บทที่ 7 แปลกใจ

“โกหก! โกหกใช่ไหมจี?” คนตัวโตเอ่ยถามอย่างไม่ค่อยมั่นใจนักว่าสายตาที่เธอมองมาแบบนั้น เธอพูดจริงหรือพูดเล่นกันแน่ สายตาเธอดูเหมือนกับมุ่งมั่นเกินกว่าจะล้อเล่นได้

“ฉันพูดจริงๆ คุณต้องพาฉันกลับกรุงเทพฯ เพราะสมุดบัญชีอยู่ที่คอนโด ฉันพร้อมไปถอนเงินสดมาคืนคุณทันที” ศจีมาศเอ่ยบอกตามความเป็นจริง

“คุณเอาเงินมากมายขนาดนั้นมาจากไหน?” ธาราดลถามออกไปด้วยความไม่เข้าใจ

ไม่ใช่ว่าเขาอยากดูถูกเธอ แต่เพราะเท่าที่เขารู้มาจากคุณธีร์พ่อของเขานั้น... สถานะทางการเงินของคุณเอื้อทวีไม่ได้ดีนัก เงินเก็บที่มีติดบัญชีเหลือเพียงแค่ล้านกว่าบาท การเงินในบริษัทเข้าข่ายคำว่าวิกฤต แล้วแบบนี้ศจีมาศจะเอาเงินมากมายแบบนี้มาจากไหนกัน หรือนี่มันอาจจะเป็นแค่เรื่องโกหกที่หญิงสาวอาจจะสร้างขึ้นมาเพื่อหลอกเขา?

“ถ้ามันเป็นแค่มุขตลก... ที่จะให้ผมยอมพาคุณกลับกรุงเทพฯ ในวันนี้ ผมคงต้องบอกคุณตามตรงว่ามันคงเป็นไปไม่ได้ เพราะพ่อคุณเองเหลือเงินติดบัญชีแค่ไม่เท่าไหร่ ถึงต้องการเงินจากผมไปรองรังเอาไว้แบบนั้น และคิดตามความเป็นจริงนะจี ถ้าคุณมีเงินมากขนาดนั้น... ทำไมคุณไม่ช่วยเหลือพ่อคุณ ทั้งๆ ที่คุณก็รู้ว่าพ่อคุณกำลังลำบาก” ธาราดลพูดกับหญิงสาวอย่างคนใจเย็น เพราะมั่นใจว่าสิ่งที่ศจีมาศบอกมามันเป็นแค่เรื่องโกหกที่เธอสร้างขึ้นเท่านั้น

“โง่!” คำเดียวพี่พอจะเปรียบได้ในตอนนี้ เขามันโง่สิ้นดี

“ว่าไงนะ?” ธาราดลตาโตและรีบถามหญิงสาวตรงหน้าซ้ำอีกครั้ง เพราะคิดว่าหูตัวเองอาจจะฝาดไป เมื่อกี้เธอไม่ได้ด่าเขาใช่ไหม

“โง่! คุณมันโง่แล้วอวดฉลาด ชัดเจนไหมคุณธาราดล” ศจีมาศพูดหน้าตาย พร้อมกับจ้องหน้าคนตัวโตอย่างไม่กลัวเกรงใดๆ เธอหมายความตามที่พูดจริงๆ

“มากไปแล้วนะจี ผมรู้ทันความคิดคุณขนาดนี้ คุณจะยังมาว่าผมโง่ได้ยังไง” ธาราดลเริ่มมีอารมณ์โมโห เขาถามหญิงสาวตรงหน้าด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป

“คุณรู้ไหม... ว่าฉันสามารถเช็คยอดเงินโชว์คุณได้ในตอนนี้”

ศจีมาศล้วงกระเป๋ากางเกงเพื่อหยิบเครื่องมือสื่อสารที่ติดตัวอยู่ขึ้นมากดเข้าแอพฯ ของธนาคารทันที เพราะต้องการให้คนตัวโตตรงหน้ารับรู้ว่าที่เธอพูดไปมันคือเรื่องจริง ยอดเงินในบัญชีทั้งหมดสามธนาคารรวมกันได้ยอดเกือบสิบล้านบาท ขาดไปแค่แสนนิดๆ ก็จะครบสิบ นี่ศจีมาศมีเงินมากมายขนาดนี้ได้ยังไงกัน

“รู้ไหมคุณธาราดล สิ่งที่ฉันบอกคุณไป...มันคือความลับที่ฉันเก็บมาตลอดสิบปี”

“ยังไง ทำไมต้องเป็นความลับ” คนตัวโตขมวดคิ้วมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก

“เพราะถ้าฉันบอกคนในบ้านไป คุณคิดว่าเงินนี่มันจะอยู่แบบนี้ไหม?” มันคงโดนสองแม่ลูกนั่นสูบเอาไปจนหมด เธอมั่นใจ!

“คุณเอาเงินมากมายนี่มาจากไหน จะบอกว่าทำงานเก็บเงิน...ผมคงไม่เชื่อ คุณอายุแค่ยี่สิบเก้าเท่านั้น”

สำหรับธาราดลแล้ว...เงินสิบล้านถือว่าไม่ได้มากมายอะไรถ้าเทียบกับจำนวนเงินที่เขามีอยู่ เพราะเขาเริ่มทำธุรกิจตั้งแต่สมัยยังเรียนไม่จบจึงมีเงินส่วนตัวบ้าง แถมเมื่อเรียนจบแล้วเขายังลงทุนทำอย่างอื่นต่อกับเพื่อนตั้งมากมาย เงินที่มีอยู่ในบัญชีจึงเป็นเงินที่เขาหามาด้วยความมุมานะของเขาเอง ไม่ใช่รวยเพราะสมบัติพ่อแม่อย่างที่ใครๆ ชอบว่าเขาลับหลัง แต่เขาแค่สงสัยว่าศจีมาศทำงานประจำเป็นแค่เลขาให้พ่อเขาในสาขาย่อยของบริษัทเท่านั้นเอง เธอเป็นมนุษย์เงินเดือนธรรมดาที่ใช้ชีวิตแบบคนทั่วไป ทำไมถึงมีเงินเก็บมากมายขนาดนี้

“สามแสนแรก...เป็นเงินที่แม่ฉันได้จากประกันชีวิตหลังจากแม่ตายได้ไม่กี่วัน และสามล้านต่อมา...เป็นเงินที่ปู่กับย่าขายบ้านเดิมพร้อมกับสวนที่ปู่รักมากไป และท่านก็ย้ายไปอยู่ที่จังหวัดแพร่บ้านเก่าของย่าฉัน” ศจีมาศเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบและมั่นคง แม้ดวงตาจะเริ่มมีน้ำตาคลอเมื่อนึกถึงเรื่องราวเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ในความทรงจำของตัวเอง

“...”

“คุณรู้ไหม...ฉันอยู่กับปู่และย่ามาตั้งแต่สามขวบจนถึงอายุเกือบสิบเก้าปี ตอนสมัยยังเด็ก..ฉันจำหน้าพ่อกับแม่แทบไม่ได้ ที่บ้านก็มีแค่รูปตอนที่พ่อและแม่ผูกแขนกันแค่ใบเดียว พอแม่ตายได้ไม่กี่เดือนพ่อก็ไปทำงานกับอาธีร์ที่กรุงเทพฯ สองปีจากนั้นเขาแต่งงานใหม่กับคุณรศิตา เกือบสิบหกปีที่ฉันอยู่ที่แพร่...พ่อไปหาปู่กับย่าแค่สามครั้ง”

“จี...” ผู้หญิงคนนี้แบกอะไรเอาไว้บนบ่าตั้งมากมาย เขาแทบคิดไม่ถึงเลยด้วยซ้ำ!

“ตอนแม่ตายใหม่ๆ ปู่กับย่าคิดว่าควรทำประกันชีวิตเอาไว้ให้มากขึ้นกว่าเดิม ปู่ฉันคิดว่าถ้าปู่ไม่อยู่แล้ว...อย่างน้อยเงินนี่ก็จะทำให้ฉันกับย่ามีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไม่ลำบาก... ตอนปู่ตายจึงมีเงินโอนเข้าบัญชีฉันมาอีกสองล้านสองในฐานะผู้รับผลประโยชน์”

“...” ธาราดลอยากปลอบใจคนตรงหน้าเป็นอย่างมาก เพราะเห็นน้ำตาที่คลออยู่ในดวงตาคู่สวย แต่เขาก็ไม่กล้าพอที่จะพูดออกไป ได้แต่ยืนฟังศจีมาศพูดต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่คิดจะขัดอะไร

บทก่อนหน้า
บทถัดไป