บทที่ 3 ต้อนรับสมาชิกใหม่

"จำใส่สมองน้อยๆของเธอเอาไว้ด้วย ถ้าคิดจะมาอยู่ที่นี่เพื่อยกระดับตัวเองเป็นเหมือนลูกคุณหนูไฮโซละก็อย่าหวังว่าเธอจะได้ในสิ่งที่คิด! และที่สำคัญอย่ามาล้ำเส้น เพราะไม่งั้นเธอจะได้เห็นว่านรกบนดินมันเป็นยังไง!"

"แกจะไปขู่น้องทำไม"

"น้องผมมีคนเดียวคือเมืองเหนือ! เผื่อพ่อจะลืม"

เมืองรามสะบัดเสียงพร้อมกับปรายหางตามองคนที่เอาแต่ก้มหน้านิ่งเห็นแล้วมันขัดหูขัดตาพิกล เจ้าสัวครามมองตามก็ได้แต่ทอดถอนใจกับความดื้อรั้นเอาแต่ใจของลูกคนโต จะให้ทำอย่างไรได้ในเมื่อเขาและภรรยาเลี้ยงลูกมาอย่างตามใจทุกอย่าง ไม่เคยห้ามปรามเมืองรามเลยสักครั้งอยากได้อะไรก็หามาให้ตามใจสารพัด อาจเพราะเป็นลูกชายคนโตจึงเลี้ยงให้อิสระทางด้านความคิดอย่างเต็มที่มีความเป็นผู้นำสูง เป็นคนเก่งและหัวไวจึงเป็นที่รักของทุกคนในบ้าน พอโตขึ้นกลายเป็นเด็กหนุ่มที่มั่นใจในตัวเอง เด็ดขาด ยึดมั่นถือมั่นในความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ บางครั้งจึงดูไม่สนใจใครคล้ายเป็นคนก้าวร้าวไปด้วยซ้ำ แตกต่างจากเมืองเหนือรายนั้นขี้เล่นชอบสนุก เที่ยวเตร่ และติดเพื่อน

“ป้าน้อม"

“ค่ะ คุณราม”

“สิ้นเดือนนี้ผมจะมาจัดปาร์ตี้เล็กๆที่นี่กับเพื่อน ป้าจัดเตรียมสถานที่และอาหารไว้ให้ด้วย เออ ที่สำคัญให้คนที่เข้ามาอยู่ใหม่ช่วยเตรียมเรื่องอาหารด้วยนะครับไม่ใช่ว่าจะมาอยู่ที่นี่นั่งกินนอนกินแบบลูกคุณหนู” ปากสั่งแม่บ้านแต่สายตายังไม่ละจากผู้หญิงทั้งสองด้วยสายตาไม่เป็นมิตร

เมืองรามจะจัดปาร์ตี้เล็กๆเพื่อฉลองให้กับวันสิ้นสุดสภาพการเป็นนักศึกษาปีสี่ จะมีเฉพาะหมู่เพื่อนสนิทที่ส่วนใหญ่จะเป็นลูกหลานไฮโซแถวหน้าของประเทศเท่านั้นตามประสาลูกคนมีอันจะกินที่ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินทองในการปรนเปรอความสุขให้กับตนเอง ส่วนใหญ่กลุ่มเพื่อนก็จะมักใช้เงินในการแก้ปัญหา แตกต่างจากวัยรุ่นกลุ่มอื่นที่บางคนยังต้องทำงานพิเศษส่งเสียตัวเองให้เรียนจนจบ

“ได้ค่ะ”

“แต่วันนั้นคุณผกาไม่อยู่นะ จะต้องขึ้นเครื่องเดินทางไปคุยเรื่องงานที่ต่างจังหวัดกับฉัน”

เจ้าสัวครามเอ่ยบอกเพราะเข้าใจว่าลูกชายต้องการอะไรในแววตาคู่นั้น แต่ติดที่ก่อนสิ้นเดือนนี้จะต้องบินไปคุยเรื่องการลงทุนขยายสาขาที่เชียงใหม่เป็นเวลาสามวันและผกาต้องเดินทางไปด้วย

เมืองรามแอบกระตุกมุมปากเล็กน้อย ไม่อยู่ก็นับว่าดี แกล้งแม่ไม่ได้ก็แกล้งลูกสาวเลยละกันเป็นการต้อนรับสมาชิกใหม่สักหน่อย สายตาชำเลืองมองพลางแค่นยิ้ม ไอ้ที่เห็นนั่งก้มหน้าอย่างนี้ก็ดื้อตาใสใช่ย่อย เขารู้ดีว่าเธอน่ะไม่ได้เรียบร้อยอย่างที่แสดงละครอยู่ในตอนนี้ หลอกคนอื่นได้แต่จะมาหลอกคนอย่างเขาไม่มีทางสำเร็จ ชั่วโมงบินระหว่างเขาและเด็กนั่นมันยังห่างกันไกลนัก

"คนที่ไม่ได้ไปด้วยทำก็ได้นี่ครับพ่อ หรือว่าพอมาอยู่ที่นี่มือไม้มันอ่อนจนจับอะไรไม่เป็น"

น้ำเสียงที่เปล่งออกมาออกจะดูแคลน จนคนถูกพาดพิงต้องเงยหน้าขึ้นสบตาคมกริบที่จ้องมาที่เธอก่อนแล้วด้วยสายตาเย็นชา ท่าทางของเขาเป็นการสั่งไปในตัวว่าเธอจะต้องเป็นคนทำและเตรียมของว่างให้กับเขา

"คุณรามพูดมาเลยดีกว่าค่ะว่าจะให้เอยทำอะไร"

คนที่นั่งกัดปากตัวเองเงียบๆมาตลอดตั้งแต่ต้นเอ่ยถามออกมาอย่างสุดจะทน เธอได้ยินและจดจำทุกคำดูถูกที่เขาพูดส่อเสียด ดวงตาคู่สวยไม่ยอมหลบดวงตาคมร้าย ต่อให้ชื่นชอบความหล่อของเขามากเพียงใดแต่คำพูดดูถูกพวกนั้นจะให้เธอนิ่งเฉยได้อย่างไรกัน โดยเฉพาะคำพูดว่าร้ายมารดาของเธอ

"เจ้าเอย" ผกาปรามลูกสาวแต่เจ้าเอยรีบกุมมือแม่เอาไว้

"ก็ดีที่ถามกันออกมาตรงๆในเมื่อมาอยู่ที่นี่ก็ต้องช่วยกันทำงานจะมากินอยู่ฟรีได้ยังไง คนที่นี่ใครๆก็ทำงานกันทั้งนั้น และต่อไปห้ามมาแทนชื่อตัวเองทำเป็นตีสนิทกับฉัน" คิ้วเข้มเลิกขึ้นอย่างต้องการกวนอารมณ์คนตัวเล็กกว่าให้ขุ่น

"แกจะเจ้ายศเจ้าอย่างทำไมห้ะ ร้อยวันพันปีเรื่องหยุมหยิมอย่างนี้ไม่เห็นจะสนใจ แต่ก่อนตอนเด็กๆหนูเอยก็ยังเรียกแกว่าพี่ราม ฉันไม่เห็นว่ามันจะผิดตรงไหน"

"นั่นมันเมื่อก่อน แต่ตอนนี้ไม่ได้!"

"เฮ้อ! นับวันนิสัยจะเป็นเด็กเข้าไปทุกที แล้วเรื่องอาหารการกินก็เหมือนกันส่วนใหญ่แกก็ใช้บริการจากโรงแรมเรานี่น่า จะมาให้เจ้าเอยลำบากนั่งหลังขดหลังแข็งทำไม ถ้าแกเบื่ออาหารโรงแรม เรามีแม่บ้าน มีเด็กรับใช้ตั้งหลายคนให้พวกนั้นทำก็ได้ หรือจะสั่งจากภัตตาคารไหนก็ได้"

เจ้าสัวครามหรี่ตามองลูกชายอย่างไม่ไว้วางใจเท่าไรนัก ร้อยวันพันปีไม่เห็นจะให้คนที่บ้านเตรียมอาหารเวลามีปาร์ตี้สังสรรค์ของกลุ่มลูกชาย ส่วนใหญ่จะสั่งมาจากโรงแรมหรูห้าดาวของตัวเองทุกครั้ง

แต่ก่อนที่เมืองรามจะเอ่ยอะไรออกมา เจ้าเอยก็รีบแทรกขึ้นมาเสียก่อน ก่อนที่บรรยากาศจะมาคุไปมากกว่านี้ และแอบเห็นใบหน้าซีดเซียวของมารดาตัวเองด้วยจึงรีบขันอาสารับทำทันทีเพื่อตัดปัญหายุ่งยากใจ

"ไม่เป็นไรค่ะคุณลุง เอยทำได้"

เจ้าเอยบอกอย่างไม่ได้หนักใจอะไร ในเมื่อลูกชายคนโตของที่นี่ต้องการให้ทำเธอก็ยินดี

เขาคงยังไม่รู้ว่าปกติตัวเธอไปช่วยเพื่อนสนิทที่มีร้านอาหารและทำงานพิเศษรับจัดงานเลี้ยงอยู่บ่อยๆเรื่องคิดเมนูสำหรับปาร์ตี้เล็กๆเพียงไม่กี่คนจึงไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเพราะความรู้ที่ได้จากครูพักลักจำก็สามารถทำให้เธอหาเลี้ยงตัวเองและแม่ได้ หากไม่ติดที่ว่าเธอและแม่จำเป็นต้องอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้ชั่วคราว...

คนที่มีปัญหาน่าจะเป็นคนสั่งเธอมากกว่า...

สมองเล็กเริ่มประมวลผลเรียงลำดับเหตุการณ์ไว้ล่วงหน้า เธอจะต้องตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เพื่อลุกไปจ่ายตลาดเช้ามาเตรียมวัตถุดิบไว้ก่อน หลังจากนั้นค่อยไปโรงเรียนเพื่อสอบไฟนอลวันสุดท้ายที่เหลือเพียงวิชาเดียวในภาคเช้า กลับมาก็ยังทันสำหรับเธอแล้วคิดว่าน่าจะเอาอยู่

"ดี หวังว่าจะไม่ทำให้ฉันขายหน้านะ"

หลังจากวันนั้นเมืองรามแทบจะไม่ได้กลับมาเหยียบที่บ้านอีกเลยยกเว้นว่ามีเหตุจำเป็นเร่งด่วนต้องมาคุยเรื่องงานกับเจ้าสัวคราม ส่วนสองแม่ลูกหากรู้ว่าลูกชายคนโตของบ้านมาก็จะพยายามหลบเลี่ยงการปะทะซึ่งหน้า แต่ถึงกระนั้นเมืองรามก็ยังได้กลิ่นหอมดอกไม้อ่อนๆโชยเข้ามากระทบจมูกอยู่บ่อยครั้ง ทำให้รู้ว่ามีใครอีกคนที่แอบมองตนอยู่ไม่ไกลแน่นอน แต่ชายหนุ่มไม่คิดจะเหลียวมองหาให้เสียเวลาเพราะรู้ดีว่ากลิ่นหอมอ่อนๆนั่นมาจากใคร...

จนกระทั่งถึงวันจัดงานเลี้ยง แอลกอฮอล์อย่างดีถูกขนมาจนเต็มโต๊ะเครื่องดื่ม หลังจากนั้นอาหารหลากหลายชนิดหน้าตาราวกับมาจากภัตตาคารหรูก็ถูกลำเลียงมาขึ้นโต๊ะ เมืองรามถึงกลับยืนอึ้งมองอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาว่าทั้งหมดนั่นคือฝีมือของเด็กกะโปโลคนนั้น เพราะเขาแอบสั่งกับทุกคนไว้ว่าหากใครยื่นมือเข้าช่วยจะไล่ออกทันที แต่ไม่นึกว่าเธอจะทำอาหารเข้ากับบรรยากาศงานปาร์ตี้คืนนี้ได้อย่างไม่น่าเชื่อและยังทำออกมาได้ทันเวลาอีกด้วย

"เฮ้ย!! ไอ้รามเหม่ออะไรวะ มาๆชนแก้วกันหน่อย"

"เอาสิ"

มือหนายกแก้วขึ้นชนกับเพื่อน ดวงตาคมยังคงจ้องบางอย่างอยู่เงียบๆโดยการกระทำทั้งหมดอยู่ในสายตาของ คาวี ตลอด เขามองตามสายตาเพื่อนสนิทจุดที่อีกฝ่ายสนใจเอาแต่มองไปนั้นเป็นเส้นทางที่บรรดาเหล่าคนใช้เดินเข้าออกเพื่อดูแลเครื่องดื่มของแต่ละโต๊ะหลังจากที่ลำเลียงอาหารและเครื่องดื่มมาจนเต็มพิกัดแล้วก็เดินเลี่ยงออกไปยืนข้างๆริมสระน้ำเพื่อรอให้บริการเครื่องดื่มให้กับเพื่อนเจ้าบ้าน

"มึงมองเหี้ยอะไรนานสองนาน กูสังเกตมึงมาสักพักแล้วนะไอ้ราม"

คาวี คือเพื่อนสนิทที่รู้ใจกันที่สุดในกลุ่มเอ่ยกับเจ้าบ้าน เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเอาแต่ชะเง้อจนคอยาวมองหาใครบางคนอยู่อย่างไม่รู้ตัว เขาสังเกตอยู่นานแล้วว่าไอ้เพื่อนมาดเท่ห์มัวแต่มองตามบรรดาเด็กรับใช้ในบ้านที่กำลังง่วนอยู่กับการลำเลียงอาหารและเครื่องดื่มเข้ามาเติมอยู่เรื่อยๆและทุกครั้งเมืองรามก็จะมองตามพวกเจ้าหล่อนไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งคาวีได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้แต่ยังไม่ได้เอ่ยถาม จนกระทั่งสบโอกาสเหมาะ

"เปล่านี้ ไม่มีอะไร"

คนปฏิเสธเสียงเรียบดึงสายตาตัวเองกลับมาที่แก้วทรงหรูในมือที่มีน้ำสีอำพัน มือหนายกกระดกรวดเดียวจนหมดรับรู้ถึงรสชาติบาดคอ ทั้งที่ยกไปหลายแก้วแล้วแต่ยังไม่มีทีท่าว่าจะเมา อาจเพราะซ้อมคอกันอยู่บ่อยๆจึงไม่มีใครสามารถล้มหนุ่มเพลย์บอยที่หล่อมาดเท่ห์มีเสน่ห์หาตัวจับยากอย่างเมืองรามได้เลยสักคน แต่รอบนี้คาวีไม่ปล่อยผ่านรีบดึงแก้วออกมาจากมือหนาไม่ให้เด็กในบ้านเติมเหล้าให้อีก พร้อมกับจ้องตาเพื่อนสนิทไม่ยอมให้เมืองรามได้หลบสายตา

"อะไรของมึงไอ้วี จ้องกูทำเหี้ยไร"

คนถามน้ำเสียงติดจะหงุดหงิดที่ทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่ตั้งใจ เขาคิดว่าจะยำเธอให้เละเรื่องอาหา รแต่ใครจะนึกว่าผิดแผนไปหมด ยัยเด็กซื่อบื้อนั่นทำอาหารออกมาได้อย่างไม่ขายหน้า มิหนำซ้ำยังได้รับคำชมจากเพื่อนๆว่าอร่อยทุกเมนูเสียอีก

"ไม่มีเหี้ยอะไร ก็เห็นอยู่ว่ามี! มึงทำตัวแปลกๆกูเห็นมองไปที่ครัวอยู่บ่อยๆ"

คาวีมองไปอีกครั้งก่อนที่สายตาจะสะดุดเข้ากับร่างบอบบางที่สวยสดใส รอยยิ้มที่ปรากฎบนใบหน้าหวานละมุนส่งผลให้หัวใจหนุ่มเต้นผิดจังหวะ จนถึงกับยกมือทาบแผ่นอกตัวเองเอาไว้

เดินปะปนมากับกลุ่มเด็กในบ้านของเมืองราม ผิวขาวผ่องนั่นยิ่งดูโดดเด่นน่ามองจนเขาตะลึงตาค้าง

"หึ กูนะไม่มีอะไรแต่คนที่มีก็มึงนั่นแหละ เป็นเหี้ยอะไรอ้าปากค้างเชียว" เจ้าบ้านบ่นว่าเพื่อนพลางตลกกับท่าทีของคาวี ที่ราวกับกำลังช็อค

"มึงดูนั่น นางฟ้าที่ไหนวะ สวยสะเด็ดสเปคกูโคตรสัส!"

เมืองรามส่ายหัวจะมีสาวสวยที่ไหนกัน ส่วนใหญ่ที่มาก็มีแต่เพื่อนๆในกลุ่มที่คุ้นหน้า และหากมีสาวสวยมาจริงๆส่วนมากก็เคยๆกันแล้วทั้งนั้น เมืองรามไม่เคยหวงคู่นอนหากเพื่อนชอบและฝ่ายหญิงพอใจเขาก็ไม่ติดแต่นั่นคือเขาเบื่อแล้วเท่านั้นและมั่นใจแล้วว่าจะไม่กลับไปกินซ้ำ ซึ่งเรื่องนี้มันก็ขึ้นอยู่กับความชอบและความสมัครใจของแต่ละบุคคลไม่มีการบังคับฝืนใจกัน...

คืนนี้ที่ชวนมาในงานส่วนใหญ่ก็เป็นเพื่อนฝูงที่เป็นลูกหลานไฮโซชอบกินดื่มเต้นเหมือนกัน บางคู่ก็มากับแฟนหรือคนคุย พอเหล้าออกฤทธิ์ก็เริ่มกอดกันนัวเนียคลอเคลียกันตามริมสระว่ายน้ำ หรือที่ลับตาคนแล้วแต่จะสะดวก เพราะทุกคนต่างเห็นเป็นเรื่องปกติ แต่ส่วนใหญ่ก็มีคู่มาด้วยกันทั้งนั้น บ้างก็หิ้วเด็กมาด้วย ส่วนคนภายในบ้านอัครวรกุลก็ไม่มีใครกล้าพูดเพราะเห็นเป็นปกติจนชินตาไปแล้ว ทุกคนอาจจะชินกับภาพสิบแปดบวก

แต่คนที่ไม่ชินก็คงจะเป็นคนที่มาใหม่อย่างเจ้าเอยที่มองทุกอย่างด้วยแววตาตื่นตระหนกตกใจไปกับภาพกอดจูบลูบคลำกันอย่างไม่อายผีสาง หรืออาจเพราะเธอยังเด็กและอยู่ในกรอบมาโดยตลอด เรื่องอย่างว่าจึงทำให้เธอไม่เคยมีภาพเหล่านั้นอยู่ในหัวมาก่อน แค่ปัดเจอในอินเทอร์เน็ตก็ทำเอาเลือดกำเดากระฉูดแล้ว

"ไอ้ราม"

"ว่า"

"กูพูดจริง มึงหันไปดูดิวะ"

"เฮ้ย! นั่นใครวะสวยสัส ผิวขาวแม่งน่าจับกดชิบหาย!"

ขึ้นทำให้เมืองรามหันไปมองทันทีด้วยความอยากรู้เหมือนกัน ว่าใครที่ทำให้เพื่อนอย่างคาวีหนุ่มหล่อเจ้าชู้เพลย์บอยทายาทเจ้าของผับดังถึงกับตาค้างน้ำลายสอ รวมถึงเพื่อนคนอื่นๆที่จ้องไปทางเดียวกัน แต่พอหันไปก็เห็นเจ้าเอยกำลังชงเครื่องดื่มเสิร์ฟโต๊ะที่อยู่บริเวณนั้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้เธอเพียงลำเลียงอาหารออกมาเท่านั้นแล้วก็เข้าไปหลบอยู่แต่ในครัว เธอกำลังช่วยคนอื่นชง   สนุกสนานเป็นกันเองกับเพื่อนของเขามันทำให้คนมองรู้สึกขัดใจ ด้วยเสื้อผ้าหน้าผมที่ไม่เหมือนสาวใช้จึงทำให้เธอดูโดดเด่นสะดุดตากว่าคนอื่น ดึงดูดสายตาใครต่อใครให้หันมาสนใจว่าสาวน้อยหน้าสวยรูปร่างอรชรสูงไม่ถึงหนึ่งร้อยหกสิบเซ็นติเมตรนั่นเป็นใคร และเธอก็ทำให้เจ้าบ้านอย่างเมืองรามรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทุกครั้งที่เห็นเธอเข้ามาอยู่ในระยะสายตาอย่างไม่รู้สาเหตุ...

"แม่ง.. กูจองนะคนนี้"

พลั่ก!!

"เดี๋ยวก็โดนตีนไอ้รามหรอกมึง..เด็กมันหรือเปล่าก็ไม่รู้"

หนึ่งในกลุ่มตบหัวคนพูดจนแทบหน้าคว่ำ ก่อนที่เมืองรามจะหันไปมองคนทั้งคู่ตาขวาง

"ก็แค่เด็กในบ้านจะสนใจทำไม"

"เด็กในบ้านเหรอ! ตลกล่ะ ชุดที่ใส่ก็ไม่ใช่เปล่าวะมึง"

"ไอ้รามเด็กในบ้านจริงเปล่าวะ.. มึงไม่ได้คิดจะเคลมเองใช่ไหม"

คาวีถามอย่างตรงๆ เพราะรู้ว่าคาสโนว่าอย่างเมืองรามไม่เคยปล่อยสาวงามให้รอดสักราย จึงถามไว้ก่อนเผื่อเขาจะจีบจะได้ไม่ผิดใจกัน

"ผู้หญิงที่กูโคตรเกลียด มึงก็น่าจะรู้ดีว่าเป็นใคร"

"อย่าบอกนะว่า นะนี่ คือเอ่อ"

"อืม นี่ตัวลูกส่วนตัวแม่ไปเชียงใหม่กับพ่อกู"

เสียงกระซิบบอกกันเบาๆที่รู้กันเพียงสองคนเท่านั้นเพราะเมืองรามไม่เคยเล่าเรื่องส่วนตัวให้ใครฟังยกเว้นคาวีคนเดียว

ร่างหนามองคนที่เดินชงเหล้าให้กับโต๊ะที่อยู่บริเวณนั่นพลันมีความคิดบางอย่างผุดขึ้น ริมฝีปากหยักหนาแสยะยิ้มเบาๆพลางยกเหล้ายี่ห้อที่โปรดปรานกระดกรวดเดียวอีกครั้ง ดื่มไปหลายแก้วแล้วจนรู้สึกได้ว่ารสชาติมันนุ่มหวานละมุน ติดจะร้อนคอนิดๆมีกลิ่นหอมอย่างที่ชอบ ยิ่งดื่มเวลาครึ้มอกครึ้มใจว่าจะได้แกล้งใครบางคนก็ยิ่งทำให้รสชาติเหล้ามันนุ่มยิ่งขึ้นไปอีกเท่าตัว

เมืองรามสังเกตเจ้าเอยเงียบๆดูก็รู้ว่าพลังงานของเธอใกล้จะหมดเต็มที ร่างบางโอนเอนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ เพียงแค่ได้เห็นสีหน้าที่เหนื่อยล้าซีดเซียวยิ่งทำให้นึกสนุกอยากแกล้งเธอเล่น

"ถ้ามึงไม่ติด งั้นคนนี้กูขอได้ไหม"

เสียงของชาร์คเอ่ยขึ้น รามจึงหันกลับไปจ้องคนขออย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นัก ชาร์คเป็นเพื่อนร่วมรุ่นอีกคนแต่เขาไม่ค่อยสนิทมากนักเพราะไม่ชอบนิสัยส่วนตัวบางอย่าง ก่อนสายตาดุจะตวัดไปจ้องหญิงสาวตัวต้นเหตุของความน่ารำคาญอีกครั้ง คนเจ้าแผนการยังคงวางแผนที่จะแกล้งคนตัวเล็กอยู่ในหัวตลอดเวลา

"แต่งตัวไม่เหมือนคนใช้บ้านรามเลยนี่...เธอเป็นใครคะ"

สาวสวยที่เดินมาทิ้งตัวลงข้างๆเบียดตัวตนเข้ามาใกล้จนแทบจะนั่งเกยตักเมืองรามเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความอยากรู้ เธอได้ยินเสียงอื้ออึงเลยหันมามองแล้วก็ต้องขมวดคิ้วด้วยความสงสัยเช่นเดียวกันกับคนอื่นๆ เธอเคยติดตามเมืองรามมาที่นี่อยู่บ่อยๆในฐานะเพื่อนที่แอบกินกันมานานหรือจะเรียกว่าเป็นเพื่อนนอนก็ไม่ผิด เป็นคนควงล่าสุดแต่ก็ยังไม่ได้ขยับสถานะเป็นแฟนอย่างที่คนอื่นคิดสักที เพราะเมืองรามมองว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ที่คบก็อยากจะได้เงินเขาทั้งนั้น แต่เธอไม่ใช่เพราะด้วยหน้าตาฐานะทางสังคมแล้วไม่น้อยหน้าใครในสังคมไฮโซเลยเพราะงั้นเรื่องเงินจึงไม่ใช่ปัญหาระหว่างเธอกับเมืองราม จะมีก็คงเพราะเขายังไม่พร้อมจะหยุดที่ใครมากกว่า และเธอก็ไม่เคยคิดจะปล่อยเขาไป ตราบใดที่เมืองรามยังไม่เบื่อและเธอเองก็ยังตอบสนองเรื่องบนเตียงอย่างเร่าร้อนในแบบที่เมืองรามชอบทุกครั้งและดูเหมือนเมืองรามก็ติดใจเซ็กส์ของเธอมากอยู่เหมือนกัน

"เออ..สรุปแล้วสาวน้อยน่ารักนั่นเป็นใครวะ"

"เด็กไอ้รามหรือเปล่า"

"ไม่ใช่มั่ง ไม่เห็นมันเคยบอกว่ามีเด็กมัธยมปลายในสังกัดน่ากินขนาดนี้นี่หว่า"

"เออ น่าจะใช่ยังไม่ถึงสิบแปดเดี๋ยวก็ได้ไปกินข้าวแดงในคุกกันพอดี"

"ว่าไงไอ้ราม มึงจะตอบได้ยัง"

ทุกคนต่างก็ออกความเห็นและถกเถียงกันสนุกปาก จนทำให้คนฟังอย่างเมืองรามหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม เสียงแก้วที่กระแทกลงบนโต๊ะดังเสียจนทำให้ทุกคนถึงกับสะดุ้งแล้วเงียบเสียงลงทันที

"ลูกติดแม่เลี้ยงกูเอง สงสัยอะไรอีกไหม จะแดกกันไหมเหล้า!! ถ้าไม่แดกก็พากันกลับไปซะ! แม่งเซ้าซี้กันอยู่ได้น่ารำคาญชะมัด"

เมืองรามบอกไปอย่างหงุดหงิดไม่รู้จะสนใจอะไรนักหนา ขนาดตัวเขาเองยังไม่อยากจะมองเลย ว่าแล้วก็หันไปทำตาขวางมองคนที่เอาแต่ยิ้มให้เพื่อนของเขาอย่างขัดหูขัดตา

บทก่อนหน้า
บทถัดไป