บทที่ 2 ถึงเวลาต้องเลือก
“คุณผู้หญิงคะ...” เสียงเรียกของแม่บ้านดังขึ้น ขณะที่มณีรัตน์กำลังนั่งอ่านนิตยสารอยู่ในห้องรับแขก หญิงสาววัยกลางคนเดินเข้ามาด้วยสีหน้ากังวล ก่อนจะรีบเอ่ยขึ้น
“ตอนนี้ที่ห้องทำงานคุณท่าน...ร้อนเป็นไฟแล้วค่ะ”
มณีรัตน์ชะงัก ก่อนเงยหน้าขึ้นมองทันที
“ร้อนเป็นไฟ? เกิดอะไรขึ้น”
“ดิฉันได้ยินเสียงคุณรามิลกับคุณท่านเถียงกันดังออกมาถึงข้างนอกเลยค่ะ”
แม่บ้านตอบพลางเหลือบมองไปทางห้องทำงานด้วยสีหน้าหนักใจ
“คุณผู้หญิงรีบไปช่วยห้ามหน่อยเถอะนะคะ ก่อนที่สองพ่อลูกจะได้ทะเลาะกันใหญ่กว่านี้”
มณีรัตน์ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนวางนิตยสารลงบนโต๊ะ
“สองคนนี้จริง ๆ เลย...” เธอส่ายหน้าอย่างเอือมระอา ก่อนลุกขึ้นจากโซฟา
“เดี๋ยวฉันไปดูเอง” พูดจบ มณีรัตน์ก็เดินตรงไปยังห้องทำงานของสามีทันที
ยิ่งเข้าใกล้ เสียงสนทนาภายในห้องก็ยิ่งดังชัดเจนขึ้น
“ผมไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อถึงต้องบังคับผมขนาดนี้ด้วย!” เสียงของรามิลดังออกมา
มณีรัตน์ชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจอีกครั้ง ดูท่าวันนี้...เธอคงต้องทำหน้าที่เป็นกรรมการห้ามมวยให้สองพ่อลูกอีกแล้ว
“อ้าว...สองพ่อลูกคุยอะไรกันอยู่คะ เสียงดังเชียว” มณีรัตน์เปิดประตูเข้ามาพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะมองสามีสลับกับลูกชายที่นั่งอยู่คนละฝั่งของโต๊ะทำงาน
“คุณแม่มาพอดีเลยครับ” รามิลเอ่ยขึ้นทันทีราวกับเจอตัวช่วย ก่อนจะเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างสบายใจ
“มาช่วยผมหน่อยครับ พ่อกำลังจะบังคับผมเรื่องงานอีกแล้ว”
“ใครบังคับแก” ธีรภัทรสวนกลับทันที สีหน้าเริ่มขุ่นกว่าเดิม
“พ่อแค่กำลังคุยเรื่องอนาคตของแก”
มณีรัตน์มองหน้าสามีก่อนถอนหายใจเบา ๆ แล้วเดินไปนั่งลงข้าง ๆ สามี
“ค่อย ๆ คุยกันก็ได้ค่ะ คุณจะเสียงดังใส่ลูกทำไม”
“แม่ครับ ผมก็พูดดี ๆ อยู่” รามิลรีบแก้ตัว
“แต่พ่อสิครับที่เริ่มก่อน”
ธีรภัทรหันขวับไปมองลูกชาย “แกนี่มัน...”
“พอค่ะ” มณีรัตน์รีบยกมือห้าม ก่อนที่สงครามพ่อลูกจะเริ่มขึ้นอีกรอบ
“วันนี้เรียกลูกกลับมาคุยเรื่องอะไรคะคุณ”
ธีรภัทรนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบแฟ้มเอกสารบนโต๊ะขึ้นมา
“เรื่องที่เขาหลีกเลี่ยงมานาน...ถึงเวลาที่ต้องคุยกันจริง ๆ แล้ว”
“อ่อ...เรื่องงานที่บริษัทสินะคะ” มณีรัตน์เอ่ยขึ้นอย่างเข้าใจ ก่อนหันไปมองลูกชายสุดที่รักของตัวเอง
“แม่ว่ารามิลก็ยังไม่พร้อมจริง ๆ นะคะ คุณอย่าเพิ่งกดดันลูกมากเลย”
“ไม่พร้อม?” ธีรภัทรหันมองภรรยา ก่อนถอนหายใจ
“มันกลับมาจากต่างประเทศเกือบปีแล้วนะคุณ แต่ยังไม่คิดจะทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย”
“ผมก็ทำอยู่นะครับ” รามิลรีบพูดแทรก
“สนามแข่งรถผมก็กำลังไปได้ดี”
“พ่อพูดถึงบริษัท ไม่ใช่สนามแข่งรถของแก”
“ผมก็รู้ครับ” รามิลตอบเสียงเรียบ ก่อนเอนตัวพิงพนักเก้าอี้
“แต่ผมยังไม่อยากทำงานที่บริษัทตอนนี้นี่ครับ”
“แล้วแกจะพร้อมเมื่อไร?” ธีรภัทรถามเสียงเข้มขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนจะเผลอพูดด้วยความโมโห
“ฉันต้องตายก่อนใช่ไหม แกถึงจะพร้อม!”
“คุณคะ ใจเย็น ๆ ก่อนค่ะ” มณีรัตน์รีบหันไปปรามสามี ก่อนจะหันกลับมามองลูกชายด้วยสีหน้าหนักใจ
รามิลถอนหายใจเบา ๆ ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
“พ่อก็พูดเกินไปครับ” ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบต้นคอ ก่อนพูดต่ออย่างสบาย ๆ
“เอาเป็นว่า...ถ้าผมพร้อมเมื่อไร ผมจะรีบมาบอกพ่อเลยครับ”
“แกนี่มัน...” ธีรภัทรได้แต่จ้องหน้าลูกชายอย่างเหลืออด
ขณะที่มณีรัตน์ได้แต่ถอนหายใจออกมาเบา ๆ ดูเหมือนเรื่องที่สองพ่อลูกกำลังจะคุยกันในวันนี้ คงไม่จบลงง่าย ๆ เสียแล้ว
“เอาล่ะ ๆ วันนี้พอกันแค่นี้ก่อนนะคะ” มณีรัตน์รีบพูดขึ้น เมื่อเห็นว่าสองพ่อลูกยังไม่มีทีท่าว่าจะคุยกันรู้เรื่อง คุยกันต่อไปก็คงไม่ได้คำตอบอะไรอยู่ดี คุณกับลูกค่อยคุยกันใหม่วันหลังก็ได้ เธอหันไปมองสามีก่อนจะยิ้มบาง ๆ แล้วพูดต่อ
“ถ้าอย่างนั้นลงไปทานข้าวกันดีกว่านะคะ ไหน ๆ ลูกก็กลับมาบ้านแล้ว จะได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน”
“ดีครับคุณแม่” รามิลตอบทันที สีหน้าที่เคยตึงจากการถูกพ่อคาดคั้นเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ผมกำลังคิดอยู่เลยว่าอยากกินกับข้าวฝีมือแม่” พูดจบชายหนุ่มก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างรวดเร็ว เดินตรงเข้าไปคล้องแขนแม่ไว้ทันที ก่อนจะพากันเดินออกจากห้องทำงานราวกับกลัวว่าหากช้ากว่านี้อีกนิด ผู้เป็นพ่อจะเรียกกลับไปคุยเรื่องเดิมอีก
มณีรัตน์ได้แต่ส่ายหน้าอย่างเอ็นดู
ส่วนธีรภัทรมองตามหลังลูกชายไปด้วยสีหน้าเหนื่อยใจ
“ไอ้ลูกคนนี้...”
แต่ถึงจะบ่นอย่างนั้น มุมปากของคนเป็นพ่อก็ยังมีรอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้น
เพราะต่อให้รามิลจะดื้อแค่ไหน อย่างน้อยวันนี้ลูกชายก็ยอมกลับบ้านมาแล้ว และในใจของธีรภัทรก็รู้ดีว่า...อีกไม่นาน เขาจะต้องทำให้รามิลยอมรับความจริงบางอย่างให้ได้
ไม่นานนัก ทั้งสามคนก็ลงมาถึงห้องอาหาร อาหารหลายอย่างถูกจัดวางเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะ กลิ่นหอมของอาหารฝีมือแม่ลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ
รามิลเดินไปนั่งลงข้างแม่ทันที ก่อนจะมองอาหารตรงหน้าด้วยสีหน้าพอใจ
“น่ากินทั้งนั้นเลยครับ”
“เห็นไหม แม่บอกแล้วว่าลูกต้องหิว” มณีรัตน์ยิ้มอย่างเอ็นดู ก่อนตักอาหารใส่จานให้ลูกชาย
“กินเยอะ ๆ นะ ไม่ได้กลับบ้านมากินข้าวกับแม่ตั้งหลายวันแล้ว”
“ครับคุณแม่” รามิลยิ้มกว้าง ก่อนลงมือกินอย่างมีความสุข
อีกฝั่งหนึ่ง ธีรภัทรเดินมานั่งประจำที่ มองภาพภรรยากับลูกชายอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ เมื่อครู่ยังเถียงกันเสียงดังอยู่ในห้องทำงาน แต่พอลงมาถึงโต๊ะอาหาร ลูกชายตัวดีก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเสียอย่างนั้น
“อร่อยไหม” มณีรัตน์ถามลูกชายขึ้น
“อร่อยที่สุดครับ” รามิลตอบพร้อมรอยยิ้ม ก่อนหันไปมองพ่อ
“พ่อกินเยอะ ๆ นะครับ เดี๋ยวจะไม่มีแรงทำงาน”
“แกนี่มัน...” ธีรภัทรมองลูกชายอย่างหมั่นไส้ แต่สุดท้ายก็อดยิ้มออกมาไม่ได้
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะของคนในครอบครัวดังขึ้นเป็นระยะ รามิลคิดเพียงว่า อย่างน้อยวันนี้เขาก็คงหนีเรื่องงานไปได้อีกสักพัก
แต่เขาหารู้ไม่ว่า...มื้ออาหารที่แสนอบอุ่นในค่ำคืนนี้ อาจเป็นหนึ่งในมื้อสุดท้ายที่เขายังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย
