาสเพิ่งจะมีโอกาสได้ก้าวเท้าออกจากโรงพยาบาลใหญ่ เนื่องจากเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา บิดาของเขาประสบอุบัติเหตุลื่นล้มจนกระดูกต้นขาหัก และเพิ่งจะเข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรมกระดูกเสร็จสิ้นไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ สองสาวสดับตรับฟังเรื่องราวร้ายแรงก็บังเกิดความตื่นตระหนกเป็นอย่างยิ่ง ก่อนจะรีบซักไซ้ไล่เลียงด้วยความห่วงใยว่าบิดาของเขาพักรักษาตัวอยู่ ณ อาคารและชั้นใด

เนื่องจากภายในอาณาบริเวณย่านธุรกิจแห่งนี้ มีสถานพยาบาลชั้นนำตั้งตระหง่านอยู่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น เพลินตาจึงสามารถคาดเดาพิกัดได้อย่างไม่ยากเย็น หลังจากละเลียงดื่มกาแฟในแก้วจนหมดสิ้น หญิงสาวจึงเอ่ยปากขอตัวลากลับก่อน เนื่องจากเวลาล่วงเลยเข้าใกล้ช่วงยามที่เจ้านายของตนจะเดินทางกลับมาพำนักแล้ว ทว่าไม่ทราบด้วยเหตุผลประการใด ยามเมื่อโอภาสเห็นเพลินตาตั้งท่าจะปลีกตัวจากไป ชายหนุ่มจึงรีบเอ่ยปากทักท้วงและตั้งคำถามขึ้นมาทันควัน:

“เพลิน... แล้วเรื่องงานใหม่ของเธอเป็นยังไงบ้างล่ะ? พอดีฉันพอจะมีเส้นสายและรู้จักกับผู้ใหญ่ภายในที่สามารถฝากฝังเธอเข้าทำงานได้นะ เป็นตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการประจำสำนักงานใหญ่ของบริษัทรับเหมาก่อสร้างชื่อดังน่ะ” หลังจากนั้น ชายหนุ่มก็เอ่ยนามขององค์กรยักษ์ใหญ่แห่งนั้นออกมา ซึ่งเพลินตาเองก็รู้จักมักคุ้นและคุ้นหูชื่อเสียงของบริษัทนี้เป็นอย่างดี

เพราะนั่นคือหนึ่งในสามมหาอำนาจด้านธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศ ที่ปุถุชนคนธรรมดาต่างพากันพลิกแผ่นดินและใฝ่ฝันอยากจะก้าวเท้าเข้าไปทำงาน ทว่าในเวลานี้ เธอมีภาระหน้าที่ทำมาหากินเป็นตัวเป็นตนและได้รับค่าตอบแทนที่พึงพอใจอยู่แล้ว หญิงสาวจึงเลือกที่จะเอ่ยปากแบ่งรับแบ่งสู้ ตอบปฏิเสธความปรารถนาดีของโอภาสไปอย่างรักษาน้ำใจ:

“เอาไว้ให้ฉันลองสู้ชีวิตและดิ้นรนด้วยตัวเองอีกสักตั้งเถอะนะโอ... แต่ถ้าวันไหนที่ฉันหมดหนทางและไม่ไหวจริง ๆ ฉันสัญญาว่าจะโทรศัพท์ไปหาเธอแน่นอน ถึงเวลานั้นแล้วค่อยช่วยฝากฉันเข้าทำงานทีนะ”

เหตุผลที่เธอเลือกที่จะเอ่ยอ้างประโยคเช่นนั้นออกไป เป็นเพราะเธอไม่ได้บอกเล่าความจริงให้ชายหนุ่มได้รับรู้ว่า ในปัจจุบันตนเองกำลังลดตัวลงมาตรากตรำทำงานทำความสะอาดในฐานะ ‘แม่บ้าน’ ทว่านี่ไม่ได้เป็นเพราะเธอบังเกิดความอับอายในเกียรติหรือศักดิ์ศรีของอาชีพแต่อย่างใด หากแต่ก่อนที่จะตกลงปลงใจรับภาระงานนี้ เธอได้ผ่านการล้อมกรอบประชุมและปรึกษาหารือกับเหมียวเหมียวมาอย่างดีแล้วว่าจะเก็บงำเรื่องนี้ไว้เป็นความลับขั้นสุดยอดโดยไม่แพร่งพรายให้บุคคลภายนอกได้รับรู้

สาเหตุเพราะอะไรน่ะหรือ?... ก็เพราะเธอไม่ปรารถนาจะให้ใครหน้าไหนมารับรู้ความจริงอันล่อแหลม ว่าในปัจจุบัน หญิงสาวโสดอย่างเธอกำลังก้าวเท้าเข้ามาพักอาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกันกับบุรุษเพศสองต่อสอง เพราะต่อให้ในส่วนลึกของจิตใจเธอจะบริสุทธิ์ผุดผ่องและไร้ซึ่งเรื่องชู้สาวเพียงใด ทว่าในสายตาของสังคมภายนอก... ภาพที่ปรากฏออกมามันก็ช่างดูไม่เหมาะสมและไม่ดีงามอยู่ดีนั่นเอง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป