บทที่ 3 โลกมันกลม

2ชั่วโมงต่อมา          

“ขอบใจนายมากนะธาม เด็ก ๆ ดูสนใจมากเลย” 

ประโยคขอบคุณที่ดูจะซาบซึ้งกว่าทุกวันดังมาจากพรปวีร์หลังจากที่การแนะแนวอาชีพของธนกฤตและพวกจบลง    ทว่ายังไม่ทันที่คนที่ถูกขอบคุณจะได้พูดอะไร คนที่เดินตามหลังมาก็แทรกขึ้นเสียก่อน 

“นี่ยัยเบี้ยน ขอบใจแต่ไอ้ธาม พวกฉันล่ะหรือว่าตาถั่วมองไม่เห็น”

เป็นนาวาตรีพีรวัศ เกศทีรวีหรือผู้การพีเพื่อนที่ธนกฤตไหว้วานให้มาด้วยกันที่ถามขึ้น ก่อนจะหันไปมองหน้านาวตรีเพลิงตะวัน ธีรัชดำรงณ์หรือผู้การเพลิงเพื่อขอแรงสนับสนุน  แน่นอนว่าไม่ได้ทวงบุญคุณอะไรหรอก แค่อยากจจิกกัดคนตาถั่วก็เท่านั้น ก็…เขาเคยชอบเธอแต่คุณเธอดันเป็นเลสเบี้ยนแถมยังเคยหลอกเขาไปหาหนุ่มสวยเพื่อนเธอจนเกือบรักษาประตูหลังไว้ไม่อยู่ไงล่ะ 

ความแค้นนี้น่ะ ไม่ลืมง่าย ๆ หรอก! 

“นายนี่ชอบหาเรื่องฉันจริงๆนะ เอาเวลาไปหาแม่ให้น้องพั้นดีกว่านะไอ้พ่อหม้ายปลาไหล” พรปวีร์หันมาต่อว่อีกฝ่ายเบาๆเพราะยังอยู่ในห้องเรียนเธอตั้งทำตัวให้สำรวม ด้านคนเป็นพ่อหม้ายลูกหนึ่งถึงกับหันมามองอย่างโมโห   

'คำก็พ่อหม้ายปลาไหล สองคำก็พ่อหม้ายปลาไหล ยัยเบี้ยนเอ้ย ถ้าไม่ใช่เพราะเธอชอบผู้หญิงด้วยกัน ฉันคงไม่ต้องเป็นแบบนี้หรอก' พีรวัศได้แต่เอ่ยในใจก่อนจะหงุดหงิดงุ่นง่านใส่คนหาว่าเขาเป็นพ่อหม้ายปลาไหล ก็ถ้าเธอชอบผู้ชายป่านนี้เขาอาจไม่ต้องแต่งงานกับแม่ของลูกตั้งแต่อายุยี่สิบและไม่ต้องกลายเป็นพ่อหม้ายเมียทิ้งหลังจากพัญวลัยหรือน้องพั้นลูกสาวคลอดได้เพียงหกเดือนหรอก…รักแต่ไม่ได้สมหวัง จะทำตัวเจ้าชู้ใส่ผู้หญิงหลาย ๆ คนหน่อยจะเป็นไรไป

“พอแล้วน๊ายัยพลอย ไอ้พี เถียงกันตั้งแต่เรียนจบใหม่ ๆ จนตอนนี้ลูกจะเข้ามหาลัยอยู่แล้วไม่เบื่อบ้างรึไงวะ” เพลิงตะวันเอ่ยห้ามอย่างรำคาญ เกือบสิบแปดปีแล้วที่ทั้งสองไม่เคยคุยกันดีๆตั้งแต่อายุยี่สิบจนตอนนี้พัญวลัยอายุสิบเจ็ดปีแล้วยังจะทะเลาะกันอยู่ได้             

“โอเค้ ไม่ทะเลาะแล้วก็ได้ งั้นเพื่อตอบแทนทั้งสามคนเย็นนี้ฉันเลี้ยงข้าวเองตกลงมั้ย” พรปวีร์เอ่ยถามไม่หันไปสนใจพีรวัศอีก ธนกฤตพยักหน้าแทนคำตอบอย่างไม่ใส่ใจนักก่อนที่จะเดินนำไปอย่างรำคาญ   

ขณะเดียวกัน 

อีกฝั่งหนึ่งของอาคารพิมพ์ลภัสยืนเก็บใบงานจากเพื่อนๆเพื่อเอาไปส่งคุณครูประจำวิชา เด็กสาวเรียบเรียงใบงานตามเลขที่ของนักเรียนในห้องก่อนจะเดินออกไปและก็ชนกับร่างของคนที่เดินมาอย่างธนกฤตอีกครั้ง      

ตุบ! 

