บทที่ 5 สบประมาท ๕๐%
ครั้งสุดท้ายที่เจอกันก็คงจะเป็นวันนั้น วันที่เอวากระโดดขโมยจูบเฮียเขื่อน หลังจากนั้นมา จากคนที่ไม่ชอบรำคาญกันอยู่แล้วก็ยิ่งตีตัวออกห่าง หลบหน้าหลบตา ที่ไหนมีเอวาที่นั่นต้องไม่มีเขื่อน
อยากขอโทษ อยากบอกว่าทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ไม่ได้ตั้งใจ แต่กลัวจะทำให้เขาโกรธมากกว่าเดิม
ก็ตอนนั้นมันโมโห ผู้หญิงคนนั้นก็ยังไง เป็นครูแท้ๆ แต่กลับทำตัวน่ารังเกียจ เฮียเขื่อนเองก็เล่นด้วย แถมยังออกอาการปกป้องอีกต่างหาก ไม่พูดแต่การกระทำมันชัดเจนจนเธอทนไม่ไหว วูบหนึ่งของอารมณ์ ก็เลยเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น
ใครมันจะรู้ว่าจะเป็นเหตุให้เฮียเขื่อนไม่มาเจอหน้าอีก ตอนเด็กก็หอมแก้มจุ๊บปากเขาออกจะบ่อย... หมายถึงตอนเด็กๆ เลยอะนะ พอเฮียเริ่มเรียนสูงขึ้น เขาก็ไม่ยอมให้เธอจุ๊บอีก
เอวานั่งหน้าเศร้าเหม่อมองออกไปหน้าบ้านข้างๆ ที่ตอนนี้มันเงียบเหงามากๆ เพราะเฮียเขื่อนเรียนมหาลัยเลยออกไปอยู่คอนโด ทั้งที่จะเดินทางไปกลับบ้านกับมหาลัยก็ได้ แต่เขาเลือกที่จะหนีไปนอนคอนโด
คงไม่อยากเจอหน้าเธอ...
"คิดถึงเฮียเขื่อนจัง เมื่อไหร่จะกลับบ้านนะ"
กี่เดือน หรือเป็นปีแล้วที่เราไม่เจอกันเลย มีผ่านๆ บ้าง แบบ... เธอเดินเข้าไปใกล้ เขาก็รีบเดินหนี อยากซ้อนท้ายเฮียเขื่อนไปโรงเรียน แต่พอออกมาถึงบ้านเขา ก็เห็นแค่ท้ายรถที่วิ่งออกจากหน้าบ้านไปแล้ว
ใจมันทรมานมากๆ เพราะคิดถึงเขาไม่ไหว เคยถามป้ามาลัยว่าคอนโดเฮียเขื่อนอยู่ไหน รู้ แต่ไม่กล้าไปหา กลัวจะโดนเกลียดจากตอนแรกแค่โกรธ
ก็หวังว่าเวลาจะทำให้เฮียเขื่อนโกรธเธอน้อยลง กลับมาเป็นเฮียเขื่อนคนเดิม
บรืน~ บรืน~
เสียงมอเตอร์ไซค์คันใหญ่วิ่งเข้ามาจอดหน้าบ้านหลังข้างๆ ดึงความสนใจของเอวาให้ออกจากหนังสือที่กำลังอ่าน เพราะจะสอบเข้ามหาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง
ดวงตากลมชะเง้อมองผ่านต้นชาทองที่ปลูกเรียงเป็นแนวรั้วกั้นพื้นที่ ก็เห็นว่ามีผู้ชายร่างสูงกำยำกำลังตวัดขาลงจากรถ มาเหยียดยืนเต็มความสูงบนพื้น
เขาถอดหมวกกันน็อกใบใหญ่สีดำออก ก่อนจะสะบัดผมยุ่งๆ ให้ตกเป็นทรง แล้วเดินเข้าบ้านไป
เอวาเม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรงกะพริบตามองภาพเหล่านั้นด้วยหัวใจที่มันเต้นแรง จำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายที่จังหวะของก้อนเนื้อในอกซ้ายมันเต้นแรงมากขนาดนี้คือตอนไหน อาจเป็นวันนั้น วันที่โดดขโมยจูบเฮียเขื่อน
แต่ตอนนี้เธอกำลังชั่งใจเลือกข้างต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาด หากวิ่งไปเสนอหน้าให้เฮียเขื่อนเห็น เขาอาจจะเมินและเกลียด หรือไม่ก็ทำเหมือนเธอเป็นวิญญาณเร่ร่อนไม่มีตัวตนอีกต่อไปเลย
...แต่หากว่าเธอเลือกที่จะนั่งอยู่ตรงนี้โดยไม่ทำอะไรเลยสักอย่าง ปล่อยให้เวลามันละลายความโกรธเหล่านั้นของเฮีย.. แล้วเมื่อไหร่ล่ะที่เฮียเขื่อนจะหายโกรธ?
ตัดสินใจยังไม่ได้ กำลังชั่งใจอย่างหนักโดยที่จังหวะการเต้นตึกตักในอกอิ่มก็ยังกระหน่ำรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ รู้ตัวอีกที สองเท้าก็พาร่างอวบอิ่มมาหยุดยืนหน้าบ้านคุ้นเคย แถมยังมีร่างสูงกำยำของเฮียเขื่อนกำลังเดินหน้าตึงออกมาด้วย
"หลบ" เสียงเย็นว่าให้ ไม่รอให้คนตัวเล็กกว่าหลบให้ก็ใช้มือตัวเองนั่นแหละผลักไหล่ซ้ายเจ้าหล่อนจนเซถอย ก่อนเท้าหนักจะก้าวออกจากบ้านมา
"เฮียไปไหนคะ หนูไปด้วย"
แน่นอนว่าเสียงสดใสของเอวาไม่ได้ทำให้เขื่อนหันมาสนใจเลยสักนิด เขาเดินดุ่มๆ ตรงไปยังแปลงผักสวนครัวที่แม่มาลัยปลูกไว้กินเองในบ้าน ยืนขาแข็งๆ เด็ดใบกะเพราไม่แม้จะก้มหรือย่อตัวลงเลยสักนิด ต้นกะเพราก็สูงแค่เข่าเอง
เอวาวิ่งเหยาะๆ มาหยุดยืนข้างร่างสูงของเฮียเขื่อน ช่วยเด็ดใบกะเพราเงียบๆ แอบชำเลืองมองใบหน้าตึงๆ บ่อยครั้งจนได้ยินเสียงถอนหายใจดังกระทบแก้วหูตลอดมา
"จะจ้องอะไรนักวะ รำคาญ!"
"เฮียสบายดีหรือเปล่า เรียนมหาลัยยากไหม"
พออยากจะพูด ต่อให้อมสากไว้ในปากเฮียมันก็พูดได้ แต่พอเธอถาม เฮียมันไม่อยากตอบ มันก็เล่นเงียบเหมือนคนไม่มีปาก
เอวายู่ปากทำหน้ามุ่ยไม่จริงจัง หากเป็นเมื่อก่อนเธอคงจะคะยั้นคะยอจะเอาคำตอบจากเขาให้ได้แล้ว แต่เพราะความผิดที่มีติดตัว มันเลยทำให้เอาแต่ใจตามนิสัยส่วนตัวไม่ได้
ยืนเด็ดใบกะเพราจนเต็มตะกร้าใบเล็กที่ถือมาด้วย เขื่อนก็หมุนตัวเดินกลับเข้าบ้านทันที ไม่ได้สนใจเรียกหรือพูดอะไรกับเอวาเลยสักคำ เสียงแหลมแว้ดๆ ตามหลังก็เหมือนเสียงลมที่พัดใส่ใบไม้เท่านั้น
"ไม่มีอะไรแล้วใช่ปะแม่ เขื่อนขึ้นไปนอนข้างบนนะ ร้อน"
เอวายืนกะพริบตาปริบมองคนตัวโตที่เดินผ่านหน้าไปเหมือนเธอเป็นอากาศธาตุจริงๆ สองมือยังกำใบกะเพราที่เด็ดเอาไว้ ไล่สายตามองตามจนกระทั่งร่างกำยำเดินหายขึ้นไปข้างบนเลยเดินเข้ามาในครัว ออดอ้อนป้ามาลัยของเธอแทน
