บทที่ 4 ตอนที่ 2 สิ่งที่พอเลือกได้
ตอนที่ 2
สิ่งที่พอเลือกได้
“ถ้าเป็นคุณสิงห์... ก็ดีแล้วค่ะ”
ตุลานิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา ชายหนุ่มยกมือขึ้นวางบนศีรษะของหญิงสาวในชุดครุย แล้วลูบเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู
“พี่อยากให้ปานมีความสุขนะครับ”
ปานวาดยิ้มบางเบารับคำกล่าวคำนั้น พลางก้มหน้าลงมองช่อดอกไม้ในอ้อมแขน สีฟ้าอ่อนของดอกไฮเดรนเยียยังคงสวยสดและงดงามไม่เปลี่ยน... หากทว่าภายในหัวใจ กลับมีบางสิ่งบางอย่างกำลังปริแตกร้าวอย่างช้า ๆ
“ปาน... ก็อยากมีความสุขเหมือนกันค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็อย่าแบกรับอะไรไว้คนเดียวนะครับ มีอะไรก็บอกพี่ได้เสมอ”
ตุลาเน้นน้ำหนักมือขยี้เรือนผมนุ่มซ้ำเบา ๆ ตามความเคยชิน สัมผัสอันนุ่มนวลนั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลยสักครั้ง ไม่เคยสร้างความเจ็บปวด ไม่เคยเฉยชา และไม่เคยทำร้ายเธอเลยตลอดชีวิตที่ผ่านมา
“เอางี้ เดี๋ยวพี่พาไปเลือกของขวัญวันรับปริญญาดีกว่า ปะ”
“เอ่อ... คือ แค่ดอกไม้ช่อนี้ก็พอแล้วค่ะพี่ตุลย์”
สำหรับเธอแล้ว... เพียงเท่านี้ก็เกินพอจริง ๆ สิ่งของรอบกายที่ผ่านมา เธอใช้ชีวิตโดยไม่เคยขาดแคลนสิ่งใด เติบโตมาในรูปแบบที่มีผู้คนประเคนทุกสิ่งให้ โดยไม่มีใครเคยรับรู้เลยว่า... หัวใจของเธอกลับยิ่งว่างเปล่าลงทุกครั้ง ยามได้รับของล้ำค่าเหล่านั้นมาครอง
“แค่ดอกไม้จะไปพออะไรกัน วันสำคัญทั้งทีต้องจัดเต็มสิครับ”
เขาเอ่ยพร้อมเดินนำออกไปทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้หญิงสาวได้เอ่ยปากปฏิเสธอีกเป็นครั้งที่สอง
ณ ร้านขายของที่ระลึกฝั่งตรงข้ามสถาบัน
กรุ๊งกริ๊ง...
เสียงกระดิ่งหน้าประตูร้านส่งเสียงกังวาน ยามแผ่นไม้สีขาวครีมถูกเปิดออก กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกลาเวนเดอร์ลอยละมุนมาตามอากาศทันทีที่ปานวาดก้าวเท้าเข้าไป เธอหยุดยืนตรงหน้าประตูชั่วครู่ สูดลมหายใจเข้าลึก แล้วจึงก้าวเดินตามหลังชายหนุ่มผู้พามา... แผ่นหลังหนาที่เธอใช้เป็นพื้นที่หลบภัย และเป็นเซฟโซนอันปลอดภัยเสมอมา
ตุลาหยุดยืนอยู่หน้าเชลฟ์ไม้ที่วางของขวัญเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ สีหน้าของเขายังคงเรียบนิ่งทว่าผ่อนคลาย รอยยิ้มบางเบาบนใบหน้านั้น ทำให้ผู้มองรับรู้ได้ถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดของเขาเสมอ
“เลือกสักชิ้นสิครับ... ถือเป็นของขวัญให้ตัวเองที่เรียนจบแล้ว”
ปานวาดพยักหน้ารับน้อย ๆ ก่อนจะออกก้าวเดินชมสิ่งของภายในร้านอย่างเงียบ ๆ
ที่แห่งนี้เป็นเพียงร้านขายของขวัญเล็ก ๆ ใกล้กับมหาวิทยาลัย ตกแต่งอย่างอบอุ่นด้วยแสงไฟโทนสีส้มนวลตาและผนังไม้สีขาวสะอาด มีชั้นวางเรียงรายไปด้วยเครื่องเขียน กระเป๋าผ้าสกรีนลายวาดมือ กรอบรูป กล่องดนตรี ตลอดจนของจิปาถะอีกหลากหลายชนิด
ในสายตาของปานวาด... มันไม่ได้มีความพิเศษมากมายนัก ทว่ากลับมอบความรู้สึกสบายใจให้อย่างน่าประหลาด
บางที... มันอาจเป็นเพราะเธอไม่ได้คาดหวังสิ่งใดในชีวิตอีกแล้ว
วันที่ได้รับแจ้งข่าวการหมั้นหมาย เปรียบเสมือนเส้นตรงที่ขีดลากชีวิตของเธอให้ต้องก้าวไปข้างหน้า โดยไร้ซึ่งโอกาสให้ได้หันหลังกลับ และการได้เดินเลือกซื้อของในร้านอันเงียบสงบเช่นนี้ ก็กลายเป็นหนึ่งในไม่กี่สิ่งที่ทำให้เธอยังรู้สึกว่า... ได้เป็นผู้เลือกด้วยตนเอง
ปลายนิ้วเรียวสวยของเธอชะงักหยุดลงตรงกรอบรูปไม้ธรรมดาที่มีกระจกใสตัดขอบทอง หญิงสาวหยิบมันขึ้นมาพลิกพิจารณาด้านหลัง เห็นช่องสำหรับใส่ภาพขนาดโปสต์การ์ด โดยมีตัวอักษรเรียบง่ายสลักไว้ที่ขอบด้านล่างว่า...
