บทที่ 5 บทที่ 5

จาบรินเห็นสายตาดุๆ ของแทนไทที่จ้องมองเหมือนจะปราม เขาก็หัวเราะเก้อๆ

“ชายแดนมีปัญหานิดหน่อย ท่านชีคก็เลยต้องไปตรวจดูความเรียบร้อย ค่ำๆ นายก็คงจะได้เจอ”

ในขณะที่สองหนุ่มพูดคุยกันอยู่นั้น พันไมล์ก็ตื่นตะลึงในความสวยงามวิจิตรของสถาปัตยกรรม และการตกแต่งภายในพาเลซแห่งนี้ โดยเฉพาะงานฝีมือการแกะสลักซึ่งได้ลงรักปิดทองคำแท้ ที่มีลวดลายอ่อนช้อยด้วยความประณีตบรรจง ช่างเป็นความสวยงามที่ยากจะลืมเลือนอย่างแท้จริง

“พวกนายเพิ่งจะเดินทางมาเหนื่อยๆ กลับขึ้นไปพักผ่อนก่อนดีไหม ถ้าท่านชีคเดินทางมาถึงเมื่อไร ฉันจะให้คนขึ้นไปส่งข่าว” จาบรินกล่าวขึ้นหลังจากเห็นว่าได้เวลาพอสมควรแล้ว

“ไม่ต้องห่วงเรา นายไปทำงานของนายเถอะ”

จาบรินขอตัวกลับไปทำงานต่อ เพื่อปล่อยให้สองพี่น้องได้พักผ่อนกันตามสบาย

ดวงตากลมโตมองตามหลังองครักษ์หนุ่มไป ปากก็พูดขึ้นว่า

“พายเชื่อแล้วว่าเพื่อนพี่แทนรวยอย่างที่เคยคุยไว้จริงๆ แต่พี่แทนเคยเล่าว่าบารัซเป็นเพียงเผ่าเล็กๆ ที่ดำรงชีพด้วยการเลี้ยงสัตว์ แล้วทำไมเพื่อนของพี่แทนถึงมีเงินมากมาย ขนาดนำมาสร้างปราสาทราชวังที่งดงามวิจิตรได้ถึงเพียงนี้ละคะ” พันไมล์เอ่ยถามด้วยสีหน้าที่แสดงถึงความงุนงงสงสัย

แทนไทยิ้มให้น้องสาวของเขาอย่างเป็นต่อก่อนที่จะเอ่ย

“ทีนี้เชื่อแล้วใช่ไหมว่าพี่พูดจริง ไม่ได้โม้อย่างที่เรากล่าวหา”

หญิงสาวพยักหน้าแต่ยังไม่วายพูดโต้แย้งกลับไป

“จะให้พายเชื่อคำพูดของพี่แทนง่ายๆ โดยไม่มีหลักฐานได้ยังไง อย่างน้อยก็ต้องมาเห็นด้วยตาของตัวเองก่อนสิ พายถึงจะเชื่อ”

พันไมล์ขยับตัวใกล้พี่ชายพร้อมกับชะโงกหน้าเข้าไปกระซิบถาม

“ว่าแต่เพื่อนพี่แทนคนนี้ทำมาหากินอะไร ถึงได้รวยไม่เกรงใจใครแบบนี้”

แทนไทยิ้มขำ “ทำไมเราต้องกระซิบกระซาบด้วย แล้วอยู่ดีๆ มาเบียดพี่ทำไม”

“ก็จะได้ใกล้ชิดกันไงคะ” พันไมล์พูดพร้อมเบียดไหล่เข้าไปใกล้พี่ชายยิ่งขึ้น

“เรานี่ นับวันจะล้นใหญ่แล้วนะ ไอ้พฤติกรรมขาดๆ เกินๆ ของเราเก็บไว้หน่อยดีไหม ที่นี่บารัซนะไม่ใช่เมืองไทย” แทนไทเอ่ยเตือน

พันไมล์เบ้หน้าก่อนตอบเสียงใส โดยไม่มีท่าทีเกรงกลัวพี่ชายสักนิด   

“หลอกด่ากันอีกละ พี่แทนยังไม่ชินอีกหรือคะ ที่ผ่านมาไม่ว่าพายจะพูดหรือทำอะไร ก็ไม่เคยถูกใจพี่แทนสักที”

“บ่นอะไร” แทนไทถามเสียงเริ่มเข้ม

เมื่อเห็นว่าแทนไทเริ่มชักสีหน้าไม่พอใจ พันไมล์จึงยิ้มหวานเพื่อประจบประแจงพี่ชาย พร้อมกับย้อนถามคำถามเดิมเพราะยังไม่ได้รับคำตอบ

“ตกลงเพื่อนพี่แทนเขาทำมาหากินอะไรคะ ทำไมถึงได้มีเงินมากมายขนาดนี้”

“เหมืองแร่ทองคำ”

“โอ้!” พันไมล์ทำปากจู๋ นัยน์ตาลุกวาวทันทีที่ได้ยินคำตอบของพี่ชาย

“พูดไม่ออกละซิ” แทนไทเย้ยยิ้มขำ นานๆ ที่จะเห็นแม่ตัวยุ่งจุกแบบนี้

“อย่าคิดว่าที่นี่มีแต่ทะเลทรายนะ เผ่านี้เขามั่งคั่งเพราะมีบ่อน้ำมัน นอกจากบ่อน้ำมันแล้วก็ยังมีเหมืองแร่ทองคำอยู่หลายแห่ง ที่สำคัญเหมืองทองเหล่านั้นเป็นของตระกูลคาราส จัสตินแทบทั้งสิ้น และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเขาถึงร่ำรวยล้นฟ้า จนสามารถสร้างจัสตินพาเลซออกได้อย่างงดงามอย่างที่เราเห็น”

หลังจากอ้าปากค้างอยู่นานพอควร พันไมล์จึงเอ่ยขึ้น

“ขนาดนั้นเลย...พายเชื่อละว่าเขารวยจริง”

“จัสตินพาเลซแม้จะไม่โอ่อ่าเท่ากับพระราชวังในแถบยุโรป แต่ความสวยงามของที่นี่ก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันแถมยังมีเอกลักษณ์มากกว่าด้วยซ้ำ เพราะเขาเน้นอารยะธรรมอาหรับ ที่สำคัญวังนี้สร้างจากดินซะเป็นส่วนใหญ่ อิฐทุกก้อนที่ถูกนำมาปลูกสร้างนั้นบ่งบอกได้ถึงความเก่าแก่ ที่นี่ถูกสร้างมากว่าร้อยปีแล้วนะพาย สร้างมาก่อนที่เราจะเกิด”

พันไมล์นิ่งฟังด้วยความสนใจ เธอเองเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบ และเข้าขั้นหลงใหลในอารยะธรรมของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะของเก่าแก่และวัตถุโบราณ

การมาเยือนบารัซในครั้งนี้ทำให้เธอมีโอกาส ได้มาชมความงดงามของอารยะธรรมเก่าแก่ของอาหรับก็ถือว่าคุ้มค่า แม้จะผิดหวังอยู่บ้างที่ไม่ได้นอนในกระโจมผ้าตามแบบพวกเบดูอิน เพื่อสนองความชอบการผจญภัยส่วนตัว แต่ความงดงามของจัสตินพาเลซก็พอที่จะชดเชย กับความผิดหวังเหล่านั้นได้เหมือนกัน

“เอ้า ฟังเพลินจนตาปรือเชียว” แทนไทจิ้มหน้าผากนูนสวยของน้องสาวเบาๆ “เหนื่อยหรือไงเรา”

คนตัวเล็กหัวเราะแก้เก้อ “ไม่เหนื่อยเท่าไรหรอกค่ะ แค่รู้สึกเพลีย เมื่อคืนพายมัวแต่ตื่นเต้นที่จะได้เดินทางมาที่นี่ก็เลยทำให้นอนไม่หลับ และอาจเป็นเพราะเวลาที่แตกต่างกันด้วยค่ะ”

“นั่นสิ เวลาที่บารัซห่างจากเมืองไทยราวสี่ชั่วโมง ร่างกายของพายคงยังปรับตัวไม่ทัน พี่ว่าพายไปพักก่อนดีไหม”

พันไมล์พยักหน้า “ก็ดีเหมือนกันค่ะ แล้วพี่แทนละคะจะไปพักด้วยกันไหมคะ”

“อืม...พี่อยากอาบน้ำเหนียวตัวเต็มทน และว่าจะเอนหลังสักหน่อย” แทนไทหันไปบอกพันไมล์ “พายเองก็ไปนอนงีบเอาแรงก่อนดีกว่า ตื่นมาแล้วค่อยว่ากัน”

“ตกลงค่ะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป