บทที่ 9 ตอนที่ 7 บาร์โฮสต์ค่ะ
ตอนที่ 7
บาร์โฮสต์ค่ะ
ปานวาดหลุบสายตาทอดมองต่ำ สีหน้ายังคงเรียบสงบไม่แปรเปลี่ยนไปจากเดิม ทำเพียงก้มหน้าลงเพื่อซุกซ่อนความรวดร้าวที่กำลังกรีดลึกอยู่ภายในอก
“เด็กฝึกงานที่บริษัทเขาน่ะ... เขาบอกว่าถ้าฉันไม่ยอมหย่า ก็ให้อยู่กันแบบสามคนผัวเมียตรงนี้นี่แหละ”
เพียงเท่านั้น... เสียงกรีดร้องของมะเฟืองก็โหยหวนขึ้นไปอีกระดับ!
“วี้ดดดด ตายห่า!!! สามคนผัวเมีย?! ยุคนี้มันยังมีความคิดชั่วช้าแบบนี้อยู่อีกเหรอเนี่ย! โอ๊ย... กูจะเป็นลม!!”
ยกเรียวมือขึ้นกุมขมับไว้ทั้งสองข้าง ก่อนจะทิ้งกายพิงพนักเก้าอี้ด้านหลังอย่างหมดเรี่ยวแรง
“มันร้ายกาจถึงเพียงนั้นเชียวเหรอวะปาน... กูรับไม่ได้จริงๆ ว่ะ”
ปานวาดเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาลงกว่าเดิม
“ก็เข้าใจมาตลอดว่าเขาร้าย... เขาเป็นแบบนั้นมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรฉันก็อดทนรับมันมาได้เสมอ” หญิงสาวนิ่งเงียบไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยประโยคสุดท้ายออกมา ราวกับยอมรับความจริงให้ตนเองรับฟังอีกครั้ง “แต่ครั้งนี้... มันหนักหนาเกินไปจริง ๆ”
“ปาน...”
เสียงของมะเฟืองแผ่วเบาลงกว่าปกติจนผิดสังเกต เธอมองใบหน้าของเพื่อนรักที่นั่งนิ่งอยู่นานสองนานด้วยสายตาเจือความวิตกกังวลอย่างหนัก แล้วจึงเอ่ยออกมาอย่างตรงไปตรงมา โดยปราศจากการอ้อมค้อม
“กูว่ามึงไม่ไหวแล้วว่ะ... มึงจะอดทนต่อไปเพื่ออะไรกัน”
เรียวนิ้วทาสีแดงสดเคาะลงบนโต๊ะไม้เบา ๆ เป็นจังหวะ ราวกับจะเน้นย้ำถ้อยคำเหล่านั้นให้หนักแน่นยิ่งขึ้น
“จริง ๆ นะ... ทั้งรวย ทั้งสวยขนาดนี้ มึงไปหาผัวใหม่เหอะ!”
ถ้อยคำที่ตั้งใจเอ่ยเพื่อปลอบประโลม กลับไม่อาจสร้างคลื่นความรู้สึกใด ๆ ให้กระพือขึ้นในดวงตาคู่สวยคู่นั้นได้เลย...
ปานวาดผินสายตากลับมามองมะเฟืองอย่างช้า ๆ ด้วยแววตาว่างเปล่าชนิดที่ทำให้ผู้พบเห็นถึงกับสะอึก... สายตาคู่นั้นไม่ใช่สายตาของคนอ่อนแอพ่ายแพ้ หากแต่เป็นสายตาของคนที่กำลังประคองบางสิ่งบางอย่างเอาไว้ ไม่ให้แตกสลายไปมากกว่านี้
เธอไม่ได้เอ่ยตอบคำ...
ทว่าภายในความคิด กลับมีคำตอบอยู่ตรงนั้นเสมอมา...
ความคิดที่ว่า... แค่เพียงก้าวเดินออกไป ทุกสิ่งอย่างก็จบสิ้นลง... มันวนเวียนอยู่ตลอดเวลา
เคยคิด... เคยตั้งคำถามกับตนเองว่า หากตื่นนอนขึ้นมาในวันพรุ่งนี้ แล้วไม่ได้อาศัยที่คฤหาสน์หลังนี้อีกต่อไป ชีวิตจะเป็นเช่นไร
เคยคิด... ว่าหากถอดนามสกุลเดชเดชากุลออกจากท้ายชื่อตนเอง มันจะสร้างความเจ็บปวดรวดร้าวสักเพียงใดกัน
ทว่านั่นก็เป็นเพียงแค่ความคิด...
เพราะในความเป็นจริงแล้ว... เธอไม่เคยมีความกล้าพอจะก้าวเดินออกไป ณ ที่ใดเลย
เธอคือคนที่หวาดกลัวการเปลี่ยนแปลง หวาดกลัวการลาจาก และหวาดกลัวความโดดเดี่ยวอ้างว้างยิ่งกว่าสิ่งใด... อาจเพราะเคยผ่านโศกนาฏกรรมอันแสนเลวร้าย ในวันที่ผู้เป็นพ่อและแม่แท้ ๆ ได้ด่วนดับลับลาไป ความเจ็บปวดในครั้งนั้นมันรุนแรงเสียจนเธอไม่ปรารถนาจะให้มันเกิดขึ้นในชีวิตนี้อีกแล้ว
กลัวการที่ไม่มีใครเหลืออยู่ข้างกาย... กลัวการไม่มีใครเฝ้ารอคอย... และกลัวการไร้ซึ่งผู้ใดส่งเสียงร้องเรียกชื่อของเธอ...
นอกจากตัวเธอเองเพียงลำพัง
และนามสกุลนี้... ก็คือสิ่งเดียวที่ยังพอจะให้เธอยึดเกาะรั้งเอาไว้ได้
หากต้องก้าวเดินออกจากบ้านหลังนี้... หากต้องเซ็นใบหย่า... และหากต้องเปลี่ยนนามสกุลกลับไปใช้ นามสกุลเดิมของตนเอง... แล้วชีวิตนี้จะยังคงเหลือสิ่งใดอยู่อีก?
เพราะนามสกุลเดิมของเธอนั้น... เหลือเพียงเธอใช้มันอยู่เพียงคนเดียว และไม่เหลือใครบนโลกใบนี้ ให้ใช้นามสกุลนั้นร่วมกันอีกต่อไปแล้ว...
“ฉันก็อยากทำอย่างที่แกพูดนะมะเฟือง...”
เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ก่อนจะผินสายตากลับไปมองทอดผ่านหน้าต่าง ซึ่งบัดนี้แสงยามเย็นสาดทอดตัวลงบนผืนพรม
“แต่ฉันยังทำใจไม่ได้... หากจะต้องอยู่ด้วยตัวคนเดียวเพียงลำพัง สำหรับคนอื่นมันอาจเป็นเรื่องง่าย แต่สำหรับฉัน... ฉันไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหนดี”
บรรยากาศภายในห้องตกสู่มวลความเงียบไปอึดใจใหญ่ มะเฟืองจับจ้องมองใบหน้าของเพื่อนรักที่ยังคงจมลึกอยู่ในห้วงความรู้สึกอย่างใช้ความคิด เธอนิ่งไปครู่หนึ่งคล้ายกำลังครุ่นคิดแผนการบางอย่าง ก่อนจะดีดนิ้วดัง เป๊าะ! ขึ้นมาเสียงดังลั่น แล้วหยัดกายลุกขึ้นนั่งหลังตรง
“ถ้างั้น... เอางี้ไหม?”
ปานวาดเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่ทันตั้งตัว มะเฟืองหมุนกายหันมาหาอย่างกระตือรือร้น ใบหน้าระริกระรี้ราวกับเพิ่งค้นพบทฤษฎีใหม่แห่งชีวิต
“ถ้าเขามีเมียน้อยได้... แกก็มีผัวน้อยไปเลยสิ!”
เสียงนั้นดังก้องชัดเจนนานเกินกว่าที่ห้องเล็ก ๆ หลังนี้จะรับไหว
“อยู่ด้วยกันไปเลยสี่คนผัวเมีย! บ้านหลังนี้จะได้บันเทิงกันไปเลย!”
เอ่ยพลางรวบปรบมือไปด้วยอย่างพออกพอใจสุดขีด แววตาเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจที่ได้เอื้อนเอ่ยประโยคแสบ ๆ คัน ๆ สมฐานะ ‘แม่มะเฟือง’ แห่งบ้านโคกมะไฟ
ปานวาดจ้องมองหน้าเพื่อนรักนิ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะพรืดออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว... คล้ายเป็นเสียงที่เธอไม่ได้ใช้ออกมาเนิ่นนาน เสียจนแทบจำไม่ได้แล้วว่าเสียงหัวเราะของตนเองเป็นเช่นไร
“โอ๊ย... บ้าเอ๊ย แกนี่มันจริง ๆ เลย”
“ไม่ใช่บ้าค่ะ! นี่เขาเรียกว่าการตอบโต้แบบพญานาคสะบัดหางนะคะ!”
มะเฟืองเชิดคางขึ้นอย่างภาคภูมิใจ ทว่าปานวาดยังคงนั่งหัวเราะขบขันไม่หยุด ทั้งที่ยังมีหยาดน้ำตาเคลือบซึมอยู่บางเบาที่หางตา
ทว่า... ที่ใจกลางของหัวใจ จู่ ๆ กลับมีคำถามแปลกประหลาดผุดขึ้นมา...
หรือบางที... เธอควรจะลองพาตัวเองออกไปเปิดหูเปิดตาดูบ้างดีนะ?
เพราะหากไม่ใช่ในวันนี้... แล้วเธอจะมีความกล้าในวันไหนได้อีก
ปานวาดนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมเรียวมือไปหยิบห่อข้าวมันไก่ที่วางจัดเตรียมอยู่ตรงหน้า
“แล้ว...” เอื้อนเอ่ยเสียงเบาคล้ายคนไม่กล้าเอ่ยถาม ปลายนิ้วยังคงเขี่ยข้าวมันไก่ในกล่องฟอยล์อย่างไม่ตั้งใจ “เราจะเริ่มต้น... จากตรงไหนกันดีล่ะ?”
น้ำเสียงนั้นแผ่วเบาเสียจนแทบกลืนหายไปกับสายลมที่พัดผ่านช่องหน้าต่าง แววตาเจือไว้ด้วยความเขินอายตามประสาคนไม่เคยพูดเรื่องน่าอายเช่นนี้กับผู้ใดมาก่อน
ไม่ปล่อยให้ความเงียบครอบงำนาน มะเฟืองก็ตอบสวนกลับทันควันชนิดไม่ต้องเสียเวลาคิด!
“บาร์โฮสต์ค่ะ! บาร์โฮสต์เท่านั้น!!”
