บทที่ 7 ตอนที่ 5 น้องเนยมาแล้วค่ะ

ตอนที่ 5

น้องเนยมาแล้วค่ะ

รถยนต์คันหรูแล่นเข้าสู่ถนนหินกรวดที่ทอดยาวผ่านซุ้มรั้วเหล็กดัดขนาดมหึมา เมื่อเคลื่อนผ่านพุ่มดอกชบาริมทางเข้าไปเพียงไม่กี่เมตร ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือคฤหาสน์ทรงยุโรปสีขาวขนาดใหญ่ บนเนื้อที่กว้างขวางกว่ายี่สิบไร่

บ้านตระกูลเดชเดชากุล...

แม้ระยะเวลาจะผันผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด ที่แห่งนี้ก็ยังคงดูงดงามสมบูรณ์แบบอยู่เสมอ ทว่าปานวาดกลับไม่ได้ทอดสายตามองมันนานมากนัก รถยนต์ของตุลาไม่ได้จอดเทียบลงที่หน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ หากแต่เลี้ยวเบี่ยงเข้าสู่เส้นทางด้านข้าง มุ่งหน้าตรงไปยังเรือนเล็กชั้นเดียวสีเทาอบอุ่น ซึ่งซ่อนอยู่ใต้ร่มเงาของไม้ใหญ่ เรือนปีกตะวันออกที่ถูกสร้างแยกออกมาจากตัวคฤหาสน์หลักอย่างเป็นสัดส่วน

“พักผ่อนเถอะนะ... พี่ไม่รบกวนแล้ว”

ตุลาเอ่ยขณะดับเครื่องยนต์ ปานวาดทำเพียงพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนจะออกก้าวเดินขึ้นไปยังบ้านพักของตนเอง

แสงไฟจากโคมด้านหน้าซึ่งถูกเปิดทิ้งเอาไว้ เผยให้เห็นเงาไหวของต้นมะลิริมทางขึ้นได้อย่างชัดแจ้ง กลิ่นหอมอบอวลบางเบาของดอกไม้โชยลอยมาตามสายลม ราวกับกำลังทำหน้าที่ปลอบประโลมใครบางคนที่กำลังเหนื่อยล้า... มะลิเหล่านี้คือดอกไม้ที่เธอลงมือปลูกไว้ด้วยตนเองตั้งแต่ยามก้าวเข้ามาอาศัย ณ ที่แห่งนี้ใหม่ ๆ และมันก็ค่อย ๆ เจริญเติบโตงดงามมาพร้อมกับตัวเธอ

บ้านปีกตะวันออกหลังนี้ คือพื้นที่ซึ่งพ่อและแม่ของสองพี่น้องตั้งใจสร้างไว้ให้ปานวาดโดยเฉพาะเมื่อห้าปีก่อน หลังจากผู้เป็นพ่อและแม่ของเธอได้ด่วนลับลาโลกไป โดยไม่ทิ้งญาติมิตรคนใดเหลือไว้ในโลกใบนี้อีกเลย

มารดาของสองพี่น้องเคยเอ่ยกับเธอไว้ว่า... ‘ให้ถือเสียว่าอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน แค่อยู่คนละหลังก็เท่านั้นเอง’ และปานวาดก็ตระหนักดีว่า พวกเขามอบความจริงใจตามถ้อยคำนั้นอย่างแท้จริง

เธอไม่เคยถูกเกลียดชัง ไม่เคยถูกเมินเฉย กลับกัน... เธอได้รับความเมตตากรุณาและการดูแลเอาใจใส่ทุกสิ่งอย่าง ไม่แตกต่างไปจากลูกในไส้คนหนึ่ง

มีคนรับใช้คอยปรนนิบัติส่วนตัว มีเงินทองใช้จ่ายไม่ขาดมือ ได้เข้าศึกษายังโรงเรียนที่ดี และได้สอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดัง ไร้ซึ่งสิ่งใดในชีวิตที่พอจะเรียกว่าความยากลำบากได้เลย

แม้กระทั่งในยามนี้... หากเธอยินยอมรับข้อตกลงและยินยอมรับมรดกที่ถูกจัดสรรไว้ให้อย่างเป็นระเบียบ เธอก็จะสามารถใช้ชีวิตสุขสบายต่อไปได้ โดยไม่จำเป็นต้องตรากตรำทำงานใด ๆ อีกเลยตลอดทั้งชีวิต

ทว่า... ก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด

ทั้งที่มีพร้อมทุกสิ่งอย่างในสายตาของผู้อื่น ภายในอกของเธอกลับไม่เคยรู้สึกว่าตนเอง ‘มี’ อยู่จริงเลยสักครั้ง... ไร้ซึ่งแม้กระทั่งความรู้สึกว่า... ตนเองได้เป็นเจ้าของชีวิตตนเองอย่างแท้จริง

“คุณปานจะอาบน้ำก่อนหรือทานข้าวก่อนดีคะ?”

เสียงนุ่มนวลของหญิงวัยกลางคน ดึงร่างบางให้หลุดพ้นออกจากห้วงภวังค์ความคิดในอดีต เมื่อช้อนสายตาขึ้นมอง ก็พบร่างของอีกฝ่ายยืนอยู่ไม่ไกล บนใบหน้าเรียบร้อยของนาง ปรากฏร่องรอยแห่งความห่วงใยเจือจางอยู่

หญิงสาวรีบขยับเรียวนิ้ว ซ่อนแหวนแต่งงานที่สวมใส่อยู่ลงใต้ผืนเสื้ออย่างรวดเร็ว ราวกับมันเป็นสิ่งของต้องห้ามที่ไม่อยากให้ผู้ใดพบเห็น ก่อนจะส่งรอยยิ้มจาง ๆ มอบให้แก่สตรีผู้คุ้นเคยมาเนิ่นนาน

“อาบน้ำก่อนดีกว่าค่ะ... ชบาเตรียมน้ำไว้แล้วใช่ไหมคะ?”

“เตรียมไว้เรียบร้อยแล้วค่ะ ตามที่คุณปานชอบทุกอย่าง กลิ่นลาเวนเดอร์เจือจาง อุณหภูมิอุ่นกำลังดีประมาณสามสิบเจ็ดองศาค่ะ”

คนงามพยักหน้ารับเบา ๆ พลางหยัดกายลุกขึ้นจากขอบปลายเตียง

“ขอบคุณนะชบา... เหมือนเดิมทุกอย่างเลย”

“ก็ชบาดูแลคุณปานมาตั้งแต่คุณปานอายุสิบแปด จะให้เปลี่ยนไปได้อย่างไรล่ะคะ”

เอ่ยพร้อมส่งรอยยิ้มอบอุ่นให้ คล้ายต้องการปลอบประโลม เมื่อสังเกตเห็นสีหน้าของเจ้านายสาวดูไม่สู้ดีนัก ก่อนจะหมุนกายเดินออกจากห้องไปอย่างรู้ความ ด้วยไม่อยากอยู่รบกวนเวลาส่วนตัว ทิ้งให้หญิงสาวตกลงสู่มวลความเงียบอีกครั้ง

ปานวาดใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำนานกว่าปกติ...

ไม่ใช่เพราะอยากผ่อนคลายกายใจเป็นพิเศษ หากแต่เพราะเธอยังไม่พร้อมจะก้าวเดินออกไปเผชิญหน้ากับความจริงอันแสนใจร้ายภายนอกนั้น

กลิ่นหอมของลาเวนเดอร์ที่ชบาจัดเตรียมไว้ลอยอบอวลไปทั่วห้องน้ำ พาให้ความรู้สึกคล้ายย้อนเวลากลับไปเป็นเพียงเด็กสาวนักศึกษามหาวิทยาลัยปีหนึ่ง... ยุคสมัยที่ยังคงมีพี่ตุลย์เคียงข้าง ยุคสมัยที่เธอไม่ต้องแบกรับพันธสัญญาและภาระอันหนักอึ้งที่ตนเองไม่ได้เป็นผู้เลือก

เธอปล่อยกายแช่ลงในสายน้ำอุ่นจนผิวกายเนียนนุ่ม กลิ่นหอมสะอาดสดชื่นของสบู่อบอวลติดตรึงทุกลานผิว

กระทั่งสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อนุ่มสบายตัวอันเป็นชุดโปรด เสื้อเชิ้ตผ้าบางสีขาวนวลสวมทับกางเกงผ้าขายาว เธอยืนนิ่งสงบจ้องมองภาพสะท้อนในกระจกอยู่นานครู่ใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจยาว แล้วเปิดประตูเดินออกไป...

หากล่วงรู้ล่วงหน้า... ว่าเพียงไม่กี่ก้าวเดินข้างหน้า จะต้องพบเจอกับสิ่งที่ไม่ปรารถนามองเห็นมากที่สุด...

เธอคงเลือกที่จะขังตัวเองไว้ในห้องน้ำแห่งนี้ ไปตลอดกาลเสียดีกว่า

เสียงล้อกระเป๋าเดินทางลากกระทบเสียดสีกับพื้นหินอ่อน ส่งผลให้จังหวะก้าวเดินของปานวาดพลันหยุดชะงักลง

ตรงบริเวณใจกลางห้องโถงกว้าง คือร่างบางในชุดนักศึกษาฝึกงาน...

นลินทิพย์กำลังยืนเท้าเอวพลางหันรีหันขวางทอดสายตามองไปรอบกาย ก่อนจะส่งเสียงก้องหวานใสราวกับการแสดงบนเวทีละคร

“คุณแม่บ้านคะ! ห้องของน้องเนยอยู่ไหนเอ่ย~ น้องเนยย้ายเข้ามาแล้วนะคะ!”

ฝีเท้าของปานวาดชะลอช้าลงโดยอัตโนมัติ เธอยืนนิ่งอยู่ตรงบริเวณมุมบันได ด้วยระยะห่างจากโถงรับแขกไม่ไกลนัก จึงส่งผลให้ได้ยินทุกคำพูดของนลินทิพย์ได้อย่างชัดเจน

“ห้องของน้องเนยอยู่ไหนน้า~ คุณสิงห์ให้คนจัดเตรียมไว้หรือยังน้า~”

น้ำเสียงเจื้อยแจ้วหวานละมุนฟังดูคล้ายลูกแมวน้อยแสนซน ทว่ากลับกระแทกเข้าไปในแก้วหูอย่างน่าประหลาด

ปานวาดเพียงขยับปลายเท้าหมายจะเดินออกไป หากทว่ายังไม่ทันได้ก้าวขา ประตูห้องทำงานด้านข้างก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงเสียก่อน

สิงหาในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขน ก้าวเดินออกมาด้วยสีหน้าและแววตาฉายความหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด ทรงผมที่เคยเรียบร้อยบัดนี้ยุ่งเหยิงเล็กน้อย คล้ายคนเพิ่งผ่านพ้นการประชุมอันตึงเครียดมาเป็นเวลานานนับชั่วโมง

“เสียงอะไรกันวะ? โวยวายอะไรกัน รบกวนเวลาคนกำลังทำงาน!”

นลินทิพย์หมุนกายหันกลับไปหาในทันที ราวกับเฝ้ารอคอยจังหวะเวลานี้อยู่ก่อนแล้ว

“น้องเนยเองค่ะ~ เนยเพิ่งไปเก็บกระเป๋าเสื้อผ้ามา จะเข้ามาอยู่ตั้งแต่วันนี้เลย พี่สิงห์ลืมบอกให้คนเตรียมห้องให้น้องเนยหรือเปล่าคะ?”

ชายหนุ่มขมวดคิ้วเข้าหากันในทันตา ริมฝีปากกระตุกเกร็งเล็กน้อย คล้ายพยายามข่มอารมณ์บางอย่างเอาไว้

“ห้องมีตั้งเยอะตั้งแยะ จะเลือกห้องไหนก็เลือกเอาเองสิ จะส่งเสียงดังให้มันวุ่นวายทำไม”

นลินทิพย์ไม่ได้เอ่ยตอบคำในทันที เธอทอดสายตามองไปรอบกาย ก่อนที่นัยน์ตาคู่สวยจะหยุดนิ่งลง ณ ประตูบานหนึ่งซึ่งเพิ่งปิดลงได้ไม่นาน... ประตูห้องนอนของปานวาด

เธอแย้มรอยยิ้ม... รอยยิ้มที่ไม่ได้ส่งไปถึงดวงตา ทว่ากลับเชือดเฉือนตรงมุมปากอย่างร้ายกาจ ชวนให้รู้สึกขนลุก

“งั้น... น้องเนยขอนอนห้องนั้นได้ไหมคะ?”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป