บทที่ 1 ทายาทที่ไม่อยากเป็น
บทที่ 1 ทายาทที่ไม่อยากเป็น
รามิล ชายหนุ่มวัยยี่สิบแปดปี ทายาทเพียงคนเดียวของครอบครัวนักธุรกิจ หลังเรียนจบจากต่างประเทศ เขาก็กลับมาใช้ชีวิตอย่างอิสระในแบบที่ตัวเองต้องการ โดยไม่คิดจะรีบร้อนเข้ามารับช่วงต่อกิจการของครอบครัว
ชีวิตของเขาเต็มไปด้วยการเที่ยว สังสรรค์ และความท้าทาย โดยเฉพาะการแข่งรถที่กลายเป็นสิ่งโปรดปรานของชายหนุ่ม จนถึงขั้นลงทุนสร้างสนามแข่งรถเป็นของตัวเอง
สำหรับรามิลแล้ว ชีวิตตอนนี้กำลังดีทุกอย่าง ไม่ต้องตื่นเช้าไปทำงาน ไม่ต้องนั่งประชุมให้ปวดหัว ไม่ต้องมาคอยคิดหรือรับผิดชอบงานในบริษัทของพ่อ แค่ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองชอบก็พอแล้ว
แต่ช่วงเวลาสบาย ๆ ของเขากำลังจะหมดลงในไม่ช้า หลังจากหายหน้าออกจากบ้านไปหลายวัน รามิลก็จำใจขับรถกลับมายังคฤหาสน์ของครอบครัวในช่วงเย็น เพราะได้รับคำสั่งจากผู้เป็นพ่อให้กลับมาพบโดยด่วน
รถสปอร์ตคันหรูแล่นเข้ามาจอดหน้าบ้าน ชายหนุ่มดับเครื่องยนต์ ก่อนเปิดประตูลงจากรถด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย
“เรียกกลับบ้านอะไรนักหนา...”รามิลบ่นพึมพำ ก่อนหยิบแว่นกันแดดออกจากใบหน้าแล้วเดินเข้าบ้าน ยังไม่ทันก้าวพ้นประตูดี เสียงแม่บ้านที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น
“คุณรามิล คุณท่านรออยู่ในห้องทำงานค่ะ”
ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย ก่อนถอนหายใจยาว
“รู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นเรื่องงาน...”
เขาส่ายหน้าอย่างเซ็ง ๆ แต่ก็ยังเดินตรงไปยังห้องทำงานของพ่ออย่างไม่มีทางเลือก เขายกมือขึ้นเคาะประตูสองครั้ง ก่อนเสียงทุ้มจากด้านในจะดังขึ้น
“เข้ามา”
รามิลเปิดประตูเข้าไป ก่อนจะเห็นผู้เป็นพ่อนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานด้วยสีหน้าจริงจังกว่าปกติ เพียงเห็นสีหน้านั้น ชายหนุ่มก็รู้ทันทีว่า...ครั้งนี้พ่อคงไม่ได้เรียกเขากลับบ้านมาเพื่อพูดคุยเรื่องเล่น ๆ อย่างแน่นอน
“นั่งก่อนสิ” ผู้เป็นพ่อเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ พลางผายมือไปยังเก้าอี้ตรงหน้าโต๊ะทำงาน
รามิลมองพ่ออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไปหย่อนตัวลงบนเก้าอี้แล้วเอนหลังพิงพนักอย่างสบาย ๆ ราวกับไม่ได้รู้สึกถึงบรรยากาศตึงเครียดภายในห้องเลยแม้แต่น้อย
“พ่อมีเรื่องอะไร ถึงเรียกผมกลับมาถึงบ้านครับ” ชายหนุ่มเอ่ยถาม พลางยกข้อมือขึ้นมองนาฬิกาเล็กน้อย
“ถ้าเป็นเรื่องงาน ผมบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าผมยังไม่พร้อมเข้าไปช่วยที่บริษัท”
“ยังไม่พร้อม?” ธีรภัทรทวนคำพูดของลูกชายช้า ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขาเต็มตา
“แกกลับมาจากต่างประเทศเกือบปีแล้วนะรามิล”
“ก็ใช่ครับ” รามิลตอบหน้าตาย ก่อนยักไหล่เล็กน้อย
“แต่ผมก็ยังมีเวลาของผมอยู่ไม่ใช่เหรอครับ”
คำตอบนั้นทำให้คนเป็นพ่อถอนหายใจหนัก ๆ ออกมา
“เวลาของแก?” ธีรภัทรวางปากกาในมือลงบนโต๊ะ ก่อนจะเอนตัวพิงเก้าอี้และมองลูกชายด้วยแววตาจริงจัง
“พ่ออยากรู้จริง ๆ ว่าแกคิดจะใช้ชีวิตแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่”
“ยังไม่รู้ครับ เพราะผมยังไม่ได้แพลนไว้ครับ” รามิลตอบออกมาอย่างหน้าตาเฉย ก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ตามเดิม ราวกับคำถามของผู้เป็นพ่อไม่ได้มีความสำคัญอะไรนัก
“แกจะทำตัวเสเพไปวัน ๆ แบบนี้ไม่ได้แล้วนะรามิล” ธีรภัทรเอ่ยเสียงเข้มขึ้นเล็กน้อย
“ผมไม่ได้ทำตัวเสเพนะครับพ่อ” รามิลรีบแย้ง ก่อนยกมือขึ้นเล็กน้อยเหมือนต้องการอธิบาย
“ผมก็แค่ใช้ชีวิตในแบบที่ผมเลือก”
“ใช้ชีวิตในแบบที่แกเลือก?”
“ครับ” ชายหนุ่มพยักหน้ารับอย่างมั่นใจ
“ชีวิตที่แกเลือกคือการเที่ยว เล่นรถ แล้วก็ใช้เงินไปวัน ๆ เนี่ยนะ?”
ธีรภัทรมองลูกชายอย่างเอือมระอา
รามิลถอนหายใจ ก่อนตอบกลับอย่างไม่รู้สึกรู้สา
“ก็เงินมันมี แล้วผมก็ไม่ได้ใช้จนหมดสักหน่อยนี่ครับ”
“รามิล!” เสียงเข้มของพ่อทำให้ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยพูดต่อออกไป
“แต่แกกำลังเอาอนาคตของตัวเองไปทิ้ง”
คำพูดของผู้เป็นพ่อทำให้รามิลนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ
“อนาคตของผม ผมก็คิดเองได้นี่ครับ”
“คิดได้?” ธีรภัทรทวนคำ พลางมองลูกชายด้วยสายตาเหนื่อยใจ
“แล้วตอนนี้แกกำลังทำอะไรอยู่?” พ่อเอ่ยถามขึ้นแบบใจเย็น ๆ
“ก็ทำสนามแข่งรถอยู่ไงครับ” รามิลตอบอย่างไม่ลังเล
“สนามแข่งรถแกน่ะนะ?” ผู้เป็นพ่อเลิกคิ้ว ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ
“พ่อไม่เห็นว่ามันจะทำกำไรอะไรให้แกเลย มีแต่เอาเงินไปลงทุนเพิ่มอยู่เรื่อย ๆ”
“มันก็เพิ่งเริ่มทำเองนะครับพ่อ จะให้มันคืนทุนทันทีเลยหรือไง”
“แล้วแกคิดว่ามันจะคืนทุนเมื่อไหร่?”
รามิลเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนยกไหล่ขึ้นอย่างไม่ทุกข์ร้อน
“เดี๋ยวก็คืนครับ”
“เดี๋ยวของแกนี่มันเมื่อไหร่?” น้ำเสียงของธีรภัทรเริ่มจริงจังขึ้น
“พ่อไม่ได้ห้ามแกทำในสิ่งที่ชอบ แต่แกควรรู้ด้วยว่า สิ่งที่แกกำลังทำอยู่มันเป็นแค่ความชอบ หรือมันจะกลายเป็นอนาคตของแกได้จริง ๆ”
รามิลมองหน้าบิดา ก่อนจะยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
“ผมรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรครับพ่อ”
“งั้นก็ดี” ธีรภัทรพยักหน้าช้า ๆ ก่อนหยิบเอกสารบนโต๊ะขึ้นมาวางตรงหน้า
“เพราะวันนี้พ่อจะคุยกับแกเรื่องอนาคตของแกจริง ๆ เสียที”
รามิลเหลือบมองแฟ้มเอกสารบนโต๊ะ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ
แค่เห็นแฟ้มก็พอจะเดาได้แล้วว่า สิ่งที่พ่อกำลังจะพูดต่อจากนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องเดิม ๆ
เรื่องบริษัท...และแน่นอนว่าเขาคงไม่พ้นถูกเรียกให้กลับเข้าไปทำงานอีกตามเคยเหมืนอทุกครั้ง
“พ่อจะให้ผมเข้าไปทำงานที่บริษัทอีกแล้วใช่ไหมครับ” รามิลถามดักขึ้นมาก่อน พลางมองบิดาด้วยสีหน้าเอือม ๆ
“แกคิดว่าพ่อจะเรียกแกกลับบ้านมาคุยเรื่องอะไรล่ะ” ธีรภัทรตอบกลับเสียงเรียบ
รามิลแกล้งทำหน้าครุ่นคิด ก่อนจะพูดต่อ
“อาจจะเรียกมาถามว่าสนามแข่งรถผมจะเปิดวันไหนก็ได้”
“รามิล” น้ำเสียงของบิดาดังขึ้นทันที
ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ ก่อนยกมือขึ้นเป็นเชิงยอมแพ้
“โอเคครับ ๆ เรื่องบริษัทก็เรื่องบริษัท”
แม้ปากจะยอม แต่สีหน้าของเขายังคงเต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย เพราะรู้ดีว่าการสนทนาครั้งนี้คงไม่ได้จบลงง่าย ๆ เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
