บทที่ 2 2. ก็...ยังไม่ตุย

สามเดือนผ่านไป

สิ่งที่ไอ้กายพูดมันไม่ผิดเลย...

เธอทำอะไรมันไม่ได้จริง ๆ แม้จะกล้าเสี่ยงไปแจ้งความแต่คดีก็ถูกทำให้เงียบไป ตัวเธอโดนตามมาข่มขู่ถึงที่มหาวิทยาลัยให้ถอนฟ้อง และได้ค่าทำขวัญมาเพียงสองหมื่นบาทเท่านั้น

หลังจากนั้น ตำรวจซึ่งก็คงเป็นพวกเดียวกับไอ้กายและพ่อของมันก็ไม่สอบสวนคดีต่อ ทำให้คดีทำร้ายร่างกายของเธอถูกดองเอาไว้แค่นั้น

มีนาใช้เวลานานทีเดียว กว่าจะรักษาทั้งแผลกายและแผลใจจนหายดี นานหลายเดือนกว่าจะกล้าออกจากห้อง

ช่วงก่อนนั้นเธอไม่กล้าไปพักกับใครเลย เพราะกลัวเพื่อนจะเดือดร้อนไปด้วย เงินทองที่สั่งสมมาหายไปกับการกบดาน กว่าจะกล้าออกมาเรียนก็เกือบจะหมดสิทธิ์สอบไปแล้ว

สุดท้าย...จากที่หวังว่าจะได้ไปจากอาชีพนี้ได้อย่างสง่าผ่าเผย เธอก็ต้องกลับมานั่งอยู่ที่เดิมเป็นครั้งที่สอง

ที่แชงกรีล่า

สถานที่ซึ่งสร้างโอกาส สร้างเงินทอง และดึงคน ๆ หนึ่งลงไปสู่วงจรอุบาทว์ได้อย่างยากที่จะออกมา

“มึงเป็นไงบ้างอีมีน นั่งเหม่อเชียว”

เสียงของกุ๊บกิ๊บดึงคนกำลังเหม่อลอยได้ที่ให้หลุดออกจากภวังค์ความคิด มีนาหันไปมองเพื่อนสาวซึ่งเป็นคนไปช่วยเธอในวันนั้น ทำให้รอดชีวิตมาเริ่มต้นใหม่ในวันนี้

“ไหวอยู่มึง กูแค่คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยน่ะ”

“มึงเล่าให้กูฟังได้นะ ตั้งแต่เกิดเรื่องมึงก็เอาแต่เงียบ กูกับอีแบงก์เป็นห่วงมึงนะเว้ย โดยเฉพาะอีแบงก์แม่งถามกูทุกวัน บอกกลัวมึงคิดสั้น”

“กูโอเค ไม่ได้อะไรขนาดนั้นแล้ว แล้วมึงน่ะ เก็บของแล้วก็ไม่ได้มาทำงานแล้วใช่ไหม” มีนาเปลี่ยนเรื่อง พลางพยักเพยิดไปที่กระเป๋าใบใหญ่ที่อีกฝ่ายถือมา

กุ๊บกิ๊บมองตามไปก่อนจะพยักหน้า

“อืม...คุณอเล็กซ์เขาไม่ให้ทำแล้ว เขาเสนอว่าจะสนับสนุนให้เปิดธุรกิจอะไรสักอย่าง กูก็อยากเลิกขายตัวแล้วอ่ะมึง วัน ๆ เจอแต่อะไรก็ไม่รู้” ฝ่ายนั้นว่าน้ำเสียงเหมือนปลงกับชีวิต

มีนาเข้าใจเรื่องนั้นได้เป็นอย่างดี จึงยิ้มให้เพื่อนคนเดียวที่พอจะพึ่งพาได้ในที่แห่งนี้ อีกฝ่ายได้ผู้ชายรับเลี้ยงแล้วจากนี้เธอเองก็คงเหงามาก

เพราะกุ๊บกิ๊บมันไม่โง่เหมือนเธอ กว่าจะไว้ใจตอบรับใครก็เลือกแล้วเลือกอีกกระทั่งเจอคนที่ดีที่สุด แบบนี้ก็คงจะไปแล้วไปลับ ไม่กลับมามาตายรังเป็นครั้งที่สองที่สาม

“กูเข้าใจ ยินดีกับมึงด้วยนะกุ๊บกิ๊บที่ได้ออกไปจากวงการนี้สักที แล้วมึงคิดไว้หรือยังล่ะว่าจะทำธุรกิจอะไร”

