บทที่ 12 เรียนรู้กันไป

มือบางควานหาตุ๊กตาตัวโปรดอย่างสะเปะสะปะด้วยความคุ้นชินก่อนที่นิ้วเรียวจะคลำไปถูกบางอย่างลักษณะคล้ายแขนของตุ๊กตาหมาเน่าของเธอแต่มันแข็ง ขนาดก็ใหญ่กว่าแขนตุ๊กตาหมาเน่าและยังยาวกว่าและรับรู้ถึงความร้อนที่มาจากของสิ่งนั้น พิมพ์ลภัสคลำไปมาอย่างสะเปะสะปะอย่างแปลกใจก่อนจะลืมตาขึ้นแล้วมองไปที่มือตัวเองอยู่     

“กรี๊ดดดด!” เด็กสาวร้องออกมาอย่างตกใจพร้อมกับชักมือกลับ 'จะไม่ให้เธอตกใจได้ไงล่ะก็ไอ้ที่เธอลูบๆคลำๆอยู่เมื่อกี้นะมันคือเจ้ามังกรยักษ์ตัวนั้นนะสิ อ๊ายยยย พริกหวานรับไม่ได้' 

“จะกรี๊ดทำไมละแม่หนูลูบๆคลำๆมาตั้งนานไม่เห็นจะกรี๊ด” เจ้าของมังกรยักษ์เอ่ยบอก ก่อนจะลุกขึ้นหยิบผ้าเช็ดตัวมาพันรอบเอวไว้ เมื่อคืนหลังจากอาบน้ำเสร็จเขาก็ทั้งง่วงมาก และเหนื่อยมากทำให้ลืมตัวจึงนอนทั้งผ้าเช็ดตัวแถมไม่ได้ใส่เสื้ออีกต่างหากสงสัยนอนไปนอนมาปมผ้าเช็ดตัวจะหลุดยัยตัวเล็กพริกขี้หนูถึงได้ปลดอาวุธเขาแบบนี้ ให้ตายเถอะเกือบไม่รอด ขืนแม่หนูยังลูบๆคลำมีหวังเข้าไปจับเจ้าหล่อนปล้ำแน่ แค่ไอ้นิ้วเรียวๆที่มันลูบๆคลำๆเขามันก็ทำให้เจ้ามังกรยักษ์ตื่นขึ้นมาแล้ว      

“อี๋” พิมพ์ลภัสร้องก่อนยกมือขึ้นปิดตาก่อนจะนึกขึ้นได้ว่านิ้วเรียวที่ปิดตาอยู่มันไปจับอะไรมา

“อ๊ายยยย” เด็กสาวร้องก่อนจะใช้มือข้างนั้นถูกกับผ้าห่มอย่างแรงราวกับว่ามันสามารถลบล้างได้ว่าเธอไปจับอะไรมา     

“พอๆ จะอะไรขนาดนั้นเพิ่งรู้ว่าแม่ตัวเล็กพริกขี้หนูเนี้ยขี้เวอร์” คนอายุมากกว่าเอ่ยก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไปทิ้งให้คนขี้เวอร์นั่งตกใจอยู่    

 หลังจากอาบน้ำและรับประทานอาหารเสร็จธนกฤตก็พาเด็กสาวกลับมาที่บ้านของเธอ งานฉลองมงคลสมรสรวมถึงพิธีเข้าหอจัดขึ้นที่โรงแรมซึ่งไกลจากบ้านของพิมพ์ลภัสมากโขทำให้ใช้เวลานาน 

ในระหว่างทางเด็กสาวยังคงหานั้นหานี่มาเช็ดมืออยู่ตลอดเวลาทำให้ผู้การหนุ่มใหญ่ได้แต่ขำ 'แม่หนูนี่ขี้เวอร์จริงๆ ดูทำเข้าเถอะ อย่างกับเจ้ามังกรยักษ์ของเขาน่ากลัวมากงั้นแหละ มันออกจะน่ารัก ' 

“ถึงแล้วแม่หนู เลิกทำแบบนั้นซะไม่งั้นเขาจะคิดว่าอาทำอะไรเธอ” คนอายุมากกว่าเอ่ยบอกก่อนจะเปิดประตูลงจากรถและเดินอ้อมไปเปิดประตูให้อีกฝ่าย พิมพ์ลภัสสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดก่อนจะทำสีหน้าท่าทางให้ปกติที่สุดแล้วก้าวลงจากรถและก้าวนำเข้าไปในบ้าน      

“อ้าวมากันแล้ว มานั่งนี่ก่อนสิยัยหนู” พัทธิพงค์เอ่ยบอกเมื่อเห็นหลานสาวเดินนำลูกชายเพื่อนรักเข้ามา ชายชราหันมองหน้าคนอื่นในห้องอย่างปรึกษาว่าจะพูดตามที่คุยไว้หรือเปล่า      

“มีอะไรรึเปล่าครับอาพัทธิ์ ป๋า ทำไมทำหน้ากันแบบนั้นล่ะ” ธนกฤตเอ่ยถามหลังจากนั่งลงที่โซฟา ถัดไปเป็นพิมพ์ลภัสที่สงสัยไม่ต่างกัน     

“พวกเราลองปรึกษากันแล้ว ไหนๆธามกับยัยหนูก็แต่งงานกันแล้ว ลุงเลยคิดว่าน่าจะให้ยัยหนูไปอยู่กับธามที่สัตหีบ “ พัทธิพงค์เอ่ยบอกก่อนจะเอ่ยต่อไป “จะได้เรียนรู้กันไป เราทุกคนไม่อยากจะให้เกิดการหย่าร้างขึ้น ธามน่ะไม่เป็นไรแต่ยัยหนูนี่สิ ถ้ามีการหย่าคนจะมองไม่ดีเอาได้”       

“ ผมเข้าใจที่อาพูดนะครับ แต่ผมก็ไม่ค่อยได้อยู่บ้านพัก อีกอย่างผมไม่มีเวลาดูแลพิมพ์ลภัสมากนักเธอก็ยังเด็กเกินกว่าจะปล่อยไว้คนเดียวได้” ธนกฤตเอ่ยบอก หน้าที่การงานเขาไม่ตายตัวไม่พร้อมที่จะดูแลเด็กสาว แถมยังไม่ใจแข็งพอจะปล่อยเธออยู่บ้านคนเดียว       

“ก็ยังมีเจ้าเพลิง เจ้าพีนิ ลูกๆสองคนนั้นก็อายุพอๆกับหนูพริกหวานก็ฝากดูๆได้ “ ธนากรเอ่ย 'เขาอยากให้ทั้งสองได้เรียนรู้นิสัยใจคอกันไป ไม่อยากให้เลิกลากัน อีกอย่างหลังจากฟังเพื่อนเขาและเพื่อนลูกสาวเล่าวีรกรรมของแม่หนูนี่ให้ฟังก็รู้ว่าแสบใช่เล่น ชักชอบใจ และอยากให้เป็นลูกสะใภ้ตลอดไปขึ้นมามากกว่าเดิมเลย '

“แล้วพี่เพชรกับพี่ลดาคิดว่าไงครับ” ชายหนุ่มเอ่ยถาม อยากจะฟังจากปากของพ่อแม่เด็กสาวมากกว่าใครทั้งนั้น     

“ก็ถ้าธามรับปากที่สัญญากันไว้ พี่ก็คิดว่าดีนะ ยัยหนูนี่แสบหนักพี่จัดการไม่ไหวจริงๆ” ลัลลดาเอ่ยบอก เพชรดนัยที่ได้ฟังคำสัญญาของลูกเขยกับภรรยาเมื่อคืนเองก็เห็นด้วยกับภรรยา      

“แล้วเธอล่ะ” ธนกฤตหันมาถามคนข้างๆที่ทำหน้าสับสนอยู่ “อยากลองไปดูวิถีชีวิตของทหารเรือมั้ย”      

 “ถ้าคุณพ่อกับคุณแม่ว่าดี หนูยังไงก็ได้ค่ะ แต่ถ้าอยู่ไม่ได้หนูจะกลับมาอยู่นี่ไปตลอดชีวิตเลยนะ” เด็กสาวเอ่ยบอก ทุกคนต่างยิ้มออกมาจากทีแรกนึกกลัวเด็กสาวจะอาละวาดซะแล้ว      

“ถ้างั้นก็ต้องย้ายโรงเรียน แล้วก็ไปทำบัตรประชาชนใหม่” ลัลลดาเอ่ยบอก      

“ไม่เปลี่ยนไม่ได้เหรอ” คนไม่อยากเปลี่ยนนามสกุลเอ่ยถามก่อนจะได้รับคำตอบมาแบบประสานเสียงว่าไม่ได้จนทำให้หน้าเจื่อนไปเลย      

“เรื่องย้ายโรงเรียน คงต้องเป็นวันพรุ่งนี้หรือมะรืนแหละ ทำบัตรใหม่ก็ด้วย ธามมีงานรึเปล่า” เพชรดนัยบอกเพราะวันนี้เป็นวันอาทิตย์สำนักงานเขตปิด    

“พรุ่งนี้ไม่มีครับ เรื่องย้ายคงใช้เวลาไม่น้อยเรื่องโรงเรียนใหม่ก็คงจะอีกสักพักเพราะโรงเรียนที่หนูพั้นเรียนหยุดหลังสอบกลางภาคเกือบสองอาทิตย์” ธนกฤตเอ่ยบอกออกมา     

“โรงเรียนอะไรหยุดตั้งสองอาทิตย์สองกลางภาคเนี้ยที่โรงเรียนหนูยังไม่หยุดเลย” พิมพ์ลภัสเอ่ยถามอย่างสงสัย      

“โรงเรียนของเอกชน ครูที่มาสอนมีการประชุมเตรียมการสอนครึ่งเทอมหลังหนึ่งอาทิตย์และมีวันก่อตั้งโรงเรียนอีกแถมต่อยาวไปวันหยุดนักขัตฤกษ์ตรงกับเสาร์อาทิตย์อีกราวแล้วก็เกือบสองอาทิตย์” ธนกฤตเอ่ยบอก     

“งั้นหลังจากทำบัตรใหม่เสร็จธามก็กลับไปทำงานต่อไว้เรื่องย้ายโอเคค่อยมารับยัยพริกหวานแล้วกัน” เพชรดนัยเอ่ยบอก ธนกฤตพยักหน้ารับแทนการตอบก่อนที่พิมพ์ลภัสจะขอตัวขึ้นไปบนห้องธนกฤตจึงอยู่พูดคุยกับผู้ใหญ่ต่อไป     

'นี่ชีวิตเธอเปลี่ยนไปแล้วจริงๆเหรอ  วันก่อนเธอยังเป็นแค่เด็กมัธยมที่เพิ่งสอบกลางภาคเสร็จ แต่มาวันนี้เธอกลับมีสามี แถมยังต้องเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างอีกด้วย นี่มันคือความจริงใช่มั้ย?'

เด็กสาวได้แต่ถามตัวเองในใจอย่างสับสนหลังจากได้ลองนั่งคิดทบทวนคนเดียวบนห้อง เธออายุแค่17เองนะจากนี้ไปชีวิตจะเป็นแบบไหนกัน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป