บทที่ 6 คำสาป 3/1

ภาพของคนตรงหน้าปรากฏขึ้นในความทรงจำ ใบหน้าหวานละมุน ดวงตาที่แสนจะสดใส รอยยิ้มที่อบอุ่น ทุกอย่างช่างงดงามราวกับภาพวาดที่งดงามที่สุดในโลก

นานมาแล้ว อดีตแม่ทัพของจักรวรรดิได้นำทัพออกรบเพื่อต้องการขยายดินแดนและอำนาจตามคำสั่งของกษัตริย์ แต่ในทุก ๆ ที่ที่ฝีเท้าของเขาเหยียบย่ำ มีแต่กองซากศพสูงเท่าภูเขา โลหิตหลั่งไหลดั่งสายธาร เสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดทรมานดังระงม ปะปนกับคำสาปแช่งที่ขอให้เขาไม่ตายดี แต่สงครามก็เป็นเช่นนี้ย่อมต้องมีการสูญเสีย แม่ทัพไม่ได้ใส่ใจกับคำแช่งเหล่านั้นยังคงบุกตีรุกคืบไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง

แต่ทว่าสุดท้ายแล้ว ต่อให้เขาจะแข็งแกร่ง แต่ร่างกายก็ไม่ได้ทำจากหินผา ในศึกใหญ่กลางทุ่งรกร้างแม่ทัพหนุ่มก็ได้ทิ้งชีวิตไว้ที่นั่น

สายลมพัดโชยผ่านทุ่งรกร้างกว้างใหญ่ พัดพาเอาฝุ่นผงและกลิ่นคาวเลือดไปตามทิศทางลม ท้องฟ้าเหนือศพของแม่ทัพหนุ่มนั้นมืดครึ้มราวกับสะท้อนความโศกเศร้าของสงคราม ร่างกายที่เคยแข็งแกร่ง บัดนี้ไร้ซึ่งชีวิตนอนนิ่งอยู่ท่ามกลางกองศพทหารนับไม่ถ้วน ศรและดาบที่ปักแน่นอยู่บนร่างกาย เป็นเครื่องยืนยันถึงความรุนแรงของศึกครั้งสุดท้าย

ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงความมืดมิดและความเงียบสงบที่น่าสะพรึงกลัว มีเพียงแต่เสียงลมพัดผ่านหู และเสียงครางแผ่วเบาของนกฮูกที่บินวนเวียนอยู่เหนือศพ เป็นเสียงเดียวที่ดังก้องอยู่ในความเงียบนั้น

วิญญาณของแม่ทัพหนุ่มล่องลอยอยู่เหนือร่างไร้วิญญาณของตนเอง มองดูร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผล ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน บัดนี้ซีดเซียวไร้ชีวิตชีวา ดวงตาที่เคยแข็งกร้าว ปิดลงอย่างสงบ ราวกับได้หลับไหลอย่างถาวร

ไม่มีความแค้น ไม่มีความเสียใจ มีเพียงความว่างเปล่า และความเหนื่อยล้าที่แผ่ซ่านไปทั่ว ภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากกษัตริย์ได้สำเร็จลุล่วงไปแล้ว แม้จะต้องแลกมาด้วยชีวิต แต่เขาก็ได้ทำหน้าที่ของตนอย่างสมบูรณ์แบบ

ในที่สุดเขาก็ได้พักผ่อนเสียที การต่อสู้ การฆ่าฟัน และความโหดร้ายของสงครามได้สิ้นสุดลงแล้วสำหรับเขา

ทว่าความเงียบสงัดถูกฉีกขาดด้วยเสียงคำรามอันน่าสะพรึงกลัว ลมพายุหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ก่อตัวเป็นมวลอากาศสีดำมืดมิดขนาดมหึมา พัดกระหน่ำทุกสิ่งทุกอย่าง กองศพที่เคยนอนเรียงรายกระจัดกระจายไปทั่วทุ่งรกร้าง

วิญญาณของแม่ทัพหนุ่มถูกกระชากเข้าไปในใจกลางพายุ แสงวาบสีเลือดฉาบไปทั่ว ก่อนที่เสียงทุ้มต่ำ เย็นยะเยือกจะดังขึ้นราวกับคำสาปแช่งจากนรกขุมสะท้อนไปทั่วทุ่งรกร้าง

“เจ้าได้ทำหน้าที่ของตนอย่างสมบูรณ์แล้ว แต่ความสมบูรณ์นั้น กลับสร้างความทุกข์ทรมานให้แก่ผู้คนมากมาย โลหิตที่เจ้าได้หลั่ง คือน้ำตาของผู้บริสุทธิ์ ความตายที่เจ้าได้ก่อ คือบาปที่ไม่อาจลบล้าง”

เสียงนั้นทรงพลังเสมือนเสียงของพระเจ้า มันแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย แทรกซึมเข้าไปในวิญญาณของแม่ทัพ

ไม่นานมวลอากาศสีดำก็ค่อย ๆ รวมตัวกัน กลายเป็นรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่ดวงตาของมันกลับเป็นสีแดงก่ำ เปล่งประกายประหนึ่งอยู่เหนือทุกสรรพสิ่ง

“ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงพิพากษาเจ้า” เสียงนั้นกล่าวหนักแน่น ขณะที่ดวงจิตของแม่ทัพหนุ่มล่องลอยสั่นสะท้าน

“เจ้าจะต้องรับโทษ รับกรรมที่เจ้าได้ก่อไว้ เจ้าจะกลายเป็นเจ้าแห่งนรก ผู้คอยพิพากษาความดีความชั่วของมนุษย์ และทนทุกข์ทรมานจากการกลายร่างเป็นสัตว์นรกทุกคืนเดือนดับไปชั่วกัปชั่วกัลป์”

สิ้นสุดคำพิพากษาจากพระเจ้า ก็บังเกิดพายุหมุนปั่นป่วนอย่างรุนแรง สายฟ้าฟาดลงมา แสงสว่างวาบขึ้น เผยให้เห็นร่างของแม่ทัพค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง ผิวหนังของเขาเริ่มกลายเป็นโลหิต ดวงตาเปล่งประกายด้วยไฟนรก

เจ้าของคำสาปจากสวรรค์เริ่มมีเขาแหลมคมงอกออกมา กรงเล็บยาวและแหลมคมปรากฏขึ้น ร่างกายบิดเบี้ยวไปมา ดวงตาสีแดงก่ำเปล่งประกายด้วยความเจ็บปวด เสียงคำรามกึกก้องดังก้องไปทั่วท้องฟ้า ร่างที่ครั้งหนึ่งเคยสง่าผ่าเผยในชุดเกราะขุนศึก บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปกลายเป็นสัตว์ประหลาดรูปร่างน่าสะพรึงกลัว ที่สะท้อนถึงความโหดร้ายและบาปที่เขาได้ก่อไว้

เสียงคำรามอันเจ็บปวดดังขึ้น อดีตแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ บัดนี้ได้กลายเป็นเจ้าผู้ครองพิภพเบื้องล่าง

...เฮดีสเทพเจ้าแห่งนรก!

ทว่าท่ามกลางทุ่งหญ้ารกร้างกลับมีเสียงสะอื้นไห้ของใครบางคนดังขึ้น หญิงสาวรูปร่างบอบบาง ผมยาวสีดำสนิทปลิวไสวตามแรงลม เธอวิ่งมาอย่างไม่คิดชีวิต ร่างกายนั้นสั่นเทา ขณะที่น้ำตาไหลอาบแก้ม เธอทุ่มตัวลงกอดร่างไร้วิญญาณของแม่ทัพ มือเล็ก ๆ กำแน่นที่ชุดเกราะที่เปื้อนเลือด เสียงคร่ำครวญแผ่วเบา ปนกับเสียงสะอื้นไห้ ดังก้องไปทั่วทุ่งรกร้าง ที่ปกคลุมไปด้วยความเงียบสงัดและกลิ่นคาวเลือด

สายตาสีแดงก่ำของเฮดีสจับจ้องไปยังหญิงสาวที่กอดร่างไร้วิญญาณของเขาเอาไว้แน่น ทำไมกัน ทำไมถึงได้โศกเศร้าเสียใจกับการตายของตน ประหนึ่งโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงตรงหน้า ความรู้สึกแปลกประหลาด ความรู้สึกที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจ

ความเจ็บปวดทรมานจากการเปลี่ยนแปลงร่างกายยังคงแผ่ซ่านไปทั่ว แต่ทว่าบางสิ่งบางอย่างแปลกประหลาดเกิดขึ้น ความทรงจำอันเลือนลาง ภาพความทรงจำในวัยเด็ก เริ่มปรากฏขึ้นมาอย่างช้า ๆ ใบหน้าที่เปื้อนโคลนของหญิงสาวค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น ดวงตาที่เคยสดใส บัดนี้เต็มไปด้วยน้ำตาแต่กลับคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก

ความทรงจำที่ถูกฝังลึกใต้ความโหดร้ายของสงคราม ค่อย ๆ ผุดขึ้นมา ภาพของเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ผมดำยาวสลวย ยิ้มร่าเริง วิ่งเล่นอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกไม้ เสียงหัวเราะใส ๆ ดังก้องอยู่ในหู เขาจำได้ เขาจำได้แล้ว!

