บทที่ 7 บทที่ 7

ในระหว่างนั้น อัมรานได้เดินทางกลับมาถึงจัสตินพาเลซพอดี เขาได้รับรายงานว่ามีคนร้ายบุกเข้ามา จึงรีบขี่ม้าตรงมายังสวนอุทยาน โดยมียะห์ซินควบม้าตามผู้เป็นนายมาติดๆ

เมื่อมาถึงจุดหมาย เขาเห็นเด็กหนุ่มรูปร่างสูงเพรียว สวมชุดแต่งกายรัดกุมสีดำ ยืนอยู่กลางวงล้อมของเหล่าทหารองค์รักษ์ ยะห์ซินนายทหารคนสนิทรีบกระโดดลงจากหลังม้า พร้อมกับตะโกนเต็มเสียง

“กล้ามากนะที่บังอาจเข้ามาขโมยของที่นี่”

ชีคอัมรานซึ่งยังคงนั่งอยู่บนหลังม้า จับตาดูสถานการณ์อย่างเงียบๆ สายตาของเขาจ้องมองไปที่ขโมยร่างสูงโปร่ง ซึ่งตกอยู่ในวงล้อมของเหล่าทหารองครักษ์

พันไมล์ออกอาการไม่พอใจ ที่ตนเองถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวขโมย

“ใครขโมย พูดให้ดีนะ”

“ก็แกไง หลักฐานมันฟ้องอยู่ชัดๆ”

“สงสัยว่าคนพวกนี้จะกินฝุ่นทรายเข้าไปเยอะ ถึงได้พูดจามั่วซั่วตลอด ระหว่างคนดีกับคนเลวก็ยังแยกไม่ออก” เธอบ่นเสียงขุ่น

ใบหน้าของพันไมล์บึ้งตึง เพราะเริ่มรู้สึกหงุดหงิดที่จู่ๆ ก็ถูกยัดเยียดข้อกล่าวหาว่าเป็นขโมย ทั้งที่เธอพยายามที่จะช่วยจับขโมยให้พวกเขาด้วยซ้ำ แต่ว่ามันดันหนีเอาตัวรอดไปได้ซะก่อน ทำให้เธอต้องมาตกที่นั่งลำบากอยู่ในตอนนี้

“บอกว่าไม่ใช่ขโมยฟังไม่รู้เรื่องหรือไง” หญิงสาวตวาดกลับไปทันที

ยะห์ซินไม่สนใจคำปฏิเสธ เขาส่งสัญญาณให้ทหารกรูเข้าไปจับตัวพันไมล์

เธอขยับตัวถอยหลังโดยอัตโนมัติ ปากก็ตะโกนว่า "ก็บอกแล้วไงว่าไม่ใช่ขโมย ฟังไม่รู้เรื่องใช่ไหม ชักจะโมโหแล้วนะ"’

หลังจากนั้นพันไมล์ก็ต้องลงมือต่อสู้อีกครั้ง เธอล้มทหารปลายแถวพวกนั้นไปหลายคน รวมทั้งยะห์ซินนายทหารคนสนิทของชายชุดดำที่นั่งดูอยู่บนหลังม้า ก็ถูกเธอซัดจนล้มคว่ำไปเช่นกัน แต่กว่าจะคว่ำเขาได้ก็เล่นเอาเหนื่อยหอบและใช้แรงที่มีไปจนหมดสิ้น

“ฝีมือไม่เลวนี่” อัมรานพูดพร้อมกับกระโดดลงจากหลังม้า 

“ลงมาจากหอคอยได้แล้วสินะ สงสัยคงอยากจะลองของ” พันไมล์ตอบพร้อมกับพิจารณาชายหนุ่มคนดังกล่าว

ดูจากภายนอกแล้วอายุไม่น่าจะเกินสามสิบ รูปร่างของเขาสูงใหญ่ สวมชุดและเสื้อคลุมสีดำ พร้อมผ้าโพกศีรษะที่ชาวอาหรับทั่วไปนิยมใช้กัน และปกปิดใบหน้าไว้ภายใต้ผ้าคลุมสีดำ ถึงแม้ว่าเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่จะเก่าและเต็มไปด้วยฝุ่นทราย

แต่พันไมล์ก็สามารถสัมผัสได้ถึงรังสีแห่งความเป็นผู้นำ ที่เปล่งประกายออกมาจากตัวเขา

แม้เธอจะรู้สึกเหนื่อยล้าจากการวิ่ง และปะทะกับคนร้ายในครั้งแรก อีกทั้งยังต้องสู้กับทหารร่างสูงใหญ่อีกหลายคน ทำให้แรงปะทะของเธอเริ่มลดน้อยถอยลง แต่คนอย่างพันไมล์ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใด แม้แต่บุรุษที่น่าเกรงขามที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า

เมื่อชายคนนั้นกระโจนเข้าหาเธอ พันไมล์จึงปล่อยหมัดเล็กๆ ไปสกัดไว้ แต่ฝีมือของเขาร้ายกาจกว่าทหารพวกนั้นหลายเท่านัก ไม่นานเธอก็ถูกเขาลุกไล่จนต้องถอยล่นไป

อัมรานกระตุกยิ้มมุมปาก เขาอาศัยจังหวะได้เปรียบตรงเข้าล็อกข้อมือเล็กบางไว้แนบลำตัว อีกมือก็โอบรัดรอบตัวเธอไว้แน่น คิ้วหนาเลิกสูง เมื่อสัมผัสได้ถึงความอวบยุ่น นุ่มนิ่มของทรวงอกสาว พันไมล์พยายามดิ้นรนให้หลุดจากอ้อมแขนที่แข็งแรงราวกับเหล็กกล้านั้น แต่แรงของเธอหรือจะสู้แรงของผู้ชายได้ แม้จะสู้แรงอีกฝ่ายไม่ได้แต่พันไมล์ก็ไม่ยอมอยู่นิ่งเฉย เธอดิ้นรนจนสุดกำลัง ปากก็ตะโกนสั่งด้วยความโมโห

“ปล่อยฉันนะ ไอ้บ้า! มาจับฉันไว้ทำไม”

พันไมล์ออกแรงดิ้นมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เมื่อรู้สึกถึงกล้ามเนื้อแกร่งสัมผัสเสียดสีกับทรวงคู่งามของตัวเอง

อัมรานยิ้มหยันที่มุมปาก เขาจ้องมองไปที่หัวขโมยด้วยดวงตาแข็งกร้าว

“หยุดโวยวายได้แล้ว” 

เขาสั่งเสียงเข้มวางอำนาจ แต่มีหรือที่คนอย่างพันไมล์จะยอมฟัง

"ก็ปล่อยฉันก่อนสิ" พันไมล์ตะโกนและยังดิ้นรนอยู่เช่นเดิม

"ถ้าไม่หยุดตาย!"

คำขู่ของเขาทำให้หญิงสาวหยุดชะงัก คำเตือนของแทนไทเริ่มแทรกซึมเข้ามาในหัว เธอจึงตัดสินใจถอยก่อนจะตะโกนว่า “ยอมก็ได้”

จากนั้นชีคหนุ่มก็สั่งให้พวกทหารเข้ามาจับกุมตัวเธอไว้

แม้คำเตือนของพี่ชายจะวิ่งวนอยู่ในหัว แต่นิสัยปากดีที่แก้ไม่หายก็ทำให้พันไมล์พูดขึ้นอย่างมีโทสะ

"พูดจนปากจะฉีกถึงหูก็ยังไม่เข้าใจ...ฉันบอกว่าฉันไมใช่ขโมย...ไม่ใช่ขโมย...ยังใส่ร้ายกันอยู่ได้...ไอ้หัวขโมยที่ว่ามันหนีไปได้ตั้งนานแล้ว”

พันไมล์โบ้ยหน้าไปยังทิศทางที่เจ้าหัวขโมยวิ่งหลบหนีไป แต่เมื่อทุกคนยังนิ่งเป็นหิน เหมือนไม่ได้ยินสิ่งที่เธอร้องบอก หญิงสาวจึงตัดสินใจยื่นข้อเสนอ

ในเมื่อพูดไปก็ไร้ประโยชน์ พันไมล์จำต้องงัดเส้นก๋วยจั๊บใหญ่ยักษ์อย่างชีคอัมรานมาใช้แก้ขัดไปก่อน ด้วยหวังว่าจะทำให้ทหารพวกนี้กลัว และปล่อยเธอไปเจรจาแก้ต่างให้ตัวเองต่อหน้าชีคหนุ่ม

"ฉันจะคุยกับชีคอัมรานคนเดียวเท่านั้น"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป