บทที่ 2 บทนำ

บทนำ

แสงแดดอ่อนยามบ่ายสาดสะท้อนผ่านผ้าม่านโปร่งลงมาแตะแผ่นไม้เรียบของโต๊ะรับแขก อุณหภูมิภายในห้องเย็นพอเหมาะ ทว่าฝ่ามือบางกลับเย็นเยียบเกินพอดี

ชายวัยสามสิบสามปีที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ร่างสูงโปร่งสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตา ติดกระดุมเรียบร้อยทุกเม็ดโดยไม่แม้แต่จะปลดคลายแขนเสื้อให้หลวมลง ท่าทีสง่างามทว่าถือดี ท่อนแขนข้างหนึ่งพาดสบายบนพนักโซฟา ขณะที่อีกข้างวางนิ่งบนหน้าตัก ยามนั่งไขว่ห้างด้วยแผ่นหลังตรงดั่งคนที่ไม่คิดจะก้มหัวให้ผู้ใด

เขาไม่เคยเปลี่ยนไปเลยสักนิด...

ตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา ชายผู้นี้ยังคงวางตนในแบบเดิมอยู่เสมอ ดั่งตั้งใจให้ทุกคนจำภาพลักษณ์ของชายผู้ควบคุมได้ทุกสิ่งบนโลก ไม่เว้นแม้กระทั่งร่างกาย หรือแม้แต่หัวใจของหญิงสาวผู้ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาซึ่งนั่งอยู่ตรงข้าม

เขามีนามว่า... สิงหา เดชเดชากุล

ที่ข้างกายเขานั้น เรือนร่างอรชรในชุดนักศึกษาฝึกงานของบริษัทนั่งไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ ผิวขาวจัดโดดเด่นภายใต้เชิ้ตนักศึกษาและกระโปรงรัดรูป ปลายนิ้วเรียวยกแก้วชาขึ้นจิบเบา ๆ เผยให้เห็นข้อมือเล็กที่สวมนาฬิกาเรือนบางเฉียบ ซึ่งเพียงแค่เหลือบมอง ก็พอจะคาดเดาได้ไม่ยากว่าราคาของมันเกินกว่าฐานเงินเดือนเด็กฝึกงานจะเอื้อมถึง

หล่อนกำลังจุดยิ้มมุมปาก ก่อนจะวางแก้วลงบนจานรองอย่างนุ่มนวล ไร้ซึ่งเสียงกระทบกระทั่ง

หล่อนผู้นั้นมีนามว่า... นลินทิพย์

อีกฟากหนึ่งของโต๊ะ... ร่างบางอรชรไม่แพ้กันกลับไม่ได้แตะต้องถ้วยชาตรงหน้าเลยสักครั้ง มือสองข้างประสานแน่นอยู่บนตัก ดวงตาคู่สวยสั่นไหวเกินกว่าจะปิดบังความรวดร้าวที่กัดกินอยู่ข้างใน ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดจากปาก มีเพียงความเงียบสงัดที่เริ่มโรยตัวหนาหนักขึ้นเรื่อย ๆ

กระทั่ง...

“ฉันทำเขาท้อง”

น้ำเสียงเย็นชาจนจับขั้วหัวใจ หลุดออกจากริมฝีปากของชายผู้เป็นสามีถูกต้องตามกฎหมายของเธอเอง

“ถ้าเธอจะหย่าก็หย่า แต่ถ้าไม่หย่า ก็อยู่กันสามคนผัวเมียนี่แหละ ฉันจะให้เขาย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่”

เขาเอื้อนเอ่ยประโยคนั้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ราวกับกำลังสั่งกาแฟสักแก้ว ไร้ซึ่งร่องรอยแห่งความรู้สึกผิดในแววตาที่มองมา

แม้สุ้มเสียงไร้หัวใจนั้นจะจางหายไปไม่ถึงห้าวินาที... ทว่าภายในอกกลับหนักอึ้ง ราวกับมันกำลังก้องกังวานซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่รู้จักจบสิ้น

ปานวาด ก้มหน้าลงอย่างช้า ๆ ดวงตาสั่นไหวทว่ายังคงมองเห็นลายไม้บนโต๊ะได้อย่างชัดเจน เส้นสายขีดขวางเหล่านั้นแลดูคล้ายรอยแตกร้าวภายในใจ ที่เธอพยายามประคองไว้ภายใต้สีหน้าเรียบเฉย

เธอไม่รู้ว่าควรจะเอื้อนเอ่ยประโยคใดออกไป... เพราะไม่มีคำพูดไหนจะสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นตรงหน้านี้ได้อีกแล้ว

ความเงียบสงัดดำเนินต่อไปอีกพักใหญ่ ก่อนที่ฝ่ามือบางจะค่อย ๆ เคลื่อนไหวจากตัก หญิงสาววางมือลงบนเข่าของตนเบา ๆ เพียงเพื่อระงับแรงสั่นไหวเล็ก ๆ ที่ปลายนิ้ว

บนนิ้วนางเรียวสวย... แหวนวงเดิมยังคงถูกสวมเอาไว้ แหวนเงินเรียบหรูราคาสูงลิ่วที่เขาเคยสวมให้ในวันแต่งงาน ยามนี้กำลังสะท้อนเงาบางอย่าง

บางสิ่งที่เธอเองก็ไม่แน่ใจว่ามันคืออะไรกันแน่...

ความทรงจำ? ความหวัง? หรือความโง่งมของตนเอง?

เบื้องหน้าของเธอ... หญิงสาวในชุดนักศึกษาฝึกงานยังคงจิบชาด้วยท่าทีไม่รีบร้อน

ปานวาดไม่ได้พูดอะไร ทว่าสายตาเจ้ากรรมกลับเผลอมองภาพนั้นเนิ่นนานเกินกว่าที่ควร นานพอจนถูกจับสังเกตได้ว่า สิ่งที่แลกเปลี่ยนผ่านความนิ่งเงียบนั้น... คือความอิจฉาคนตรงหน้าจับใจ

“ถ้าหมดธุระที่จะพูดแล้ว... ปานขอตัวก่อนนะคะ”

น้ำเสียงแผ่วเบาเอื้อนเอ่ยเพียงเท่านั้น ก่อนร่างบางจะลุกขึ้นยืนแล้วหมุนตัวเดินแยกออกมาเงียบ ๆ ราวกับเป็นเพียงการก้าวเปลี่ยนห้องธรรมดา ๆ

ทว่าเพียงไม่กี่ก้าวก่อนจะพ้นขอบพรมหน้าประตู เสียงฝีเท้าเบากระทบพื้นก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง ใกล้เสียจนไม่อาจเป็นผู้อื่นไปได้

กลิ่นน้ำหอมอ่อนเย้าเยือนแบบที่เธอเริ่มจะชินจมูกลอยมาแตะสัมผัส พร้อม ๆ กับเงาร่างเล็กที่เขยิบเลื่อนเข้ามาใกล้ข้างใบหู ก่อนที่เสียงกระซิบหนึ่งจะดังแว่วขึ้นอย่างแผ่วเบา

“อิจฉาเหรอคะ?”

ปลายประโยคทิ้งเว้นระยะห่างเพียงแค่ลมหายใจกั้น

“อิจฉานักก็ท้องสิ”

รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นตรงมุมปากของเจ้าของเสียง 

“อุ๊ย... แต่ก็ลืมไป สามีไม่เคยแตะตัวเลยตั้งแต่แต่งงานกันมา จะท้องได้ไงเนอะ”

หล่อนเอ่ยแค่นั้นก่อนจะผละถอยออกไป พร้อมด้วยสีหน้าเย้ยหยัน

ปานวาดก้าวเดินต่อไปโดยไม่คิดจะหันหลังกลับไปมอง ไร้ผู้ใดได้เห็นสีหน้าและหยาดอารมณ์ของเธอ... และไม่มีใครได้รับรู้เลยว่า หญิงสาวต้องกล้ำกลืนสูดลมหายใจเข้าปอด ทั้งที่หัวใจกำลังถูกบีบจนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้แรงลมได้ไหลผ่าน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป