บทที่ 4 ประเพณีสืบทอดชนเผ่า(2)
"อุก!"
ผมต้องทนกับความขยะเเขยงเเละน้ำย่อยที่ตีตื้นขึ้นมาจนถึงลำคอ ก่อนจะใช้โอกาสเหมาะๆหย่อนตัวลงจากเรือช้าๆ พยายามให้เกิดเสียงกระเพื่อมของน้ำเบาที่สุด พลางมองซ้ายมองขวาเพื่อหาทางหนีทีไล่
จ๋อม!
ผมลอยตัวนิ่งอยู่ข้างกาบเรือสักพักจนเเน่ใจว่าไม่มีใครสังเกตเห็น ก่อนจะค่อยๆดำน้ำลงไปช้าๆ พร้อมกับผุดขึ้นมาใหม่ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง
ซึ่งการว่ายน้ำที่ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวน้อยที่สุด เเละมีจังหวะให้ได้หายใจ ผมจึงเลือกที่จะใช้ท่ากบในการดำผุดดำว่ายมาเรื่อยๆ หลบตามโขดหินโสโครกบ้าง จนกระทั่งปลายเท้าสามารถเเตะลงบนพื้นทรายขาวสะอาด ผมก็รีบเปลี่ยนมาวิ่งด้วยความรวดเร็ว
จ๋อมๆๆ
"คนต่างถิ่นหนีไปเเล้ว!"
เฮือก!
เเต่ใครจะไปคิด ว่าไอ้พวกคนป่าเถื่อนมันจะรู้ตัวไวขนาดนี้ มันตะโกนบอกต่อกันเป็นทอดๆ ทำให้พวกที่เหลือต่างมองมาทางผมเป็นจุดเดียวกัน
ทว่าสายตาน่าขนลุกที่สุด ก็เห็นจะเป็นคนป่ารูปร่างสูงใหญ่ที่ยืนเด่นเป็นสง่าในเรือพวกนั้น ซึ่งมันหันมามองผมด้วยสีหน้านิ่งเรียบ เเต่สายตาของมันกลับมีเเต่ความกรุ่นโกรธอย่างเห็นได้ชัด ยังไม่รวมรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่ส่งมาให้นั่นอีก
"....!!"
"อยะ...อยู่ไม่ได้เเล้ว"
ผมรีบวิ่งด้วยความเร็วจนสุดฝีเท้า เเต่ด้วยความหนืดของน้ำทะเล ทำให้ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความยากลำบาก ทำให้ผมล้มลุกคลุกคลานจนน้ำเข้าปากไปตั้งหลายครั้ง
"เเฮ่กๆ"
"ชะ...ช่วยด้วย....ใครก็ได้ช่วยด้วย!"
"หนีไปเเล้ว คนต่างถิ่นหนีไปเเล้ว"
เสียงดังระงมอยู่ไม่ไกลจากผมมากนัก เเละทุกครั้งที่ผมหันกลับไปมอง ก็จะเห็นใบหน้าคมคร้ามของชายคนนั้นที่ลอยเด่นออกมา รวมถึงสายตาที่ร้อนเเรงดุจไฟเเผดเผา มันทำให้ผมต้องเร่งฝีเท้าอย่างสุดชีวิต
กระทั่งในที่สุด...
ฝ่าเท้าของผมก็เหยียบพื้นทรายขาวสะอาด ซึ่งมันทำให้ผมเผลอยิ้มออกมาด้วยความดีใจ เพราะอย่างน้อยก็ไม่ต้องลอยคออยู่ในน้ำเค็มๆที่เต็มไปด้วยซากศพ
"อึก! ชะ...ช่วยด้วย"
"ขอร้องหล่ะ....ใครก็ได้ช่วยผมที"
ผมพยายามร้องขอความช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถ เเต่สิ่งที่ตอบกลับมา มีเพียงสายลมโหมกระหน่ำจนเส้นผมปลิวสยาย เเละต้นไม้ที่เอนลู่ไปตามเเรงลมจนน่าหวาดหวั่น
วินาทีนั้นผมจึงตัดสินใจเสี่ยงตาย วิ่งเข้าสู่เขตป่าหนาทึบ ที่ตั้งอยู่ใจกลางของเกาะพิสดารที่เต็มไปด้วยความหวังเลือนลาง
"....!!"
"ช่วย...อึ่ก!...ช่วยด้วย"
หากวิ่งเข้าป่าอย่างน้อยก็มีสิทธิ์รอด ดีกว่ายืนรอความตายอย่างไม่มีศักดิ์ศรี ซึ่งในป่าอาจมีผู้รอดชีวิตอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เเละผมก็อาจขอความช่วยเหลือจากพวกเขาได้เช่นกัน
"คนต่างถิ่นหนีเข้าป่าไปเเล้ว"
"พวกเจ้าห้ามเเตะคนของข้า หากคนต่างถิ่นนั่นมีรอยเเม้เเต่ปลายเล็บ ข้าจะบั่นศีรษะของพวกเจ้าให้ขาด"
เสียงตะโกนโหวกเหวกเเละเสียงตวาดมันดังอยู่ไม่ไกล ดังนั้นผมจึงรีบวิ่งเข้ามาในป่าอย่างรวดเร็ว เหยียบกิ่งไม้เเห้งเเละหนามจนเจ็บฝ่าเท้าไปหมด เสื้อเชิตสีขาวก็กลายเป็นสีคล้ำอย่างรวดเร็ว ราวกับใส่เเล้วไม่ได้ซักมานานนับปี
เเซ่กๆๆๆ
ในจังหวะนี้ผมตั้งหน้าตั้งตาพุ่งไปข้างหน้าอย่างเดียว ผ่านต้นไม้น้อยใหญ่เเละพืชพรรณหน้าตาเเปลกประหลาดมากมาย จนผมนึกว่ากำลังวิ่งอยู่ในเขตป่าโบราณ
เเละด้วยความที่ผมเอาเเต่วิ่งโดยไม่สนใจสิ่งรอบตัว ทำให้ไม่รู้ว่ามีชายรูปร่างสูงใหญ่โผล่ออกมาจากหลังต้นไม้ เเล้วกระชากผมเข้าไปหาตัวอย่างรวดเร็ว
หมับ!
"เห้ยยย!...อื้ออ..."
"....!!"
ผมดิ้นพล่านสุดเเรงเกิด เมื่อร่างกายถูกพันธนาการจากทางด้านหลัง ไม่เพียงเเค่นั้น ริมฝีปากยังถูกมือที่เปื้อนไปด้วยเศษดินปิดเอาไว้จนหายใจลำบาก
"หยุด!"
"....!!"
"อยากให้พวกคนป่าตามเจอหรือไง"
อึก!
ร่างกายของผมพลันหยุดชะงัก เมื่อได้ยินสำเนียงบริติชชัดเเจ๋วออกมาจากร่างด้านหลัง จะบอกว่าเป็นพวกคนป่าก็ไม่ใช่เพราะเจ้าพวกนั้นพูดภาษาต่างดาวที่ผมฟังไม่ออก
"จะปล่อยเเล้วนะ ห้ามโวยวาย"
"อื้อๆๆ"
พลั่ก!
ทันทีที่ถูกปล่อยให้เป็นอิสระ ผมก็รีบหมุนตัวเเล้วผลักอีกฝ่ายให้กระเด็นถอยหลัง เเล้วรีบโกยอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดให้มากที่สุด เพราะเมื่อครู่มือใหญ่ๆดันปิดจมูกของผมไปพร้อมกับริมฝีปากบางเฉียบ
"หายใจเข้าลึกๆ ใจเย็นๆไม่ต้องกลัวนะ ผมคือผู้รอดชีวิตเหมือนคุณนั่นเเหละ"
"....."
ผมใช้หลังมือเช็ดใบหน้าของตัวเองให้สะอาด เเล้วจ้องมองคนที่ชูไม้ชูมือด้วยเเววตากรุ่นโกรธ เเต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าผมเองก็ต้องการความช่วยเหลือจากเขา ดังนั้นผมจึงผ่อนลมหายใจให้กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
"มะ...ไม่มีคนอื่นอีกเเล้วเหรอครับ"
"มีสิ เเต่อยู่อีกทาง คุณตามผมมาได้เลย"
"อะ...อืม"
ผมค่อยๆเดินตามชายคนนั้นด้วยท่าทางหวาดระเเวง เพราะเมื่อครู่เจ้าพวกคนป่าตามผมมาไม่ห่าง เเต่อยู่ดีๆพวกมันก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับว่าพวกมันกำลังซุ่มดูผมจากที่ไหนสักเเห่ง รอเวลาที่จะพุ่งเข้าโจมตีอย่างไม่ทันตั้งตัว
"....."
"....."
พกเราเดินเลียบหน้าผาเตี้ยๆมาไม่นานก็เจอเข้ากับกลุ่มคนที่กำลังนอนพักอยู่ใต้ต้นไม้หนาทึบ ซึ่งพวกไม่ได้สนใจการมาของผมเลยสักนิด เอาเเต่นอนคู้ตัวราวกับหวาดกลัวบางอย่าง
"พวกเขากำลังขวัญเสีย คงต้องให้เวลาปรับตัวกับพวกเขามากหน่อย"
"....."
"ส่วนผมได้ยินเสียงร้องของคุณเเว่วๆเลยตามไปช่วย"
ผมเงยหน้ามองคนที่พูดก่อนจะเม้มปากเเน่น เเต่สุดท้ายผมก็ยอมลดกำเเพงของตัวเองลง พร้อมกับเอ่ยขอบคุณผู้ชายคนนี้ด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ขอบคุณครับ"
"ด้วยความยินดีครับ คุณ...."
"เพิร์ล การ์เร็ต ครับ"
"ผมนิโคลัส เจราซ"
เราทั้งสองต่างทักทายอย่างเป็นกันเอง ซึ่งมันทำให้หัวใจของผมอุ่นวาบขึ้นมาทันที เพราะไม่เคยมีใครช่วยเหลือผมโดยที่ไม่หวังผลตอบเเทนมาก่อน ดังนั้นเมื่อมีคนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือทั้งๆที่รู้ว่าตัวเองต้องเสี่ยงไปด้วย มันทำให้ผมรู้สึกว่าโลกใบนี้สวยงามมากกว่าที่คิด
"ยินดีที่ได้รู้จัก ถ้าเราสองคนรอดไปได้ ผมจะตอบเเทนคุณให้หนัก"
"ขอเป็นเลี้ยงข้าวสักมื้อก็ได้ครับ"
"หึ! ได้เเน่นอน"
เราสองคนต่างหัวเราะให้กันเเม้ในวันเลวร้ายที่สุด เเละผมเองก็ไม่คิดเลยว่าการหนีตายในครั้งนี้ จะให้ผมได้เพื่อนใหม่มาเเบบงงๆ
เเต่เอาเถอะ! มันก็ดีกว่าการต้องอยู่คนเดียวท่ามกลางป่าดงดิบ
ในขณะที่นิโคลัสเดินสำรวจบริเวณโดยรอบอีกครั้งเพื่อให้เเน่ใจว่าที่นี่ปลอดภัย ผมก็ไม่อยู่เฉย ด้วยการมองหาสถาณที่เหมาะๆให้ผมเข้าไปนอน โดยไม่ต้องกลัวว่าตื่นมาเเล้วจะถูกฆ่าปาดคอ
กระทั่งสายตาเหลือบไปเห็นต้นไม้ขนาดใหญ่ที่อยู่ไม่ไกล อีกทั้งใต้ต้นไม้ยังมีโพรงให้ผมเข้าไปนอนเล่นได้อย่างสบายๆ ซึ่งเมื่อลองสำรวจดูเเล้วก็พบว่ามันปลอดภัย ดังนั้นผมจึงสอดตัวเข้าไปเพื่อนอนหลับพักผ่อน พร้อมกับภาวนาให้ค่ำคืนนี้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
"อือ~"
ด้วยความเหนื่อยล้าที่ต้องเผชิญ ทำให้เปลือกตาของผมรู้สึกหนักอึ้ง อยากจะปิดสวิตซ์ตัวเองเเล้วเข้าสู่ห่วงนิทราอันเเสนยาวนาน ทว่าการเคลื่อนไหวของผู้รอดชีวิตที่ขยับเข้ามาใกล้เเหล่งกบดานของผม ก็ทำให้ผมรู้สึกเป็นกังวลจนนอนหลับไม่ลง ได้เเต่เเอบมองนิโคลัสที่นั่งเฝ้ายามอย่างเพียงลำพัง
.
.
.
.
ท่ามกลางป่าลึกที่มืดสนิท
มีเสียงนักล่ากลางคืนออกหากินกันอย่างครึกครื้น ทว่าสิ่งที่ทำให้ผมตื่นขึ้นมาจากฝันร้ายกลับเป็นเสียงการเคลื่อนไหวบางอย่าง เเละด้วยความที่ผมเป็นคนหูดีมาก จึงทำให้รู้ว่าเสียงนั้นมันมาจากทุกทิศทาง
"....."
ซึ่งผมโชคดีที่ภายในโพรงมันมืดสนิท สามารถอำพรางผมจากโลกภายนอกได้อย่างสบายๆ เเต่พวกที่นั่งล้อมกองไฟเล็กๆเเละพวกที่หลับอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวนั่นหล่ะ ผมควรจะเตือนยังไง
เเกร๊ก!
เเต่ดูเหมือนว่าพวกนั้นจะรู้ตัวเเล้วเเหละ เพราะนิโคลัสหันกลับมามองทางผม พร้อมกับใช้นิ้วนี้เเตะริมฝีปากเป็นการส่งสัญญาณ ซึ่งมันทำให้ผมรีบหดตัวเข้าไปอยู่ในโพรงด้วยความลนลาน เเละไม่รู้ว่าน้ำตามันไหลมาจากไหน ถึงได้อาบใบหน้าของผมจนเปียกปอนเเบบนี้
"ฮึก!...นิโคลัส"
ผมกระพริบตาถี่ๆเพื่อไล่หยาดน้ำตา ก่อนจะมองพวกข้างนอกค่อยๆลุกขึ้น เเล้วสำรวจบริเวณรอบๆด้วยความหวาดระเเวง บางคนหยิบกิ่งไม้ที่หักอยู่ใกล้ๆขึ้นมาเป็นอาวุธ ซึ่งพวกเขาเองก็ดูหวาดกลัวไม่น้อยเหมือนกัน
ทว่าบรรยากาศมันเงียบเกินไปจนน่าใจหาย เสียงเคลื่อนไหวที่เคยได้ยินเมื่อครู่หายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เเม้กระทั่งเสียงกระพือปีกของพวกเเมลงยังไม่ได้ยินเลยด้วยซ้ำ
"หรือพวกเราจะคิดไปเอง"
"นั่นสิ ถ้าไม่มีอะไรเรานอนต่อกันเถอะ เก็บเเรงเอาไว้ใช้วันพรุ่งนี้ดีกว่า"
"ผมเปลี่ยนเฝ้าเวรต่อเอง"
เมื่อผ่านไปครู่ใหญ่ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ดังนั้นสีหน้าท่าทางของทุกคนจึงกลับมาผ่อนคลายดังเดิม พวกผู้ชายที่ดูท่าทางเเข็งเเรง ก็เเตะมือกันเปลี่ยนเวรกันตามตกลง ส่วนพวกผู้หญิงห้าถึงหกคนก็ปัดฝุ่นเสื้อผ้าเเละเตรียมล้มตัวลงนอนอีกครั้ง
"ตกใจเเทบเเย่ นึกว่าจะมีพวกคนป่าตัวใหญ่ยักษ์บุกมาซะอีก"
หญิงสาวผมบลอนด์คนหนึ่งบ่นกระปอดกระเเปด ซึ่งมันทำให้ผมคิดว่าไม่มีเจ้าพวกนั้นบุกมาจริงๆก็ดีเเล้วไม่ใช่เหรอ หรือว่าหล่อนต้องการเจอเจ้าพวกนั้นกัน เเต่ไม่หรอก...ถ้าหล่อนอยากเจอคงไม่หนีหัวซุกหัวซุนเเบบนี้
"ขอให้คืนนี้ผ่านไปด้วยดี"
"เเค่ต้องวิ่งหนีกระสุนจากบรรดาพี่น้องของตัวเองก็เหนื่อยจะเเย่อยู่เเล้ว"
เเต่ในจังหวะที่ทุกคนลดเเนวป้องกัน กลับกลายเป็นช่องโหว่ให้ศัตรูที่อยู่ในเงามืดโจมตี พลันเสียงหวีดหวิวของบางอย่างก็เเหวกอากาศพุ่งตรงมายังกลุ่มคนพวกนั้น เเม้เเต่ผมที่หลับตาไปเเล้วยังเปิดขึ้นมาใหม่ด้วยความตกใจ
ฉึก!
"อั่ก!"
ชายผู้โชคร้ายก้มลงมองหน้าอกของตัวเองที่มีทวนอันยาวเสียบคา สุ้มเสียงที่เคยจ๊อกเเจ๊กจอเเจเมื่อครู่กลายเป็นเงียบกริบ เเต่เมื่อชายคนนั้นหงายหลังล้มลงกับพื้น
เพียงเท่านั้น...เสียงหวีดร้องก็ดังระงม
ตุบ!
"กรี๊ดดดดด!"
"อ๊ากกก พวกมันมาเเล้วๆ"
จากบรรยากาศเงียบสงบเเทนที่ด้วยความชุลมุนในชั่วพริบตา ไม่รู้ว่าคนป่ามาจากไหนมากมาย ถึงได้โจมตีพวกเรากันอย่างบ้าคลั่ง เสียงต่อสู้ดังสนั่นจนผมต้องยกมือขึ้นมาปิดปากเพื่อกลั้นเสียงร้อง พลางเบิกตาโตจ้องมองภาพความเลวร้ายที่เกิดขึ้นด้วยความตื่นตกใจ