‘สำหรับภาพอันล้ำค่า’
“พี่ตุลย์ว่ากรอบรูปนี้ดีไหมคะ?”
ปานวาดช้อนสายตาเงยหน้าขึ้นเอ่ยถาม ขณะที่มือยังคงประคองกรอบรูปวงนั้นเอาไว้
“ดีสิครับ”
“งั้นปานเอาชิ้นนี้ค่ะ”
คนตัวเล็กทำท่าจะหมุนตัวเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ชำระเงิน หากทว่าในจังหวะนั้นเอง ประตูหน้าร้านก็ถูกดันเปิดออกอีกครั้ง
กรุ๊งกริ๊ง...
เสียงกระดิ่งดังกังวานแผ่วเบา ก่อนจะตามมาด้วยส้นรองเท้ากระทบพื้นเป็นจังหวะนุ่มนวล
ผู้ที่ก้าวเข้ามาคือหญิงสาวคนหนึ่งในชุดครุยเต็มยศ ทว่าปานวาดกลับไม่คุ้นหน้าคุ้นตาเลยสักนิด เรือนผมยาวสลวยถูกถักเป็นเปียหลวม ๆ พาดลงมาบนไหล่ ดวงหน้าหวานที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางดูสดใสเปล่งประกาย ราวกับภาพวาดในโฆษณา
หล่อนเดินตรงไปยังมุมกล่องของขวัญสำหรับบรรจุสร้อยข้อมือ ก่อนจะหยิบกล่องไม้ขนาดเล็กขึ้นมามอง หล่อนยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจแล้วจึงหันไปเอ่ยกับพนักงานร้าน
“เอาชิ้นนี้ค่ะ เดี๋ยวแฟนมารับแทนนะคะ ฉันขออนุญาตเข้าห้องน้ำสักครู่นะคะ”
คำว่า ‘แฟน’ ถูกเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงหวานหยด แววตาเป็นประกายวิบวับดั่งคนที่ถูกเติมเต็มด้วยความรักจนล้นอก
ปานวาดไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟัง หากแต่ประโยคนั้นกลับลอดผ่านเข้ามาในโสตประสาทอย่างพอดี เธอหันไปมองหญิงสาวผู้นั้นขณะที่หล่อนกำลังเดินผ่านไป
แววตาของหล่อน... งดงามเหลือเกิน ไม่ใช่เพียงเพราะโครงหน้าที่ได้รูป หากแต่เป็นเพราะมันสะท้อนความสุขของคนที่รับรู้ว่า... ตนเองกำลังเป็นที่รักของใครสักคนอย่างแท้จริง
หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะจุดยิ้มบาง ๆ ตามภาพตรงหน้า ยามหันกลับมามองกล่องของขวัญในมือ ภายในหัวสมองไม่ได้มีสิ่งใดตกค้าง นอกจากความคิดที่แวบขึ้นมาว่า...
จะมีวันไหนบ้างไหม... ที่เธอจะได้เอื้อนเอ่ยคำว่า ‘เดี๋ยวแฟนมารับนะคะ’ ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสุขเช่นนั้นบ้าง?
กรุ๊งกริ๊ง...
เสียงกระดิ่งตรงบานประตูส่งเสียงดังกังวานขึ้นอีกครั้ง
ปานวาดไม่ได้หันกลับไปมองในทันที เธอยังคงยืนอยู่ที่มุมเชลฟ์เดิม ปลายนิ้วเรียวสวยลูบไล้ขอบไม้ของกรอบรูปในมืออย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักในความคิด
ทว่า... เสียงทุ้มต่ำราบเรียบที่เอ่ยกับพนักงานร้าน กลับส่งผลให้ปลายนิ้วของเธอชะงักค้างกลางอากาศ
“แฟนผมฝากมารับครับ กล่องไม้เล็กๆ ด้านในใส่สร้อยข้อมือไว้ พอดีเธอไปเข้าห้องน้ำอยู่”
เสียงนั้น... คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด
คุ้นเสียจนหัวใจดวงน้อยเริ่มสั่น... ด้วยความหวาดกลัว