นั่นคือ อีลีน่า เพื่อนสนิทในวัยเด็กของเขา ผู้หญิงที่เขาเคยสัญญาว่าจะปกป้องแต่กลับต้องทิ้งเธอไว้เบื้องหลัง

ความเจ็บปวดทรมานจากนรก ดูเหมือนจะจางหายไป แทนที่ด้วยความเจ็บปวดที่แสนสาหัส ความผิดบาปที่เขาได้ก่อ ความสูญเสียที่เขาได้สร้าง และความเสียใจที่เขาได้ทำลายมิตรภาพอันแสนล้ำค่า

“อี…อีลีน่า…” เสียงแหบพร่าดังออกมาจากลำคอ ที่เคยเปล่งเสียงคำสั่งอันทรงพลัง บัดนี้กลับอ่อนแอราวกับจะแตกสลาย

เขาพยายามจะเอื้อมมือไปหาเธอ แต่กรงเล็บแหลมคมที่งอกออกมา ทำให้เขาทำได้เพียงแต่ส่งเสียงครางแผ่วเบา เสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความเสียใจ

น้ำตาไหลอาบแก้ม เธอทุ่มตัวลงกอดร่างที่บิดเบี้ยวของเขาอีกครั้ง มือเล็ก ๆ ลูบไล้ใบหน้าที่เต็มไปด้วยแผลเป็น

“ทำไม…ทำไมถึงเป็นแบบนี้” เสียงสะอื้นไห้ดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบสงัดและกลิ่นคาวเลือดที่ปกคลุมไปทั่วทุ่งรกร้าง

เฮดีสมองดูอีลีน่า หญิงสาวร้องไห้โฮสะอื้นจนตัวโยน มือเล็ก ๆ ลูบไล้ใบหน้าซีดเซียวของเขาราวกับพยายามปลอบประโลมดวงวิญญาณที่หลงเหลืออยู่ คำพูดที่พรั่งพรูออกมาเป็นคำพูดที่สั่นเครือแทบจะฟังไม่รู้เรื่อง

“ทะ...ท่าน ทำไมกัน ทำไมถึงต้องจากข้าไป” เสียงเธอแผ่วเบาแต่กลับทรงพลัง เฮดีสเงียบงัน ดวงตาสีแดงก่ำค่อย ๆ หรี่ลง น้ำตาสีแดงก่ำไหลออกมาจากดวงตาคู่คม เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เขาถูกสาปให้เป็นเทพเจ้าแห่งนรก แต่เขากลับหลั่งน้ำตาออกมาอย่างไม่อาจห้ามปราม

เสียงทุ้มต่ำเย็นยะเยือกดังขึ้นอีกครั้ง ทว่าคราวนี้มันไม่ใช่คำสาปแช่ง แต่เป็นคำกล่าวที่แฝงไปด้วยความหวัง แม้จะริบหรี่เพียงใดก็ตาม

“ความผิดบาปของเจ้าสมควรได้รับโทษ คำสาปนี้จะติดตัวเจ้าไปชั่วกัปชั่วกัลป์ แต่...ในตัวของเจ้ายังพอมีคุณงามความดีหลงเหลืออยู่บ้าง” เสียงนั้นกล่าวช้า ๆ แต่หนักแน่น ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักบางสิ่งบางอย่าง

“คำสาปนี้จะถูกลบล้าง หากว่าเจ้าได้โลหิตอันบริสุทธิ์ของหญิงสาวผู้ยืนอยู่ตรงหน้านั้นมาชำระล้าง” เสียงนั้นกล่าว พร้อมกับชี้ไปยังหญิงสาวที่ยังคงกอดร่างไร้วิญญาณของเฮดีส น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างไม่หยุดหย่อน

เฮดีสก้มหน้ามองดูหญิงสาว ดวงตาสีแดงก่ำ เต็มไปด้วยความสับสนและความลังเล เขาไม่ต้องการให้หญิงสาวต้องเจ็บปวด ไม่ต้องการให้เธอต้องเสียสละ แต่นี่คือโอกาสเดียว ที่จะทำให้เขาหลุดพ้นจากคำสาป

“นางคือเจ้าสาวของเจ้าเทพเฮดีส!”

ภาพเหล่านั้นฉายวนเวียนอยู่ในดวงตาสีดำคมเข้มของเซอร์เวย์ มันชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน แต่ความจริงแล้ว มันผ่านมานานนับแปดร้อยปี แปดร้อยปีแห่งการรอคอย แปดร้อยปีแห่งความทุกข์ทรมาน และแปดร้อยปีแห่งความหวังริบหรี่

น้ำสีใสค่อย ๆ ไหลออกมาจากปลายหางตาของชายหนุ่ม มันไม่ใช่น้ำตา แต่เป็นความรู้สึก ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในใจมานานนับนานแสนนาน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป