บทที่ 7 EP. 06|เจ้าพ่อเพชฌฆาต
“ทำไมสีหน้าดูไม่ดีเลยเทียน ลูกไม่สบายหรือเปล่า”
“เปล่าจ้ะแม่ พอดีทำงานเหนื่อยนิดหน่อยจ้า”
ฉันเลือกที่จะโกหกแม่ออกไป แล้วเดินไปหย่อนสะโพกลงบนเก้าอี้ข้างเตียง
“ขอโทษนะลูก ที่แม่มาป่วยแบบนี้ ช่วยอะไรหนูไม่ได้เลย แถมยังทำหนูลำบากอีก”
“แม่อย่าพูดแบบนั้นสิคะ หนูไม่เคยรู้สึกลำบากอะไรเลยน้า ^__^ เทียนไปจัดข้าวให้แม่ทานดีกว่า ดูสิเทียนซื้อของมาเยอะแยะเลย”
ฉันปรับสีหน้าตัวเองให้เป็นปกติ เมื่อรู้ตัวว่าเผลอแสดงออกถึงความกังวลใจกับเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ แล้วรีบลุกขึ้นไปหาจานมาจัดกับข้าว ผลไม้ ที่ซื้อมาทันที
เรื่องงานฉันก็คงต้องลาออก ยอมรับนะว่ากลัวมากที่ต้องไปอยู่กับองค์กรชิเลี่ยน พูดถึงชิเลี่ยนไม่มีใครไม่รู้จักชื่อนี้
ชิเลี่ยนเป็นชื่อที่เอาไว้เรียกองค์กรแก๊งมาเฟียที่โหดป่าเถื่อนที่สุด ฉันรู้เพียงเท่านี้จากการเปิดทีวีดูข่าว องค์กรชิเลี่ยนลึกลับมาก ไม่มีใครรู้ข้อมูลเกี่ยวกับพวกเขาเลย รู้เพียงแค่เป็นแก๊งมาเฟียใหญ่ก็เท่านั้น
แต่ก็มีสัญลักษณ์ให้พอสังเกตด้วยว่าเป็นคนจากแก๊งนี้คือลายสักตัวอักษรคำว่า Omerta โดยจะถูกสักอยู่บนเพดานในช่องปาก ฉันคนนึงละที่ไม่กล้าไปขอดูลายสักพวกนี้หรอก ส่วนผู้นำองค์กรก็เป็นความลับสุดยอดไม่มีใครรู้ว่าเขาคือใคร แต่เหมือนเคยเห็นสื่อออกมาบอกพูดถึงสัญลักษณ์ผู้นำเป็นแหวนนะ แต่ไม่ได้พูดถึงเรื่องลายสักเลย
ฉันไม่รู้หรอกว่าแหวนแบบไหน เพราะสื่อยังพูดไม่ทันจบ ช่องที่นำเสนอข่าวนี้กลับดับหายไปอย่างรวดเร็วคล้ายกับโดนตัดช่องออกไปเลย กว่าช่องจะกลับมาเป็นปกติก็นานพอสมควร วันนั้นเป็นวันที่ทั้งโลกหวาดกลัวอิทธิพลขององค์กรนี้มาก
“เหม่ออะไรน่ะเทียน เดี๋ยวก็โดนมีดบาดหรอก”
ฉันตื่นออกจากภวังค์ทันที ถ้าแม่ไม่เอ่ยเตือนขึ้นมามีดได้บาดฉันแน่ เกือบไปแล้วไหมล่ะ
“เปล่าจ้าแม่”
หลังจากนั้นเราก็ใช้เวลาตามประสาแม่ลูก มันช่วยให้ฉันลืมเรื่องเลวร้ายไปชั่วขณะเลย
เช้าวันต่อมา...
