บทที่ 5 EP. 04|เจ้าพ่อเพชฌฆาต

“หึ”

ปากหนาขยับยกยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทางที่สู้ไม่ได้ของฉัน เขาโยนบุหรี่ลงพื้นตามด้วยเท้าใหญ่ที่ขยี้แท่งบุหรี่ติดไฟจนมันดับละเอียด แต่ก็ไม่ยอมลุกอีก เขาจะนั่งทับชายเสื้อฉันอีกนานไหมเนี่ย ยับหมดแล้วมั้ง

“อ่าวพี่ดีไวน์ หาตั้งนานมาอยู่ตรงนี้นี่เอง”

เขาชื่อดีไวน์งั้นเหรอ แต่ช่างเถอะไม่ใช่เรื่องของฉัน ตอนนี้ต้องให้น้องส้มช่วยก่อนเพราะดูเหมือนว่าพวกเขาจะรู้จักกัน

“มีอะไร”

ฉันกำลังจะอ้าปากพูดแต่ก็โดนขัดขึ้นมาซะก่อน เห็นนั่งเงียบไปก็คิดว่าจะไม่ตอบอะไรน้องส้มซะแล้ว พอจะตอบไหงมาตอบตอนฉันจะพูดด้วยละเนี่ย

“ยังจะมาถามอีก เอ๊ะ! อ่าวพี่เทียนส้มก็ว่าอยู่ว่าพี่หายไปไหน”

ไม่แปลกหรอกว่าทำไมน้องส้มถึงเพิ่งสังเกตเห็นฉัน ก็นายดีไวน์อะไรนี่เขาตัวใหญ่บังฉันมิดเลยนะสิ

“ถามว่ามีอะไร?”

ฉันกำลังจะขยับปากพูดตอบน้องแต่ก็โดนคนข้าง ๆ พูดดักอีกแล้ว ฉันเห็นนะว่าเขากระตุกยิ้มเยาะฉันอะ เขาจงใจแกล้งฉันใช่ไหมเนี่ย

ส่วนน้องส้มไม่ได้สนใจอะไรฉันต่อแต่กลับหันไปตอบคนชื่อดีไวน์แทน เพราะน้ำเสียงเขาดูน่ากลัวไงไม่รู้

“มีเอกสารให้เซ็น แล้วก็จะมาบอกด้วยว่าพนักงานใหม่มาเริ่มงานแล้วค่ะ”

น้ำเสียงน้องส้มเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น เมื่อโดนสายตาเชิงตำหนิจากคนข้างกายฉัน

“ไหน ๆ พี่เทียนอยู่ตรงนี้พอดีแล้วส้มขอแนะนำเลยนะคะ คนที่นั่งข้าง ๆ พี่เทียนชื่อพี่ดีไวน์ เป็นเจ้าของที่นี่ แล้วก็เป็นคนอนุมัติรับพี่เทียนเข้ามาทำงานด้วยค่ะ”

ยังไม่ทันที่ฉันจะได้ตอบ พี่ดีไวน์อะไรนั้นก็ลุกยันตัวสูงกำยำเดินออกไปจากตรงนี้แล้ว เหลือเพียงฉันกับน้องส้ม แต่เห็นว่าเขาเป็นคนอนุมัติฉันเข้ามาทำงานเองงั้นเหรอ เขาควรจะปฏิเสธฉันไม่ใช่เหรอ เขาไม่กลัวว่าฉันจะเอาเรื่องที่เห็นไปบอกคนอื่นหรือไง แต่ถึงอย่างไรฉันก็ไม่กล้าพูดหรอก มีหวังได้มีจุดจบไม่ต่างจากชายคนนั้นแน่ ซวยในซวย T^T

“พี่เทียนอย่าถือสาพี่เขาเลยนะคะ ที่จริงแล้วพี่เขาเป็นเจ้านายที่ดีมากเลยค่ะ แถมยังนิสัยดีอีกด้วย”

เป็นงั้นจริงเหรอ... แต่สำหรับฉันที่ได้เห็นฉากนั้นเข้าไปฉันมองไม่ออกจริง ๆ ว่าส่วนไหนของเขาที่เรียกว่านิสัยดี

หลังจากจบเรื่องเมื่อตอนเช้าได้ไม่นานก็ถึงเวลาทำงานของฉันแล้ว ฉันต้องทำหน้าที่ปัดกวาดเช็ดถูทั่วไปของงานแม่บ้าน แต่ไม่ได้ทำทั่วทั้งหมดหรอกนะ ถ้าได้ทำมีหวังเหนื่อยตายแน่ ก็ที่นี่ออกจะโคตรกว้าง น้องส้มเลยบอกว่าฉันจะได้ทำในสำนักงานมากกว่าข้างนอก ซึ่งมันก็โอเคสำหรับฉันนะเพราะจะไม่ได้ยินเสียงปืน แต่จะบอกว่าไม่ได้ยินเลยมันก็คงเป็นไปไม่ได้ อย่างน้อยมันก็ได้ยินในระดับที่ไม่ดังมากจนฉันตกใจกลัวนั่นแหละ

“ว่าแต่ ห้องไหนนะที่น้องส้มบอกว่าห้ามเข้า อืม..น่าจะห้องนี้สินะ งั้นห้องนี้ก็เข้าไปทำความสะอาดได้”

เห็นน้องส้มบอกว่าจะมีหนึ่งห้องที่ห้ามเข้าเด็ดขาด เพราะอะไรก็ไม่รู้น้องก็ไม่ได้บอกเหตุผล ฉันเองก็ไม่ได้อยากถามด้วย ก็ฉันมาทำงานนี่เขาสั่งอะไรก็ต้องทำแหละ ถ้ามัวแต่ไปตั้งคำถามได้โดนมองไม่ดีแน่

“โอ้โห ต้องใช้เวลากี่ชั่วโมงถึงจะเสร็จเนี่ย”

เมื่อเปิดประตูเข้ามาก็ต้องยืนนิ่งนานนับนาทีเพราะตกใจกับภาพตรงหน้า ห้องนี้เป็นห้องเก็บอาวุธสงครามหรือไงเนี่ย ปืน มีดดาบ เต็มไปหมด เลยไหนจะระเบิดอีก เดี๋ยวนะ แล้วแบบนี้ใครมันจะไปกล้าทำความสะอาดเนี่ย เกิดพลาดระเบิดขึ้นมาฉันได้ไปนอนเฝ้ายมบาลแน่

เอาวะเป็นไงเป็นกัน เริ่มทำจากการเช็ดกระจกตู้โชว์ปืนก่อนแล้วกัน

กริก!

ยังไม่ทันที่ฉันกำลังลงมือเช็ดกระจกก็เกิดเสียงดังพร้อมกับรู้สึกมีอะไรแข็ง ๆ มาโดนหัวฉัน

“คิดจะทำอะไร!”

เสียงนี้...ฉันจำได้ว่าเป็นเสียงของใคร ตัวฉันแข็งทื่อทันทีเมื่อเห็นเงาสะท้อนจากแสงไฟ ขะ...เขากำลังใช้ปืนจ่อหัวฉันอยู่ แล้วไหนจะเสียงที่ดูน่ากลัวกว่าปกติอีก

“คะ...คือเทียนเข้ามาทำความสะอาดค่ะ”

ฉันยกมือขึ้นอัตโนมัติด้วยความกลัว ไม่ลืมที่จะบอกเหตุผลที่เข้ามาด้วย

“ส้มไม่ได้บอกมึงเหรอ ว่าห้องนี้ห้ามใครเข้า!”

ฉันสะดุ้งตัวเล็กน้อยเมื่อเขาตะคอกเสียงดัง บ่อน้ำตาฉันเริ่มทำงาน ฉันเข้าใจผิดว่าห้องนี้เข้าได้สินะ อะไรจะซวยแบบนี้เนี่ย ; _ ;

“ฮึก บะ...บอกค่ะ คือเทียนเข้าใจผิดคิดว่าห้องนี้เข้าได้ เทียนขอโทษด้วยนะคะ ชะ..ช่วยลดปืนลงก่อนได้ไหมคะ”

“คิดว่าตัวเองเป็นใครถึงกล้ามาสั่งกู”

เขาดันปลายกระบอกปืนชิดกับหัวจนฉันรู้สึกเจ็บไปหมด ตัวฉันสั่นไหว หอบหายใจติดขัด มือไม้สั่นไปหมดด้วยความหวาดกลัว

“ฮึก”

ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงเสียงสะอึกของฉันเท่านั้นที่ดังขึ้นเป็นระยะ คนด้านหลังไม่มีท่าทีจะลดปืนลงเลยแม้แต่น้อย

“กูถาม! ทำไมไม่ตอบ แล้วก็เลิกร้องไห้สักที รำคาญ!!”

น้ำเสียงโมโหหงุดหงิดดังขึ้นจากทางด้านหลัง ฉันรีบเก็บเสียงสะอื้นให้เงียบที่สุด แล้วพยายามปรับน้ำเสียงเอ่ยตอบคนด้านหลังไป

“ขะ..ขอโทษค่ะ คุณอย่าทำอะไรเราเลยนะคะ อึก”

ฉันยกมือขึ้นไหว้อัตโนมัติ ในขณะที่เขายังยืนอยู่ด้านหลัง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป