บทที่ 4 เจ้าสาวแห่งเฮดีส 2/1

เสียงกระซิบดังก้องอยู่ในความเงียบ จนแทบจะสั่นสะเทือนหัวใจของที่หนึ่ง ภาพความทรงจำวัยเยาว์ทับซ้อนขึ้นมาฉายชัดขึ้นในสมองราวกับภาพยนตร์สโลว์โมชั่น

ถนนภายในหมู่บ้านที่แสนคุ้นเคย มือเรียวของแม่ที่อบอุ่น และเสียงกรีดร้องที่ยังคงก้องอยู่ในหู ความรู้สึกผิดกัดกินหัวใจเขาอีกครั้ง

ตอนนั้นแม่จูงมือเขากับพี่ชายไปเล่นที่สนามเด็กเล่นของโครงการในหมู่บ้าน แต่เพราะว่าที่หนึ่งในตอนนั้นยังเด็ก ไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวอะไร เขาถูกผีเด็กที่อยู่อีกฟากของถนนกวักมือเรียก เด็กน้อยเลยวิ่งไปตั้งใจจะไปชวนเด็กคนนั้นมาเล่นด้วยกัน แต่ในระหว่างที่ข้ามถนนก็มีรถคันหนึ่งวิ่งมาด้วยความเร็ว ทั้ง ๆ ที่เป็นถนนภายในหมู่บ้าน เห็นดังนั้นแม่ของเขาก็รีบวิ่งมาผลักลูกชายออกไป ทำให้เธอถูกรถชนเสียเอง

ตอนนั้นเขาไม่ควรจะไปหาเด็กคนนั้น เขาควรจะจับมือแม่ไว้แน่น ๆ แต่เขากลับวิ่งไปหาเด็กคนนั้น เขาคือต้นเหตุที่ทำให้แม่จากไป...

ร่างกายที่หนึ่งสั่นเทา มือหนากำกุญแจมอเตอร์ไซค์แน่นจนถึงขั้นขาวซีด เขาไม่กล้าหันหลังกลับไปมองตามเสียงร้องนั้น แต่ก็ไม่สามารถก้าวเดินต่อไปได้

เหงื่อเย็นไหลซึม ความมืดมิดของชั้นใต้ดินดูเหมือนจะหนักอึ้งขึ้น เงาที่เคลื่อนไหวช้า ๆ นั้นดูเหมือนจะใกล้เข้ามามากขึ้น มันไม่มีรูปร่างที่ชัดเจน แต่กลับให้ความรู้สึกถึงความเศร้าโศกและความโดดเดี่ยวอย่างเหลือล้น

ที่หนึ่งรู้สึกเหมือนถูกดึงดูดเข้าไปในเงามืดนั้น ราวกับว่ามันกำลังเรียกร้องให้เขาช่วยปลดปล่อยความทุกข์ทรมานที่ฝังลึกอยู่ในใจ ทว่าเพียงเสี้ยววิที่ชายหนุ่มตัดสินใจหันกลับไปมองเงานั้นกลับจางหายไปแล้ว

สุดท้ายที่หนึ่งเลยถอนหายใจออกมา แล้วถอดหมวกกันน็อคออกก่อนจะมองเด็กน้อยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ตน

“หยุดร้องก่อนแล้วฉันจะช่วย”

ความจริงแล้วที่หนึ่งเกิดในคืนวันเสาร์ห้า คืนที่เชื่อกันว่าเป็นคืนมหัศจรรย์ คืนที่พลังงานลี้ลับไหลเวียนและเขาก็ได้รับของขวัญพิเศษ....ไม่สิ มันไม่ใช่ของขวัญหรอก มันเรียกว่าคำสาปต่างหาก เพราะไม่มีใครอยากได้ของขวัญแบบนี้จากพระเจ้าเชื่อสิ

...นั่นคือความสามารถในการมองเห็นวิญญาณ

ตั้งแต่ยังเล็กโลกของที่หนึ่งนั้นแตกต่างจากคนอื่น เขาเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น วิญญาณเร่ร่อน วิญญาณที่ติดอยู่ในโลกมนุษย์ บางตนมาด้วยความหวังดี ขอความช่วยเหลือ บางตนมาด้วยความอาฆาต หลอกหลอน สร้างความหวาดกลัว แต่ที่หนึ่งก็เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมัน

แต่เมื่ออายุครบสิบแปดปีทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไป วิญญาณที่ปรากฏตัวต่อหน้าเขามีจำนวนมากขึ้น และพวกมันดูดุร้ายขึ้น ไม่ใช่แค่การหลอกหลอนหรือขอความช่วยเหลือ แต่พวกมันต้องการบางอย่างจากเขา บางอย่างที่น่ากลัว บางอย่างที่ทำให้ที่หนึ่งขนลุกซู่

พวกมันปรากฏตัวในความมืด คอยตามติดเขาไปทุกหนทุกแห่ง บางครั้งก็เป็นเพียงเงา บางครั้งก็เป็นรูปร่างที่ชัดเจน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ดวงตาสีแดงก่ำและความกระหายที่น่าสะพรึงกลัว หนักสุดถึงขั้นคิดจะเอาชีวิตเขา ไม่สิ เหมือนว่าแค่ต้องการเลือดของเขามากกว่า ไม่รู้ผีหรือแวมไพร์กันแน่

หรือเดี๋ยวนี้ผีไทยเขาโกอินเตอร์หันมาดูดเลือดมนุษย์กันแล้ว เฮ้อ..แต่ตอนนี้ช่างหัวพวกมันก่อนเถอะ สิ่งที่เขาควรจะสนใจตอนนี้คือดวงวิญญาณของเด็กสาวตรงหน้ามากกว่า

“ต้องการให้ฉันช่วยอย่างไงเหรอ”

“อึก...หนูคิดถึงแม่ หนูอยากหาแม่”

“เออรู้แล้วว่าคิดถึง เลิกร้องแล้วก็บอกมาว่าเธอมีบ่วงอะไรถึงได้ติดอยู่ที่นี่” ที่หนึ่งขึ้นเสียง เด็กหญิงชะงักจนไหล่สั่น น้ำตาไหลไม่หยุด เห็นแบบนั้นที่หนึ่งเลยถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ เขากระแอมเบา ๆ จากนั้นก็ปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง เพราะอย่างไรตรงหน้าก็ยังเป็นเด็ก

“โอเค ๆ หยุดร้องก่อนมันหนวกหู บอกไว้ก่อนฉันไม่ได้ชอบเด็กขนาดนั้น แต่รับรองว่าฉันจะช่วยเธอแน่นอน”

ถึงจะบอกไปแบบนั้นแต่ดูท่าว่าเด็กผีตรงหน้าจะไม่ยอมหยุดร้องง่าย ๆ สุดท้ายเขาก็กดมือถือโทรหาพี่ชายตัวเอง

[ว่าไงหนึ่ง เปลี่ยนใจมาอยู่กับพี่แล้วเหรอ] เสียงปลายสายว่าออกมาก่อนที่เขาจะได้ทันถามอะไรเสียด้วยซ้ำ

“เปล่าครับ หนึ่งแค่อยากถามว่าที่คอนโดนี้มีเด็กซักสามสี่ขวบเสียชีวิตที่ลานจอดรถไหม”

ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง เป็นเอกไม่ได้ตกใจกับคำถามของน้องชาย เพราะคุ้นชินเรื่องน้องชายเห็นผีมาตั้งแต่เด็กแล้ว

[จะว่าไปก็เหมือนจะมีนะ แต่ทางเจ้าของคอนโดเขาปิดข่าวเอาไว้เพราะกลัวว่าจะเสื่อมเสีย]

“แล้วพี่รู้อะไรบ้าง ช่วยเล่าให้หนึ่งฟังหน่อย”

[พี่ก็ไม่รู้อะไรมากหรอก รู้แค่ว่าสักประมาณสองถึงสามเดือนก่อนมั้ง แม่ลูกคู่หนึ่งลงมาที่ลานจอดรถ ฝ่ายแม่เพราะมัวแต่เล่นมือถือ ทำให้เผลอละสายตาจากลูก ส่วนลูกน้อยในวัยซุกซนก็คิดจะเล่นซ่อนแอบกับแม่ แต่ดันเผลอไปแอบหลังรถที่กำลังถอยพอดี ทำให้ถูกรถเหยียบเสียชีวิต]