“โอ๊ย” เสียงหวานร้องออกมาอย่างเจ็บปวดทันทีที่ร่างของเธอล้มลงไปกองกับพื้น   เสียงนั้นทำให้พรปวีร์รีบมองหาต้นเสียงก่อนจะเบิกตากว้าง รีบวิ่งไปหาเจ้าของเสียงทันที

“ตายแล้ว พริกหวานเป็นยังไงบ้างลูก ธามเดินยังไงหะชนหลานฉันจนล้มแบบนี้” พรปวีร์เอ่ยโวยวายด้วยความห่วงเด็กหญิงก่อนจะถลาเข้าไปพยุง พิมพ์ลภัสเป็นลูกสาวของพี่ชายเธอ และเธอก็รักเด็กสาวมาก และก็หวงมากเช่นเดียวกัน เห็นหลานเจ็บ ใจคนเป็นอาก็เจ็บไปด้วยจนแทบจะกินหัวเพื่อนได้

“เธอ! ยัยลูกหมา” ธนกฤตเอ่ยขึ้นเมื่อมองคนที่ตัวเองชนและยังเป็นยัยลูกหมาตัวแสบที่เจอเมื่อเช้า แต่พอนึกได้ว่าเมื่อครู่เพื่อนเขาเรียกเธอว่าพริกหวาน ชายหนุ่มก็ถึงบางอ้อทันที

นี่ก็คือยัยหนูที่เขาตั้งชื่อให้…ลูกทูนหัวที่เขาไม่ยอมรับนั่นเอง

“นี่เหรอพลอย หลานสาวที่เธอพูดนักพูดหนาว่าน่ารัก เรียบร้อย นิสัยดี…น่ารักตรงไหนเนี่ย” 

“นี่น้า ทำคนอื่นเขาเจ็บแล้วยังจะมาว่าเขาอีก ตัวเองก็ไม่น่ารักเหมือนกันนั่นแหละ” พิมพ์ลภัสเอ่ยอย่างโมโห ก้นที่เจ็บอยู่แล้วเจ็บขึ้นกว่าเก่าด้วยฝีมือคนๆเดียว มันน่าโมโห          

“ตายแล้วพริกหวาน ทำไมไปเรียกธามเขาแบบนั้นลูก  ขอโทษพ่อทูนหัวของหนูเลยนะ” คนเป็นอาเบิกตากว้าง รีบบอกหลานสาวให้ขอโทษ แต่ก็แอบขำเมื่อเห็นสีหน้าโมโหของคนที่ปกติเงียบขรึมและเย็นชา คงเจอฤทธิ์แม่พริกขี้หนูของเธอเข้าให้แล้วสินะ ยัยหลานก็ไม่ธรรมดาจริง ๆ ทำให้ผู้การธามผู้แสนเยือกเย็นละลายเป็นน้ำร้อนได้

“ห๊ะ เนี่ยเหรอพ่อทูนหัว…ไม่เห็นเหมือนที่คิดไว้เลยอะ”พิมพ์ลภัสผู้ได้รับรู้สถานะที่แท้จริงของชายหนุ่มเอ่ยอย่างไม่อยากเชื่อ…เธอนึกมาตลอดว่าพ่อทูนหัวจะต้องเป็นทหารเรือแก่ๆอายุสัก40-50 ซะอีก ใครจะคิดว่าเจอแบบนี้        

“ช่างกล้าพูด เราก็ไม่เหมือนที่คิดไว้เหมือนกันนั่นแหละ อ้อ แล้วเข้าใจไว้นะฉันไม่ได้รับเป็นพ่อทูนหัวของเรา แค่ตั้งชื่อให้เฉยๆ” ธนกฤตเอ่ยอย่างไม่ชอบใจและย้ำเตือนทั้งคนหลานรวมไปถึงคนเป็นอาว่าเขาไม่รับตำแหน่งพ่อทูนหัวของเด็กสาว          

“ฉันสอนหลานมาแบบนี้แล้วนิ พริกหวานขอโทษพ่อธามเดี๋ยวนี้” พรปวีร์เอ่ยบอกเพื่อนหนุ่มแล้วหันมาสั่งหลานสาว          

“น้าคนนี้มาชนหนูก่อนนะคะอาพลอย เมื่อเช้าก็ทีนึงแล้ว” พิมพ์ลภัสเอ่ยฟ้องคนเป็นอาพร้อมทั้งเอามือลูบบั้นท้ายเพื่อบรรเทาอาการเจ็บ คนเป็นน้าหันหน้าไปมองเพื่อนด้วยสายตาเอาเรื่อง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป