บทที่ 11 หน้ากากหลังม่านรูด
หน้ากากหลังม่านรูด
ความเงียบที่ปกคลุมห้องแต่งตัวหลังจากเสียงประตูปิดลงนั้นช่างเยือกเย็นและหนักอึ้งราวกับอากาศถูกสูบออกไปจนหมด พิชชายังคงนั่งนิ่งอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งที่เต็มไปด้วยซากความพ่ายแพ้ของบรรดาข้าวของราคาแพงที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น ขาเรียวสวยที่เคยโอบรัดเอวแกร่งของเพลิงไว้แน่นบัดนี้สั่นระริกอย่างห้ามไม่ได้ ร่องรอยความร้อนแรงที่เขาทิ้งไว้บนผิวเนื้อนวลเนียนยังคงซาบซ่านและเตือนให้ระลึกถึงบทลงโทษที่แสนป่าเถื่อนเมื่อครู่
เธอยกมือที่ยังสั่นเทาขึ้นลูบริมฝีปากที่เจ่อช้ำจากการบดขยี้ นัยน์ตาคู่สวยจ้องมองเงาตัวเองในกระจกเงาของผู้หญิงที่พยายามจะคุมเกมแต่กลับถูกต้อนจนมุมอย่างราบคาบ
“ไอ้คนดิบเถื่อน” เธอพึมพำลอดไรฟัน พยายามรวบรวมเรี่ยวแรงที่มีอยู่อันน้อยนิดก้าวลงจากโต๊ะ ทว่าเพียงแค่เท้าแตะพื้น ความอ่อนเปลี้ยก็เข้าโจมตีจนเธอเกือบจะทรุดลงไปกองกับพื้น
พิชชาคว้าขอบโต๊ะไว้มั่น ก่อนจะเหลือบไปเห็นบางอย่างที่วางเด่นอยู่ท่ามกลางตลับแป้งที่ร่วงหล่น
มันคือนามบัตรสีดำสนิท ที่มีเพียงชื่อเพลิงและหมายเลขโทรศัพท์ส่วนตัวตวัดด้วยลายมือดุดันอันเป็นเอกลักษณ์ การวางนามบัตรทิ้งไว้แทนที่จะเอ่ยปากขอเบอร์หรือให้เบอร์เธอตรงๆ คือการประกาศอำนาจเหนือกว่าอย่างร้ายกาจ เขาไม่ได้ขอให้เธอติดต่อกลับแต่เขากำลังสั่งให้เธอเป็นฝ่ายคลานกลับไปหาเขาเอง
“คิดว่าทำแค่นี้แล้วฉันจะยอมโทรไปอ้อนวอนงั้นเหรอ? ฝันไปเถอะ”
พิชชาขยำนามบัตรใบนั้นจนยับยู่ยี่ในมือ ทว่าแทนที่จะโยนมันทิ้งลงถังขยะ เธอกลับยัดมันลงในกระเป๋าถือใบหรูอย่างไม่รู้ตัว
เธอกวาดสายตามองความโกลาหลในห้อง ก่อนจะหยิบเสื้อผ้าที่ถูกฉีกทึ้งขึ้นมาดูด้วยสายตาว่างเปล่า กฎเหล็กที่เธอเคยตั้งไว้ว่า “คบได้แต่ห้ามรัก และไม่เกินหนึ่งเดือน” ดูเหมือนจะถูกท้าทายตั้งแต่วันแรกที่เจอผู้ชายคนนี้ เพลิงไม่ใช่เหยื่อที่เธอจะสยบได้ง่ายๆ เขาคือพายุที่จงใจซัดกระหน่ำเข้ามาเพื่อทำลายกำแพงของเธอให้ย่อยยับ
ในขณะเดียวกัน ที่หน้าสตูดิโอ
เพลิงก้าวเดินออกมาด้วยท่าทีสงบเสงี่ยมและเยือกเย็นราวกับไม่เคยเกิดศึกรักอันเร่าร้อนมาก่อน เขาปลดกระดุมข้อมือเสื้อเชิ้ต จัดระเบียบเนกไทให้เข้าที่ด้วยปลายนิ้วที่ยังคงหลงเหลือกลิ่นอายจางๆ จากผิวเนื้อของพิชชา พัดที่ยืนพิงรถสปอร์ตคันหรูรออยู่ถึงกับผิวปากหวีดหวิวเมื่อเห็นใบหน้าของเพื่อนรักที่มีรอยยิ้มร้ายประดับอยู่ที่มุมปาก
“เช็กสินค้านานจังนะมึง หน้าตาดูอิ่มเอมขนาดนี้ อย่าบอกนะว่ามึงเผลอกินเหยื่อเข้าไปแล้วจริงๆ?” พัดถามพลางเลิกคิ้วมองอย่างจับผิด
“ก็แค่กำราบแมวพยศ” เพลิงตอบเสียงเรียบพลางหยิบบุหรี่ขึ้นมาคีบไว้
“ลีลาใช้ได้ แต่ปากดีเกินไปหน่อย ต้องสอนให้รู้ซะบ้างว่าใครคือเจ้าของสนามนี้”
“เหรอวะ? แต่กูว่ามึงดูจะติดใจ สินค้าชิ้นนี้มากกว่าที่มึงพูดนะ” พัดตบบ่าเพื่อนแรงๆ
“ระวังนะเว้ย กฎเดิมพันคือห้ามเผลอใจไปรักเขาก่อน ถ้ามึงพลาดเพราะเรื่องบนเตียง หุ้นคลับกับรถคันนี้กูยึดจริงนะไอ้เสือ”
เพลิงพ่นควันบุหรี่ออกมาเป็นสายยาว นัยน์ตาคมกริบมองผ่านกระจกสตูดิโอขึ้นไปยังห้องแต่งตัวชั้นบนที่เขาสัมผัสได้ว่าเธอยังอยู่ตรงนั้น
“กูไม่เคยแพ้เดิมพันพัด โดยเฉพาะเดิมพันที่กูเป็นคนคุมไพ่เอง” เพลิงกระตุกยิ้มที่ทำให้คนมองถึงกับหนาวสันหลัง
“ยัยนั่นก็แค่ทางผ่านที่สนุกกว่าคนอื่นนิดหน่อย พรุ่งนี้กูจะทำให้เธอรู้ว่าการเป็นผู้หญิงของเพลิง มันมีราคาที่เธอต้องจ่ายมากกว่าแค่ร่างกาย”
เขาก้าวขึ้นรถไปพร้อมกับความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยม ทว่าในส่วนลึกของความคิด ความนุ่มหยุ่นและเสียงครางกระเส่าของพิชชาที่เรียกชื่อเขานั้นกลับดังก้องจนสลัดไม่หลุด
สงครามประสาทหลังบทรักครั้งแรกเริ่มต้นขึ้นแล้ว ทั้งคู่ต่างสวมหน้ากากนักล่าเข้าหากันอีกครั้ง โดยที่ต่างฝ่ายต่างไม่รู้เลยว่ารอยร้าวเล็กๆ บนกำแพงหัวใจที่พวกเขาสร้างขึ้น กำลังเริ่มขยายตัวออกไปทีละน้อยในความมืด
