บทที่ 1 จุดเปลี่ยน

ตอนที่1 จุดเปลี่ยน

กานพลู

“คุณหมอ... บอกว่าย่าหนู เป็นอะไรนะคะ” ฉันถามคุณหมอเจ้าของไข้ขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือแทบใจจำความไม่ได้ หลังจากได้ยินสิ่งที่คุณหมอบอกออกมาก่อนหน้านี้แล้วครั้งหนึ่ง เพียงแต่ฉันคิดว่าตัวเองคงหูฝาดไปก็เท่านั้น อาจจะฟังผิดเพี้ยนไปจนเกิดความเข้าใจผิดจึงถามใหม่อีกครั้ง

แต่ไม่...

“คุณย่าปราณีป่วยเป็นมะเร็งลําไส้ ระยะที่สามแล้วครับ” คุณหมอยังคงตอบคำถามแบบเดิมออกมาให้ฉันได้ยินอีกรอบ ย้ำความจริงที่โหดร้ายออกมาอีกครั้งให้ฉันหลีกหนีความจริงไม่พ้น และมันก็เป็นคําพูดประโยคเดียวกับครั้งแรกอย่างหลอกตัวเองไม่ได้อีก

ฉันไม่ได้หูฝาดไป ย่าไม่สบายจริงๆ และไม่สบายด้วยโรคน่ากลัวมาก

“แล้วต้องทํายังไงบ้างคะ มีโอกาสหายไหมคะ” ฉันพยายามตั้งสติตัวเองให้ได้มากที่สุด ก่อนจะถามคุณหมอออกไปอีกครั้งด้วยความร้อนรนและอยากรู้ถึงวิธีการรักษาหรือช่วยเหลืออย่างไม่รอช้า

ตอนนี้ขอแค่เพียงให้ย่าปลอดภัยและสามารถอยู่กับฉันได้นานๆ อะไรฉันก็ยอมได้ทั้งนั้น

“ที่ทําได้ตอนนี้คือต้องรีบทําการผ่าตัดนําต่อมน้ำเหลืองออกให้มากที่สุดครับ และต้องทําเคมีบําบัดเพื่อไม่ให้มะเร็งฟื้นตัวและระงับการลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ...”

“ส่วนโอกาสหายไหมนั้นมีอยู่สี่สิบถึงหกสิบเปอร์เซ็น ขึ้นอยู่กับการรักษาดูแลและสุขภาพของผู้ป่วยเองด้วยครับ” คุณหมอบอกเล่ารายละเอียดต่างๆ ออกมาให้ฉันได้รับฟังอย่างที่ฉันเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่

แต่อย่างน้อยโอกาสรอดของย่าก็มีกว่าครึ่งหนึ่งเลย นั่นหมายความว่าย่าอาจจะหายก็ได้งั้นสินะ

“ค่ะ คุณหมอทํายังไงก็ได้ รักษาย่าหนูให้หายด้วยนะคะ” ฉันได้ยินแบบนั้นก็ไม่รอช้าที่จะรีบบอกคุณหมอออกไปอย่างไม่ลังเลสักนิด สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือการช่วยรักษาย่านั่นเอง

“ครับหมอจะพยายามอย่างเต็มที่” แล้วคุณหมอก็ตอบรับออกมาตามหน้าที่เมื่อญาติอย่างฉันยินยอมทุกอย่าง

“เอ่อ แล้วเรื่องค่าใช้จ่ายล่ะคะ” และฉันก็รั้งคุณหมอไว้อีกครั้งด้วยเรื่องสำคัญอีกอย่างที่ฉันไม่ลืมถาม เพราะเรื่องเงินถือว่าเป็นสิ่งที่สําคัญที่สุดสําหรับการต่อชีวิตของย่าฉันเลยก็ว่าได้ เพราะว่าครอบครัวเราไม่ได้ร่ำรวยอะไรเลยสักนิด

“ค่าใช้จ่ายโดยคร่าวๆ อยู่ที่ประมาณหนึ่งถึงสองแสนกว่าบาทครับ” คุณหมอเองก็ตอบคำถามของฉันออกมาอย่างชัดเจนไม่ต่างกัน ชัดเกินไปจนฉัน...

“สองแสน เหรอคะ” น้ำเสียงที่เคยมีความมั่นใจในก่อนหน้านี้ ตอนนี้กลับเหลือเพียงแผ่วเบากับจำนวนเงินจนฉันเองก็แทบไม่ได้ยินเสียงตัวเองด้งยแล้วเหมือนกัน

“ครับ แต่ทางเราแบ่งจ่ายเป็นรอบที่มารักษาได้ครับ” คุณหมอตอบรับก่อนจะเสนอทางเลือกให้ฉันได้รับรู้ว่าไม่จำเป็นต้องจ่ายเป็นก้อนทีเดียวได้ เพราะค่าใช้จ่ายที่ว่ามามันคือยอดรวมคร่าวๆ ที่จะต้องใช้

“ค่ะ ถ้าอย่างนั้นคุณหมอรักษาย่าหนูได้เลยค่ะ” ฉันยังคงตอบรับออกมาอีกครั้งด้วยความโล่งใจเพียงนิดเดียวเท่านั้นเพราะต่อให้แบ่งจ่ายยังไงมันก็ยังเยอะมากสำหรับฉันอยู่ดี

แต่ถึงอย่างนั้นอย่างน้อยก็ยังจ่ายเป็นรอบๆ ให้มีเวลาหา และไม่ว่าจะเป็นเงินจำนวนเท่าไหร่ฉันก็จะหามารักษาย่าให้ได้ ไม่ว่าจะต้องทํางานหนักแค่ไหนฉันก็จะยอมทำ เพราะว่าชีวิตฉันมีแค่ย่าเพียงคนเดียวเท่านั้น ฉันจะเสียย่าไปตอนนี้ไม่ได้ ตอนที่ฉันยังไม่ได้ดูแลทดแทนบุญคุณท่านเลยสักนิด

สวัสดีค่ะ ฉันชื่อกานพลู ตอนนี้ฉันเรียนอยู่ปี 4 มหาวิทยาลัยรัฐบาลแห่งหนึ่ง นิสัยใจคอของฉันก็ไม่มีอะไรมากหรอก ฉันก็เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่มีทั้งด้านดีและไม่ดีบ้างตามสถานการณ์เพื่อความอยู่รอดและไม่เสียเปรียบให้กับใคร

ชีวิตของฉันไม่ได้ร่ำรวยสะดวกสบายอะไร ตั้งแต่เรียนมาฉันก็พยายามและตั้งใจจนสอบชิงทุนการศึกษามาได้ตลอดจนสามารถได้ทุนเรียนจนจบปริญญา เพราะว่าฉันอยากช่วยย่าประหยัดเงินและแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้ได้มากที่สุด อีกทั้งระหว่างเรียนฉันไม่เคยอยู่เฉยหาทํางานพิเศษตลอด

ฉันอยู่กับย่าสองคน ฐานะไม่ได้ร่ำรวยอะไรเรียกได้ว่าหาเช้ากินค่ำก็ได้ แม่ฉันเสียจากอุบัติเหตุรถชนตั้งแต่ฉันยังจำความไม่ได้ ส่วนพ่อฉันท่านเสียไปเมื่อหลายปีก่อนด้วยโรคร้ายแรง(โรคเดียวกับย่า) ทำให้ฉันอยู่กับย่าเพียงสองคนจนถึงตอนนี้ นั่นทำให้ฉันอยากยื้อย่าไว้ให้ได้นานที่สุดก่อนที่ฉันจะไม่เหลือใครอย่างที่ฉันยังไม่พร้อม

หลังจากฉันคุยกับคุณหมอเสร็จเรียบร้อยฉันก็กลับมาหาย่าที่ห้องพักคนป่วยทันที เป็นห้องพักรวมสิบเตียง เฉพาะคนไข้ที่มีอาการหนักพอสมควร ฉันใส่หน้ากากอนามัยเดินเข้าไปหยุดที่ข้างเตียงของย่าก่อนจะมองใบหน้าของความร่วงโรยตามอายุและกาลเวลาของท่านที่นอนหลับอยู่อย่างหดหู่ใจ

“ทําไมย่าไม่เคยบอกกานเลย ย่าไม่สงสารกานเหรอ” ฉันเอ่ยออกมาอย่างตัดพ้อเสียใจที่ไม่เคยรับรู้อะไรสักอย่าง ฉันไม่เคยรู้เลยว่าย่าป่วยและจะป่วยหนักขนาดนี้ เพราะย่าไม่เคยบอกอะไรฉันและพยายามทำทุกอย่างให้ปกติที่สุดจนฉันเองก็ชะล่าใจ

ท่านคอยบอกแค่ว่าท่านป่วยเป็นโรคคนแก่ธรรมดาทั่วไปแค่นั้นไม่ได้มีอะไรให้ห่วง แล้วฉันก็ไม่ค่อยได้มีเวลากลับบ้านทุกวันเพราะว่าบ้านฉันกับมหาวิทยาลัยค่อนข้างไกลกันมาก แล้วฉันก็ทํางานพิเศษหลังเลิกเรียนเกือบทุกวันด้วยทําให้เลิกงานดึก ย่าที่เป็นห่วงท่านเลยขอให้ฉันหาหอพักอยู่เพื่อความปลอดภัยและฉันก็ไม่อยากให้ย่าเป็นห่วง บวกกับคิดถึงความปลอดภัยของตัวเองด้วยเพราะยังไงก็ผู้หญิง เลยทำให้ต้องอยู่ห่างย่าจนไม่เคยรับรู้อะไร

ที่ผ่านมาเวลาฉันโทรหาย่า ย่ามักทําตัวสดใสเหมือนคนแข็งแรงตามวัยเหมือนท่านไม่ได้เจ็บป่วยอะไรเลย จนฉันเองก็หลงเชื่อว่าท่านปกติทุกอย่าง จะมีก็แค่โรคชราของท่านที่เริ่มแก่ตัวลงเท่านั้น ไม่เคยคิดเอะใจหรือสงสัยสักนิด

แต่อยู่ๆ ฉันกลับได้รับสายจากป้าข้างบ้านว่าย่าปวดท้องหนักจนต้องส่งตัวมาโรงพยาบาลกะทันหัน ทำให้ฉันรีบตามมาอย่างร้อนใจและเป็นห่วง นั่นเลยทำให้ฉันได้รู้ความจริงที่ย่าคงตั้งใจปิดบังฉันไว้มาตลอด ว่าย่าเป็นมะเร็งระยะที่สามแล้ว

“กานจะทําทุกอย่างเพื่อให้ย่าหาย ย่าต้องสู้นะ ย่าจะต้องอยู่ดูวันที่กานประสบความสําเร็จให้ได้นะ”

ฉันกระซิบบอกย่าที่หลับอยู่ด้วยน้ำเสียงสั่นเครืออย่างคาดหวังและหวาดกลัวไปพร้อมๆ กัน

และนี่ก็คงจะเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตฉัน...

บทถัดไป