บทที่ 14 แม่พริกขี้หนู
ค่ำวันนั้น
“ทำไมยังไม่นอนอีก สามทุ่มแล้วนะ” คนอายุมากกว่าเอ่ยถามหลังเห็นว่าดึกแล้วแต่เด็กสาวยังนั่งขีดๆเขียนๆอะไรอยู่ ชายหนุ่มเดินเข้าไปใกล้ก่อนจะเห็นว่าเธอกำลังขีดบางอย่างอย่างตั้งใจไม่ได้ยินที่เขาถามสักนิด.
“ชายหนุ่มจับมือหญิงสาวขึ้นมาก่อนจะบรรจงจูบลงที่หลังมืออย่างแผ่วเบา ก่อนที่จะเอ่ยบอกอย่างอ่อนโยน ผมรักคุณ นี่เธอแต่งนิยายเหรอพิมพ์ลภัส”
“อร๊ายยย อิตาลุงไม่มีมารยาทมาอ่านของคนอื่นเขา” เด็กสาวรีบปิดสมุดลงอย่างเขินอายนี่เป็นความลับของเธอเลยนะ
“แต่งได้ดีนิอยากเป็นนักเขียนเหรอ” ธนกฤตเอ่ยถามก่อนจะหยิบสมุดนั้นขึ้นมาอ่านต่ออย่างสนใจ คนถูกชมว่าแต่งดีรู้สึกเขินขึ้นมา
“เธอมีพรสวรรค์มากเลยนะพิมพ์ลภัสไม่ลองแต่งเสนอสำนักพิมพ์ดูล่ะ” ธนกฤตเสนอแนะแนวทาง เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะถาม “มันจะดีเหรอ”
“ดีสิลองดู ถ้าอยากเป็นนักเขียนก็ต้องเต็มที่กับมันลองให้ถึงที่สุด ก็ไม่รู้จะพูดยังไงนะอาเป็นคนพูดไม่เก่ง แต่อยากให้ลองดู” ธนกฤตพูด เธอจะรู้มั้ยว่าเขาไม่ชอบอ่านไอ้นิยงนิยายนี่เลยแต่พอได้อ่านของเธอแค่สั้นๆก็อยากอ่านต่อแล้ว
“หนูจะทำได้เหรอ” เด็กสาวยังคงไม่แน่ใจ ธนกฤตมองก่อนจะส่ายหน้าแล้วพูดขึ้น
“ถ้าจะทำอะไรก็ต้องมั่นใจว่าทำได้ และทำให้ดีที่สุด ถ้าการแต่งนิยายไม่ได้กระทบกับการเรียนอาอยากให้ลองดูสักตั้งแต่ถ้ามีความฝันอย่างอื่นอยู่แล้วก็ไม่เป็นไร”
“หนูจะลองดู ขอบคุณนะลุง” พิมพ์ลภัสเอ่ยบอก ธนกฤตเอามือเท้าสะเอวอย่างไม่พอใจนิดๆก่อนจะพูด “ ขอบคุณค่ะ พี่ธาม เวลาพูดกับผู้ใหญ่ควรมีหางเสียง ไหนพูดสิขอบคุณค่ะ จะเรียกน้าหรือลุงก็ไม่ว่าแต่ให้มีหางเสียง แล้วก็แทนตัวเองว่าพริกหวานด้วย”
“แล้วถ้าไม่ล่ะ” คนอายุน้อยกว่าถามอย่างกวนประสาทนิดๆ
“มันก็ต้องมีดัดนิสัยกันบ้าง อย่างฟาดก้น หรือลงโทษแบบทหารอะไรประมาณนั้น” คนอายุมากกว่าเอ่ยพร้อมทั้งเดินไปหยิบไม้บรรทัดเหล็กขนาด100เซนติเมตรขึ้นมา “พ่อกับแม่เธออนุญาตแล้ว ระวังจะโดนนะ”
“ขะ ขอบคุณค่ะพี่ธาม หนูพริกจะไม่ดื้อแล้วค่ะ” คนมีอดีตกับไม้บรรทัดเอ่ยบอก ตอนขึ้นมัธยมต้นเธอและเพื่อนเคยถูกตีด้วยไม้บรรทัดจนก้นระบบด้วยฝีมือคุณครูที่โหดที่สุดของโรงเรียนจนจำฝังใจกับไม้บรรทัด
“ดีมาก ไปนอนได้แล้วไปพรุ่งนี้ต้องไปที่เขตอีก” ชายหนุ่มเอ่ยบอกก่อนจะแอบลอบยิ้ม สงสัยเขาต้องเตรียมไม้บรรทัดไว้รับมือเด็กแสบซะเเล้ว
เช้าวันต่อมา
ธนกฤตมองเด็กสาวที่เขาพามาทำบัตรประจำตัวประชาชนใหม่พร้อมทั้งทำเรื่องย้ายออกจากบ้านเลขที่ของเพชรดนัยเข้าไปบ้านเขาอย่างขบขัน เด็กสาวนั่งมองบัตรประจำตัวประชาชนอันใหม่อย่างไม่คุ้นชิน
“เลิกทำหน้าแบบนั้นได้แล้วเด็กน้อย ดีเท่าไหรแล้วที่เดี๋ยวนี้แต่งงานแล้วยังสามารถใช้คำนำหน้าว่านางสาวได้นะ ลงไปกินข้าวกันเดี๋ยวพี่จะพาไปส่งจะได้กลับไปเคลียร์งาน พรุ่งนี้ต้องออกลาดตะเวน” ชายหนุ่มเอ่ยบอกก่อนจะลงจากรถ พิมพ์ลภัสถอนหายใจออกมาก่อนจะลุกเดินตามไป
พิมพ์ลภัสสั่งอาหารสองสามอย่างในขณะที่ธนกฤตนั่งเงียบไม่มีข้อโต้แย้งอะไร ขณะที่สั่งเสร็จเด็กสาวมองเห็นว่าพนักงานสาวนั้นไม่ได้สนใจเธอแม้แต่น้อย'เจ้าหล่อนมัวแต่หันมองธนกฤตด้วยสายตาหวาน '
“พี่คะ จะมองสามีหนูอีกนานมั้ยคะ เสียมารยาท” พิมพ์ลภัสเอ่ยขึ้น เธอเป็นประเภทหวงของ อะไรเป็นของเธอใครมายุ่งไม่ได้ อีตาลุงนี่ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นของของเธอนะ ไม่ได้หึงอะไรทั้งนั้น
“เอ่อ ขอโทษค่ะคุณลูกค้า” พนักงานสาวเอ่ยก่อนจะเดินออกไป พิมพ์ลภัสมองตามก่อนจะหันมามองชายหนุ่ม
“อันนี้ก็มีเสน่ห์จัง ชอบให้สาวๆแทะโลมรึไงนะ” เด็กสาวเอ่ยบ่นก่อนจะยกน้ำขึ้นมาดูด
“ไม่ได้ชอบให้ใครแทะโลมซะหน่อย ถ้าชอบจริงพี่คงแก้ผ้าโชว์มังกรตอนนอนไปแล้ว”
พรุด!!! ทันทีที่ธนกฤตเอ่ยถึงมังกรเด็กสาวถึงกับพ้นน้ำออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ก่อนจะคิดไปถึงไอ้มังกรของเขาแล้วพาลหน้าแดงขึ้นมา
“เด็กหนอเด็กทั้งขี้เวอร์ขี้มโน” ธนกฤตเอ่ยบอกก่อนจะยิ้มออกมา พิมพ์ลภัสแยกเขี้ยวใส่ก่อนจะหันไปมองอย่างอื่นเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย 'ไม่รู้ว่าเธอเขินเรื่องที่ถูกว่าขี้เว่อขี้มโนถึงเจ้ามังกรหรือเพราะไอ้รอยยิ้มกระชากใจสาวของเขาก็ไม่รู้สินะ '
ตลอดระยะเวลาร่วมโต๊ะอาหารแม้คนอายุมากกว่าจะไม่ค่อยพูดแต่เขาก็เอาอกเอาใจตักนั่นตักนี่ให้คอยดูแลไม่ยอมห่างทำให้พิมพ์ลภัสนึกไปถึงสิ่งที่มารดาบอกจากที่ได้อยู่ใกล้ๆเขาทำให้เธอได้รับรู้ว่าธนกฤตมีดีแบบที่ลัลลดาพูดหลายข้อ 'ทั้งเอาอกเอาใจ ทั้งให้คำปรึกษาได้ ทั้งใจเย็นดูสุขุม โอ๊ย หนูพริกจะทนได้แค่ไหนกันนนน '
“ถ้าเรื่องเรียบร้อยก็โทรมานะ พี่จะได้มารับ อะนี่เบอร์พี่” ธนกฤตบอกหลังจากพาเด็กสาวมาส่งที่บ้านที่จริงเขาจะกลับในช่วงเย็นแต่เพลิงตะวันโทรศัพท์มาตามบอกว่ามีภารกิจด้วยทำให้ชายหนุ่มต้องรีบกลับ
“ไปนะแม่พริกขี้หนู” ผู้การหนุ่มบอกก่อนจะขับรถออกไปคนยืนมองยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัวก่อนจะเดินเข้าบ้าน