ฉันได้โทรคุยกับน้องส้มเรื่องขอลาออกเป็นที่เรียบร้อย ไม่ลืมที่จะขอโทษขอโพยน้องส้มใหญ่เลย ส่วนน้องส้มก็ไม่ได้ว่าอะไรเธอนิสัยดีมากและเข้าใจฉัน
พอเคลียร์เรื่องงานเสร็จฉันก็ออกมาเดินเล่นในสวนของโรงพยาบาลแทน อยากจะผ่อนคลายจิตใจก่อนจะถึงเวลานัดสักหน่อย
ส่วนเรื่องแม่ หลังจากที่พ่อฉันกลับไปเมื่อวาน พอเช้าก็มีชายใส่สูทชุดดำมาทำเรื่องย้ายแม่ฉันไปโรงพยาบาลเอกชนดังขึ้นชื่อเรื่องรักษาโรคมะเร็ง โดยพวกเขาคุยผ่านหมอไม่ได้เข้ามาหาฉันกับแม่เลย มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่คุณหมอมาแจ้งให้ย้ายโรงพยาบาลแล้วถึงจะทราบ
โรงพยาบาลที่นี่หรูมาก แถมยังมีส่วนหย่อมขนาดไม่ใหญ่มากให้ผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วยได้ใช้อีก ก็เป็นที่ฉันมานั่งสงบจิตสงบใจอยู่นี่แหละ
“เฮ้อออออ”
ฉันใช้สายตามองดูผู้คนที่อยู่ในสวนหย่อม แทนที่จะได้มาสงบจิตใจกลับมานั่งคิดหนักกว่าเดิมซะอีก จนสายตาฉันไปสะดุดเข้ากับร่างหญิงชราที่ดูเหมือนเธอกำลังจะล้มลง ลำตัวฉันลุกขึ้นยืนอัตโนมัติพร้อมกับวิ่งพุ่งไปอย่างไวหาหญิงชราที่กำลังจะล้มลง
ปึก!
ฉันรับร่างหญิงชราไว้ได้ทันก่อนที่ท่านจะล้มหัวกระแทกพื้น คนภายในสวนไม่ได้สนใจอะไรเพราะตรงที่ท่านอยู่มันลับตาคน ไม่ค่อยจะมีใครมองเห็นสักเท่าไหร่ ดีนะที่ฉันหันไปเห็นพอดี
“คุณยายเป็นอะไรมากไหมคะ ให้หนูตามหมอไหม”
ฉันพยุงคุณยายเดินไปหาที่นั่งใกล้ ๆ พอท่านหย่อนสะโพกนั่งลงฉันก็หาอะไรมาพัดให้ท่านได้รู้สึกดีขึ้น
“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ คนแก่ก็แบบนี้ หน้ามืดเป็นธรรมดา”
“ไม่ได้นะคะคุณยาย หนูว่าไปให้หมอดูอาการหน่อยไหมคะ”
ท่านเพียงส่ายหน้าไปมาแทนคำตอบ ก่อนจะยิ้มอ่อนโยนมาให้ฉัน
“หนูยังดูสาวอยู่แท้ ๆ ทำไมถึงมาอยู่โรงพยาบาลได้ละจ้ะ”
“หนูไม่ได้เป็นอะไรหรอกค่ะ หนูแค่มาเยี่ยมแม่หนูเฉย ๆ คะคุณยาย”
คุณยายเพียงมองฉันนิ่ง ๆ เวลาที่ฉันพูดเรื่องของแม่ให้ใครฟังฉันมักจะรู้สึกแย่ แล้วบวกกับเรื่องที่จะต้องไปเจอตอนเที่ยงนี้อีก ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกแย่เข้าไปใหญ่
“เข้มแข็งไว้นะหนู เดี๋ยวก็ผ่านมันไปได้จ้ะ”
คำพูดอบอุ่นของคุณยายช่วยฉันให้รู้สึกดีได้เยอะขึ้นมากเลย หลังจากนั้นฉันกับคุณยายก็นั่งคุยกันไปเรื่อยเปื่อย จนมีคนมารับคุณยายออกไปฉันจึงนั่งเล่นอยู่คนเดียวสักพัก เพราะแม่ฉันต้องพักผ่อนเลยไม่อยากขึ้นไปรบกวนท่าน
“ใกล้ถึงเวลาแล้วสินะ”
หน้าจอมือถือโชว์เวลาบ่งบอกว่าใกล้จะถึงเวลานัดแล้ว ฉันยันตัวลุกขึ้นจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วหมุนตัวเดินไปตรงทางออก เพื่อหารถไปบ้านใหญ่ทันที
สถานที่ บ้านศรีวนนท์
“นี่ค่ะ คุณลุงไม่ต้องทอนนะคะ ขอบคุณมากค่ะ”
ฉันยืนสูดลมหายใจเข้าออกเพื่อไล่ความกังวลภายในใจ ตอนนี้ฉันมาอยู่หน้าบ้านใหญ่ที่ไม่ได้มาเยียบที่นี่นานนับหลายปี ทุกอย่างก็ยังคงดูเหมือนเดิม แต่ละสถานที่ภายในบ้านหลังนี้ล้วนแต่มีความทรงจำแย่ ๆ สำหรับฉันกับแม่เสมอ ฉันตบหน้าตัวเองเบา ๆ เพื่อเรียกสติแล้วกระชับกระเป๋าสะพายเดินเข้ามาในตัวบ้าน