“กูอยากลองเปิดแบบร้านชำ เป็นร้านชำแบบที่มันมีระบบสต็อคดี ๆ สักหน่อย คุณอเล็กซ์บอกว่าจะสนับสนุนจนกว่าธุรกิจจะมั่นคง แต่ก็ยังไม่แน่นะมึง เขาก็ดูอยากให้กูบินไปหาที่สิงคโปร์บ่อย อาจเปิดร้านแบบที่คิดไม่ได้ กูไม่อยากเปิดแล้วเจ๊งเสียเงินฟรี”

“ยังไงก็เถอะมึง ได้ทำอะไรดี ๆ ขาว ๆ มึงก็คว้าเอาไว้ก่อน อย่าให้เลิกกับผู้ชายแล้วต้องหันกลับมาขายตัวเหมือนกู กูขอให้มึงไปแล้วไปลับ กิจการเจริญรุ่งเรืองนะกุ๊บกิ๊บ”

“มึงก็เหมือนกัน ถึงกลับมาทำงานนี้ แต่กูมั่นใจนะอีมีนว่ามึงจะไม่อยู่ตรงนี้นาน คนอย่างมึงเดี๋ยวก็ได้โอกาสดี ๆ เหมือนกู มึงแค่ต้องเลิกรักพวกแม่ง” กุ๊บกิ๊บตบไหล่เธอพลางยิ้มกว้าง

เป็นรอยยิ้มประเภทที่มีนาพลอยฮึกเหิมไปด้วย ที่เพื่อนพูดมันไม่ผิดเลย เธอควรจะเลิกใช้หัวใจแบบคนโง่ได้แล้ว กะหรี่หลงรักลูกค้ามันมีแต่พังกับพัง

“อืม คราวนี้กูเข็ดแล้วจริง ๆ”

“แต่ถ้าต้องการคนช่วยตบพวกปากหมามึงเรียกกูได้ เดี๋ยวกูกับอีแบงก์มาช่วยตบให้ เอาให้ดั้งเบี้ยวเหมือนปากตอนนินทาคนอื่นเลย” แต่ขณะที่กำลังคิดแบบนั้นกุ๊บกิ๊บก็เอ่ยปากขึ้น

เสียงดังกว่าที่คุยกับเธอไปหนึ่งระดับ

ไม่พูดเปล่า แต่ยังเหลือบสายตาไปมองกลุ่มผู้หญิงที่กำลังกระซิบกระซาบกัน อันที่จริงมีนาก็ได้ยินตั้งแต่ที่นั่งอยู่คนเดียวก่อนเพื่อนจะเข้ามาแล้วแหละ แต่เธอไม่อยากเก็บมาใส่ใจ

ชีวิตมันเหนื่อยเกินกว่าจะอยากฟังเสียงนกเสียงกา

พอได้ยินกุ๊บกิ๊บพูดแบบนั้นต่างฝ่ายก็ต่างเลิกนินทา หันไปแต่งหน้าแต่งตัวต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กุ๊บกิ๊บจึงได้หันกลับมาส่ายหน้าอย่างรำคาญ

“ปากไม่มีหูรูดหรือไง เดี๋ยวกูตบคว่ำเรียงตัว เดี๋ยวก่อน”

“ช่างแม่งเหอะ”

ทว่าก่อนที่สองสาวจะได้พูดอะไรกันต่อ ใครคนหนึ่งก็เดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ เป็นเจ๊นภา แม่เล้าสาวที่เป็นใหญ่อยู่ในที่แห่งนี้

“มีน คุณทิโมธีเขาเลือกแกนะ ไม่ต้องโชว์ไม่ต้องเต้นอะไรทั้งนั้น คุณเขาจะพาไปข้างนอก ดังนั้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วแต่งชุดสวย ๆ และลงมาหาเจ๊ที่ห้องรับรองเข้าใจไหม”

มาถึงอีกฝ่ายก็รัวชุดใหญ่ แต่มีนาที่คุ้นเคยและคลุกคลีกับวงการนี้มาตั้งแต่ปีที่แล้ว เพราะต้องหาเงินไปรักษาพี่สาว ก็พอตามทันอยู่บ้าง เธอพยักหน้าหงึกหงักก่อนจะรีบลุกขึ้น

“เข้าใจค่ะเจ๊” ทว่าขณะที่กำลังจะเดินไปเปลี่ยนชุดก็ถูกเจ๊นภาดึงตัวเอาไว้ สีหน้าของอีกฝ่ายดูห่วงและกังวลอยู่มาก จนมีนาเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ

เมื่อเย็นก็ปรับทัศนคติกันไปแล้วนี่ มีอะไรอีกงั้นเหรอ

“คะ?”

“จำที่เราคุยกันไปเมื่อช่วงเย็นได้ใช่ไหม”

“จำได้ค่ะ”

“ดี จำเอาไว้ว่าหน้าตาที่สวยและความดอกความปังของแกมันเป็นใบเบิกทางให้ได้เจอกับคนรวย ๆ ก็จริง แต่มันไม่ใช่ทุกอย่าง แกต้องรู้จักใช้สมองด้วย”

มือเล็กที่จับอยู่บนหัวไหล่บางสีน้ำผึ้งของเด็กสาววัยยี่สิบเอ็ดปีบีบเบา ๆ อย่างให้กำลังใจ ดวงตาเรียวรีของแม่เล้าสาวใหญ่มองมายังเด็กในสังกัดคู่ใจขณะที่เอ่ยประโยคนั้น

“ค่ะเจ๊”

ด้านเจ้าตัวเมื่อได้ยินคำแนะนำก็พยักหน้ารับคำอย่างเชื่อฟัง คำพูดของทั้งกุ๊บกิ๊บและเจ๊นภาเปรียบดั่งการปรับความคิดที่มีมาทั้งชีวิตของเธอใหม่

“หัวใจน่ะไม่ต้องไปใช้มากหรอก ตอนเป็นกะหรี่ใช้จิ๋มกับสมองก็พอ ค่อยไปมีหัวใจตอนที่มีทุกอย่างพร้อมจนแกไม่ต้องง้อเงินจากผู้ชายคนไหนแล้ว ดูกุ๊บกิ๊บมันเป็นตัวอย่าง”

และแม้ว่าจะไม่ใช่คนที่จะเชื่อใจใครได้ง่าย ๆ ทว่าคราวนี้มีนากลับเชื่อสิ่งที่เจ๊นภาสอนอย่างสนิทใจ เพราะเมื่อเอามาตรองดูแล้วก็พบว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดนั้นเป็นเรื่องจริงทั้งหมด

กับเจ๊นภาถึงจะมีความสัมพันธ์เป็นเพียงแม่เล้ากับเด็กในสังกัด ทว่าเธอก็สัมผัสได้ว่าในเส้นทางของผลประโยชน์ที่อีกฝ่ายจะได้รับจากขายร่างกายของเธอนั้นมีความหวังดีปะปนอยู่

“ค่ะ หนูจะจำเอาไว้”

“ไปเถอะ รีบไปเปลี่ยนชุดเสียใหม่ คุณเขารอที่ห้องรับรอง คุณทิโมธีชอบแนวสายฝอเซ็กซี่นะ แต่งไปให้สวย ๆ ล่ะ คนนี้น่ะรวยสะบัดเลย ถ้าเขาชอบหรือรับเลี้ยงแกสบายแน่”

“ได้ค่ะ”

ว่าจบเจ๊นภาก็รีบสาวเท้าเดินออกไปด้านนอกอย่างเร่งรีบ เหลือเอาไว้เพียงมีนาที่ยังยืนอยู่ที่เดิม และกุ๊บกิ๊บที่มองมาอย่างคนมีความหวัง

อีกฝ่ายตีแขนเธอเสียงดังเพี๊ยะอย่างถูกใจ

“โอ๊ย! มึงตีกูทำไมเนี่ย”

“แหม มาวันแรกก็ได้ของดีซะแล้ว มึงนี่มันฆ่าไม่ตายได้ใจกูจริง ๆ กูบอกแล้วอีมีนว่ามึงอยู่ที่นี่ไม่นานหรอก”

รอยยิ้มบนใบหน้ากุ๊บกิ๊บ คือรอยยิ้มแบบเดียวกันกับที่อยู่บนใบหน้าของมีนา หญิงสาวพยักหน้า ขยับเข้าไปกอดแขนเพื่อนแล้วเขย่ากันไปมาอย่างสุขใจ

“กูก็หวังว่าอย่างนั้นแหละมึง ถ้าคราวนี้โชคดีนะ กูจะไม่โง่อย่างนั้นอีกแล้ว สัญญาเลย”

“ให้มันจริงเถอะค่ะ กูรอไปฉลองกันมึงไม่ไหวละ”

คราวนี้หากฟ้าจะประทานได้โอกาสดี ๆ มาให้อีก เธอจะไม่โง่เหมือนเดิมอีกแล้วจริง ๆ ไม่อีกต่อไป...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป