บทที่ 4 บทที่ 4
จากนั้นพันไมล์ก็เพลินไปกับการนั่งมองตึกรามบ้านช่อง แม้ว่าบารัซจะรับเอาอารยะธรรมของชาวตะวันตกมาบ้าง แต่ก็ถือได้ว่ายังคงรักษาความเป็นเอกลักษณ์ของชาวอาหรับไว้ได้เป็นอย่างดี อย่างการปลูกสร้างอาคารบ้านเรือนที่ทำมาจากดินของชาวบารัซที่เห็นเรียงรายอยู่นี้ ก็ได้มีการนำเอาอารยะธรรมทางตะวันตก มาผสมผสานกับเอกลักษณ์ของชาวอาหรับได้อย่างลงตัว
“อีกไกลไหมคะพี่แทนกว่าจะถึงที่พัก”
“ไม่ไกลหรอก อีกไม่เกินยี่สิบนาทีเราก็คงจะไปถึงที่นั่น”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายนัยน์ตาพราวระยับกับสถานที่แปลกใหม่ เขาจึงได้เอ่ยแซว “ทำเป็นตื่นเต้น จะคุยกับพวกเขารู้เรื่องไหมก็ยังไม่รู้”
พันไมล์หันมาค้อนควับทันที “ไม่มีปัญหา ก่อนจะเดินทางมาที่นี่พายไปทบทวนภาษาอาหรับกับมัสตารีมาตั้งเดือนกว่า รับรองได้ว่าพายสื่อสารกับพวกเขารู้เรื่องชัวร์”
เมื่อรู้ตัวว่าจะมาเที่ยวบารัชพันไมล์จึงไปเยี่ยมพี่เลี้ยงเก่าแก่ เพื่อทบทวนและฝึกพูดภาษาอาหรับอยู่เป็นเดือน ทำให้มั่นใจว่าเธอสามารถพูดและฟังภาษานี้ได้อย่างไม่ติดขัด
“ฉลาดนี่ รู้จักเตรียมพร้อมด้วย...” คราวนี้แทนไทหัวเราะ ไม่คิดว่าน้องสาวจะไปหาพี่เลี้ยงสมัยเด็กที่เชียงใหม่เพื่อทบทวนภาษาอาหรับ
สมัยเด็กบิดามารดาเคยเดินทางมาดูแลธุรกิจเหมืองแร่ในคาบสมุครอาหรับ ได้นำเขาและพันไมล์เดินทางมาด้วย ขณะนั้นพันไมล์อายุเพียงสองขวบ มารดาจึงจ้างพี่เลี้ยงชาวอาหรับมาช่วยดูแลพันไมล์และตัวเขาเพื่อความสะดวก แต่อยู่ได้เพียงสองปีก็จำต้องย้ายกลับเมืองไทย เพราะมารดาป่วยด้วยโรคภูมิแพ้ฝุ่นทะเลทราย แต่ใครจะคิดว่าพี่เลี้ยงสาวที่มารดาจ้างมาจะผูกพัน และหลงรักเด็กหญิงพันไมล์จนถึงขนาดขอติดตามกลับมาเมืองไทยด้วย
เพื่อทำหน้าที่ดูแลสองพี่น้อง เธอได้สอนให้พวกเขาพูดภาษาอาหรับอยู่เกือบสิบปี ก่อนจะแต่งงานกับหนุ่มไทยและย้ายครอบครัวไปอยู่ที่เชียงใหม่ แต่ทั้งสองครอบครัวก็ยังคงผูกพันและไปมาหาสู่กันเสมอไม่เคยขาด
“พายมีครูดี ที่สำคัญพายเป็นคนฉลาดและมีสมองอันยอดเยี่ยม เรียนรู้อะไรแล้วไม่มีลืมง่ายๆ” น้องสาวคุยโว่
คราวนี้แทนไทหัวเราะ “นึกว่าลืมหมดแล้วซะอีก แบบนี้ค่อยหมดห่วงหน่อย”
ทันทีที่รถเลี้ยวเข้ามาในเขตอาณาจักรของชีคอัมราน คาราส จัสติน หรืออีกนัยหนึ่งคือจัสตินพาเลซ แทนไทก็ได้หันไปบอกกับน้องสาวที่นั่งอยู่ข้างตัว
“เป็นไงอาณาจักรของเพื่อนพี่”
พันไมล์ จ้องมองอย่างตื่นตะลึง รู้สึกตื่นตาตื่นใจเพราะไม่คิดว่าที่พักเพื่อนของพี่ชายตนเอง ซึ่งเป็นเพียงผู้นำเผ่าเล็กๆ อย่างบารัซ จะยิ่งใหญ่อลังการถึงเพียงนี้
ใจกลางพื้นที่กว้างใหญ่ มีปราสาทสีขาวถูกสร้างและตกแต่งไว้อย่างงดงาม สองข้างทางที่รถขับผ่านจะเห็นได้ว่ามีต้นไม้เขียวขจีปลูกเรียงรายไว้อย่างเป็นระเบียบ ดูก็รู้ว่าได้รับการดูและเป็นอย่างดี บ่งบอกได้ว่าเจ้าของที่นี่น่าจะเป็นคนที่ชื่นชอบต้นไม้
เมื่อสองหนุ่มสาวก้าวลงจากรถก็พบว่า มีคนมาตั้งแถวยืนคอยต้อนรับเขาและเธอ หนึ่งในนั้นคือจาบรินองครักษ์คนสนิทของชีคอัมราน ว่าที่ผู้นำเผ่าคนใหม่ของบารัซ
แทนไททักทายจาบรินด้วยความสนิทสนม ก่อนจะแนะนำให้เขารู้จักกับน้องสาวของตนเอง จากนั้นจาบรินได้เอ่ยเชื้อเชิญสองหนุ่มสาวเข้าไปด้านใน
“นั่งพักให้หายเหนื่อย และทานน้ำชากันก่อนนะครับ ส่วนกระเป๋าผมได้สั่งให้คนนำไปไว้ที่ห้องพักเรียบร้อยแล้ว” จาบรินบอกพร้อมกับทรุดตัวลงนั่งในห้องรับแขก
“ขอบคุณค่ะ” พันไมล์ทรุดตัวลงนั่ง มือเอื้อมหยิบถ้วยชามาจิบ ก่อนจะเบ้หน้า
“ขมไปหรือครับคุณพาย”
“ไม่ชินกับรสชาติมากกว่าค่ะ” พันไมล์ตอบกลับไปเป็นภาษาถิ่นของบารัซได้อย่างเป็นธรรมชาติ
แม้ว่าสำเนียงของหญิงสาวจะสู้แทนไทไม่ได้ แต่ก็นับว่าเธอสามารถสื่อสารและเข้าใจภาษาบารัซได้เป็นอย่างดี
เพราะโดยส่วนตัวเธอเป็นคนชอบดื่มน้ำเปล่า มากกว่าพวกน้ำชาหรือกาแฟ แม้รสชาติชาของที่นี่จะเข้มข้นขมไปสักนิด แต่ก็ไม่ถึงกับดื่มไม่ได้
หลังจากวางถ้วยชาสีสวยไว้ที่เดิม สายตาของพันไมล์จับจ้องและสำรวจไปรอบๆ ด้วยความสนใจ
“ถ้าอย่างนั้นผมจะสั่งให้เด็กนำน้ำเปล่ามาให้คุณพายนะครับ” จาบรินบอกอย่างใส่ใจ
พันไมล์แย้มรอยยิ้มออกมา “ขอบคุณค่ะ คุณจาบริน”
จาบรินยิ้มตอบอย่างเผลอไผล เขานึกชื่นชมรอยยิ้มหวานละมุนของเธอ และเผลอแสดงออกนอกหน้าจนเพื่อนรักจับได้
“อะแฮ่ม!”
จาบรินสะดุ้งเล็กน้อย หันมามองแทนไทด้วยสายตาเป็นคำถาม
“ท่านชีคของนายไม่อยู่เหรอ” แทนไทถามขึ้น หวังเรียกสติองครักษ์หนุ่ม
แม้พันไมล์จะไม่ใช่ผู้หญิงหน้าตาสะสวย ที่ใครๆ เห็นแล้วจะต้องตะลึง แต่น้องสาวเขาคนนี้ก็ใช่ว่าจะขี้เหล่ ปากคอคิ้วคางสอดรับกันเหมาะเจาะ เสริมให้ใบหน้าเรียวดูน่ารักไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะริมฝีปากแดงระเรื่อโดยธรรมชาตินั้น เวลาแย้มยิ้มออกมาคราวใดหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่เป็นอันตกตะลึงทุกรายไป