พอที่หนึ่งฟังเรื่องราวถึงกับนึกตำหนิคนเป็นแม่ในใจ จะว่าไปตัวเขาเองก็เคยได้ยินข่าวนี้เหมือนกันนี่นา

[พี่ก็พอรู้มาแค่นี้แหละ]

“แบบนี้เขาเรียกรู้หมดต่างหาก”

[อ้าวเหรอ พี่เองก็ฟังเพื่อนมันเล่ามาอีกที แล้วเรามีไรเปล่าถามถึงเรื่องนี้ทำไม อย่าบอกว่าเจอผีเด็กคนนั้นนะ]

“ก็...ครับ เขามาร้องไห้จนผมรำคาญเลยล่ะ”

[อีกแล้วนะเรา ทำเป็นไม่ได้ยินไปก็สิ้นเรื่อง] ปลายสายบ่นออกไปอย่างไม่จริงจังนัก เพราะรู้ดีว่าถึงจะห้ามอย่างไร น้องชายของตนก็ใจอ่อนช่วยเหลือพวกวิญญาณเหล่านั้นอยู่ดี

“แค่นี้ก่อนนะครับ หนึ่งมีเรื่องต้องจัดการ”

[อือดูแลตัวเองดี ๆ ล่ะ มีอะไรก็โทรหาพี่ได้ตลอด]

หลังจากวางสายจากพี่ชาย ที่หนึ่งก็มองเด็กน้อยที่เอาแต่ก้มหน้า ขณะที่มือกอดตุ๊กตาหมีปื้นเลือดเอาไว้อย่างห่วงแหน เขารอให้เด็กน้อยเช็ดน้ำตาอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นจึงเอ่ยถาม

“เธอจำแม่ตัวเองได้หรือเปล่า”

“อ้อ...”

ที่หนึ่งเงียบไปสักพักใหญ่รอฟังว่าดวงวิญญาณตรงหน้าจะพูดอะไรต่อ แต่ดูเหมือนว่าเขาจะคาดหวังเกินไปเสียแล้วเพราะหลังจากร้องอ้อขึ้นมาคำหนึ่ง เด็กน้อยก็เอาแต่ร้องไห้จนเขานึกรำคาญอีกแล้ว

“งั้นเดี๋ยวฉันมา แล้วอย่าไปหลอกคนอื่นเขาล่ะ เดี๋ยวก็ได้หัวใจวายตายกันพอดี”

เด็กน้อยพยักหน้ารับคำอย่างเชื่อฟัง เห็นแบบนั้นที่หนึ่งก็เบาใจลง เตรียมจะเดินออกไปเพื่อไปติดต่อนิติคอนโดเผื่อเขาจะมีช่องทางติดต่อของแม่เด็กบ้าง ทว่าเสื้อกักกลับโดนมือเล็ก ๆ ดึงเอาไว้

“บอกแล้วไงว่าฉันจะช่วย รอก่อนเดี๋ยวไปเรียกแม่มาให้”

หลังจากทำความเข้าใจกันแล้ว ที่หนึ่งถอนหายใจอีกครั้ง ความเหนื่อยล้าทับถมเข้ามา แต่เขาก็ยังคงยืนหยัด เพราะคำสัญญาที่ให้ไว้กับเด็กหญิงตัวน้อย เขาเดินไปที่ล็อบบี้ขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่นิติบุคคล อธิบายสถานการณ์อย่างย่อ โดยไม่พูดถึงเรื่องวิญญาณ เขาเพียงบอกว่าพบเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ดูเหมือนจะหลงทางและต้องการความช่วยเหลือ

เจ้าหน้าที่นิติบุคคลแสดงความเป็นมิตร ช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เขาค้นหาข้อมูลของผู้พักอาศัย จนกระทั่งพบเบาะแส ชื่อ นามสกุลและหมายเลขโทรศัพท์ของแม่เด็กหญิง แต่น่าเสียดายที่เธอนั้นดันย้ายออกไปแล้วเพราะรับไม่ได้กับการตายของลูกสาว

แต่กระนั้นก็ยังมีทางไม่ใช่เหรอ ที่หนึ่งรีบโทรหาเธอ เสียงปลายสายเป็นผู้หญิง น้ำเสียงหวั่นไหว เต็มไปด้วยความกังวล ที่หนึ่งอธิบายสถานการณ์ บอกว่าพบเด็กหญิงคนหนึ่งอยู่ที่ลานจอดรถชั้นใต้ดิน

เสียงปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะร้องไห้ออกมา เป็นเสียงร้องไห้ที่แตกสลาย เต็มไปด้วยความเสียใจ ความรู้ผิดอย่างสุดซึ้ง

“ใช่ค่ะลูกฉัน เขาเป็นลูกฉันเอง” เสียงปลายสายพร่ำพูดซ้ำ ๆ

ที่หนึ่งปลอบโยนบอกให้เธอใจเย็น ๆ และรีบมาที่คอนโด เขาจะรออยู่ รอไม่นานผู้หญิงคนนั้นก็มาถึงเธอวิ่งเข้ามาหาที่หนึ่ง น้ำตาไหลไม่หยุด

“คุณเจอเด็กคนนั้นเหรอคะ แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนคะ ฉันอยากเจอเขา” เธอถามเสียงสั่น พยายามกวาดสายตามองหาลูกสาวตัวน้อยของตนเอง ขณะเดียวกันเด็กหญิงก็เอาแต่จ้องมองผู้เป็นแม่ ดวงตาเล็ก ๆ ก็มีหยาดน้ำตาสีเลือดไหลออกมาไม่ขาดสาย

“ครับ แล้วตอนนี้น้องก็อยู่ตรงหน้าของคุณแล้ว”

“ฉะ...ฉันต้องทำยังไงบ้างคะ เขาถึงจะไม่ยึดติดกับที่นี่อีก” น้ำเสียงนั้นสั่นเครือ ขณะที่ที่หนึ่งเองมองเด็กน้อยที่พอเห็นหน้าแม่ก็เอาแต่ร้องไห้ด้วยความเห็นใจ

“ไม่ต้องทำอะไรเลยครับ เขาแค่อยากเห็นหน้าแม่ก็เท่านั้น” คำพูดนั้นปลดปล่อยความทุกข์ของทั้งแม่และลูกน้อย ทิ้งไว้เพียงความเศร้าที่แฝงไปด้วยความอบอุ่นของความรักที่ไม่มีวันจางหาย

เสียงสะอื้นของหญิงสาวดังก้องกังวานไปทั่วลานจอดรถ ร่างบางทรุดลงกับพื้น กอดร่างเล็ก ๆ ของลูกสาวที่ค่อย ๆ จางหายไป

ที่หนึ่งหันหลังให้กับความทุกข์นั้น ไม่ใช่เพราะเขาใจแข็ง แต่เพราะภาพตรงหน้าเกินกว่าที่เขาจะรับไหว

เป็นเอกที่ยืนอยู่ไม่ไกล มองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลเข้มค่อย ๆ เดินเข้าไปหาน้องชายของตน มือหนาเอื้อมไปโอบไหล่แกร่ง ดึงร่างที่ดูเหมือนจะทรุดลงไปพร้อมกับความเหนื่อยล้าให้มาซุกอยู่ที่ไหล่กว้าง ความอบอุ่นจากร่างกายของพี่ชาย ทำให้ที่หนึ่งรู้สึกปลอดภัยขึ้นเล็กน้อย

ทว่าหัวคิ้วของเป็นเอกกลับขมวดมุ่น เขาสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่แปลกประหลาด มันไม่ใช่แค่ความเหนื่อยล้า แต่เป็นความรู้สึกราวกับมีบางสิ่งบางอย่างกำลังค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามาในร่างกายของน้องชาย ความรู้สึกนั้นมันเย็นยะเยือกและน่ากลัว

“หนึ่งวันนี้รีบกลับไปพักผ่อนเถอะ” เป็นเอกเอ่ยเสียงเบา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเป็นห่วง

“ส่วนเรื่องเงินไม่ต้องห่วง ไม่พอก็โทรมาหาพี่ได้เสมอ” เขาพูดพลางลูบหัวน้องชายเบา ๆ พยายามปลอบโยน แต่ในใจเขารู้สึกกังวล มันเป็นความรู้สึกกังวลอย่างบอกไม่ถูก

ที่หนึ่งทำเพียงพยักหน้ารับคำ ไม่เข้าใจคำพูดของพี่ชายเลยสักนิด เหตุใดอีกฝ่ายถึงมีสีหน้าเป็นกังวลขนาดนั้น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป