บทที่ 8 แปลกใจ ll

“แต่ความโชคร้ายของฉันมันไม่ได้จบแค่นั้นหรอกนะ เพราะหลังจากที่ปู่ตายไปได้สามเดือน...ย่าก็จากฉันไปอีกคน มันจึงเป็นเรื่องตลก...ที่เงินอีกหนึ่งล้านห้าแสนบาทที่ถูกเขียนเป็นเช็คมาจากบริษัทประกันส่งตรงมาถึงฉัน ลุงทนายที่ย่าไว้ใจมากคนนึงมายื่นเอกสารให้ฉันในวันเผาศพของย่าและขอให้ฉันเก็บเงินก้อนนี้เอาไว้อย่าบอกใครตามที่ย่าสั่งเอาไว้” 

“คุณเลยไม่บอกใครตามที่คุณทนายนั่นสั่งไว้?”

“ใช่... ย่ามีเงินสดในบัญชีที่เก็บไว้ให้ฉันอีกเกือบสี่แสนเป็นเงินเก็บที่ปู่กับย่าเก็บเอาไว้เพื่อให้ฉัน มันดูน่าดีใจที่อยู่ๆ ก็มีเงินมากมายตกมาถึงเราใช่ไหมล่ะ...แต่สำหรับฉัน...มันแย่มาก" คนพูดยืนก้มหน้าพยายามหลับตาข่มความรู้สึกที่เริ่มพุ่งขึ้นมาอีกครั้ง ความรู้สึกรักและคิดถึงคนที่เป็นเหมือนโลกทั้งใบของเธอ

"..."

"เอาล่ะ ยอดรวมเป็นเท่าไหร่...คุณบวกทันไหม?” ศจีมาศเงยหน้าขึ้นมาสบตาคนตัวโตตรงหน้า พร้อมกับตั้งคำถามไปด้วย

“ประมาณเจ็ดล้านสี่ ใช่ไหม?”

“ใช่ คุณบวกเลขเร็วดีนะ” ศจีมาศตอบและพยักหน้าให้คนตรงหน้าเบาๆ

“แล้วที่เหลือล่ะ?” คนตัวโตถามต่อเมื่อยังไม่ได้คำตอบว่าเงินส่วนที่เหลือมาจากไหน ทำไมหญิงสาวถึงไม่พูดต่อ?

“ตอนมาเรียนมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ ฉันตั้งใจเรียนมากนะ พอเรียนจบก็หางานทำทันที โชคดีที่อาธีร์รับฉันเข้าทำงานในตำแหน่งที่ดีและให้ค่าตอบแทนที่มันค่อนข้างสูง หกปีในการทำงานของฉันมันดีมาก ฉันมีเงินเก็บบ้างและมันเป็นตัวเลขที่คุณเห็นในบัญชีสุดท้าย”

“สามแสนกว่าน่ะหรือ?” ธาราดลนึกไม่นานก็ถามหญิงสาวตรงหน้าเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง

“คุณอาจจะคิดว่ามันน้อย...แต่มันก็เป็นเงินเก็บที่มากพอสมควรสำหรับฉัน ฉันไม่มีภาระอะไรให้ใช้จ่ายมากนักหรอก นอกจากรถเก๋งคันเล็กของฉันเท่านั้น” รถที่เธอใช้เงินตัวเองดาวน์และผ่อนเรื่อยมาจนกระทั่งครบงวดสุดท้ายไปเมื่อสามเดือนที่แล้ว รถที่เธอภาคภูมิใจที่ซื้อมันได้ด้วยเงินตัวเองไม่ต้องแบมือขอเงินใคร

"คุณรวมยอดเงินได้เท่าไหร่คะคุณธาราดล" ศจีมาศเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าธาราดลเงียบไป

"ก็ราวๆ เจ็ดล้านเจ็ด อ้อ! เกือบแปดด้วยสินะ ถ้าผมไม่ได้บวกเลขผิดหรือคิดอันไหนตกหล่นไป" คนตัวโตเอ่ยออกมาเมื่อพยายามนึกถึงตัวเลขที่ได้ฟังมาตั้งแต่ต้น เขาบวกเลขในใจอย่างรวดเร็วก่อนตอบออกไปด้วยความมั่นใจ

"ที่เหลือ..." ศจีมาศพูดออกมาพร้อมกับปาดน้ำตาออกจากหางตาด้วยความรวดเร็ว

"..."

"คือเงินที่พ่อฉันส่งมาให้เราสามคนใช้จ่ายในแต่ละเดือน เงินนี้น่ะ...หมายถึงตัวฉันที่ต้องกินใช้ในแต่ละวัน ค่าเล่าเรียน ค่าเทอมและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของปู่กับย่าที่เป็นพ่อแท้ๆ ของพ่อฉัน พวกเราต้องใช้เงินก้อนนั้นรวมกันเพราะมันจะถูกส่งมาทุกเดือน โดยผ่านการโอนเข้าบัญชีของปู่"

"สองล้านนิดๆ หารสิบหก... เท่ากับแสนสาม คิดเป็นรายเดือนตัวเลขกลมๆ มันจะเท่ากับ.." ธาราดลล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบมือถือออกมากดเข้าโปรแกรมและคิดเลขทันที แต่ยังไม่ทันได้คิดยอดสุดท้าย... เสียงหญิงสาวตรงหน้าก็ดังขึ้นมาก่อน

"หมื่นเดียวต่อเดือน" ศจีมาศตอบเสียงดัง

"ห๊ะ!!" คนตัวโตอ้าปากค้าง ไม่อยากเชื่อว่านี่คือความจริง

“และเราสามคนไม่เคยใช้เงินนั่นเลยสักบาทเดียว! มันคือยอดเงินในบัญชีแรกที่ฉันเปิดให้คุณดู”

ธาราดลมองศจีมาศด้วยความอึ้ง เพราะคาดไม่ถึงว่าเธอจะมีเบื้องหลังอะไรแบบนี้ ศจีมาศดูเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว ดูเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ ไม่เหมือนคนน้องที่ดูไร้แก่นสารในการดำเนินชีวิต เขาสัมผัสได้ตั้งแต่ที่ได้เริ่มคุยกับเธอและยิ่งมั่นใจหลังจากที่เห็นยอดเงินในบัญชีที่เธอเปิดให้เขาดู ผู้หญิงตรงหน้าเขาช่างมีชีวิตต่างจากน้องสาวตัวเองอย่างสิ้นเชิง

รวีมาศที่ใครๆ คิดว่าเป็นลูกสาวคนเดียวของคุณเอื้อทวีและคุณรศิตานั้น ได้เรียนโรงเรียนเอกชนที่มีราคาแพงแบบที่พวกคนรวยนิยมกัน เด็กสาวเป็นสาวสังคมเต็มขั้น ดูได้จากการแต่งตัว เสื้อผ้า ของใช้ รวมไปถึงรถยนต์คันหรูที่พ่อแม่ทุ่มเงินประเคนให้ตั้งแต่รวีมาศเพิ่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัยปีแรก รอบตัวเด็กสาวเรียกได้ว่าเป็นแบรนด์เนมและของมีราคาแทบทุกอย่างที่คนมีเงินนิยมใช้กัน แค่กระเป๋าสตางค์ของรวีมาศที่ธาราดลเคยเห็นเธอใช้เมื่อครั้งก่อน ยังมีราคามากกว่าเงินที่คุณเอื้อทวีส่งกลับไปให้บ้านตัวเองใช้ด้วยซ้ำ นี่ศจีมาศเติบโตมาได้ยังไงกัน

“ถ้าคุณไม่เคยใช้เงินนั่น... แล้วพวกคุณอยู่ได้ยังไงกัน ขอโทษที่ต้องถามนะจี ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อ... แต่ผมแค่สงสัย ถึงมันจะเป็นต่างจังหวัด แต่มันก็ต้องใช้เงินอยู่ดี” 

“ย่ามีบ้านที่เป็นมรดกเก่าแก่อยู่ที่แพร่สามหลังและมีคอนโดอยู่หนึ่งที่ในกรุงเทพฯ เราให้คนมาเช่าบ้านอีกสองหลังที่เราไม่ได้ไปอยู่”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป