บทที่ 2 บทที่ 1 อลิษาและสองแฝด
ณ ไร่พิชญ์ ... จังหวัดเชียงราย
ในเวลาเช้าตรู่ของไร่ชา มีไอหมอกบาง ๆ ลอยตามเนินเขา สายลมพัดผ่านได้กลิ่นของใบชาสดลอยไปทั่วไร่ ที่ไร่แห่งนี้มีพื้นที่เกือบ 100 ไร่ ตั้งอยู่บนเนินสูงล้อมรอบไปด้วยภูเขา ต้นชาหลากหลายสายพันธุ์ปลูกเรียงรายกันเป็นระเบียบ
"มามี้!"
เสียงของเด็กน้อยวิ่งเข้ามาหาคุณแม่ น้ำเสียงตื่นเต้นที่ได้เจอผู้ให้กำเนิด วิ่งเข้าไปกอดขนาบข้างซ้ายขวาทั้งสองคน
"คิดถึงมามี้ที่ซู๊ดดดด"
เด็กน้อยวิ่งวุ่นไปทั่วไร่ กระโดดเข้าไปในอ้อมกอดของลิษา เธออ้าแขนรับลูกน้อยทั้งสองคน ก่อนจะอุ้มขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนคนละข้าง
"ทำไมไม่อยู่ที่บ้านครับเจ้าแสบ เข้ามาในไร่ทำไม หืม"
เธอเอ่ยถามลูกชายทั้งสองคนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ถึงแม้ว่าตอนนี้จะรู้สึกปวดแขน เนื่องจากว่าขนาดตัวของเด็กทั้งสองคนไม่ใช่น้อย แต่เธอก็อดทนเพราะอยากจะอุ้มสองแสบให้ได้นานที่สุด เผื่อว่าอนาคตอาจจะไม่มีโอกาสได้อุ้มอีก
"คุณตาคิดถุงมามี้"
"ช่าย คิดถุงมาก"
"ไม่ใช่แล้วล่ะ คุณตาให้มาบอกอะไรแม่หรือเปล่า แต่เราทั้งสองคนจำไม่ได้ใช่ไหม"
เธอหอมแก้มลูกชายอย่างแรงทั้งคู่ และดูเหมือนว่าเจ้าเด็กน้อยจะรู้สึกจั๊กจี้ ดีดดิ้นไปมาก่อนจะหัวเราะคิกคักด้วยความสนุกสนาน
"อืม... ตาบอกอะไรน้า"
"นั่นจิ อะไรน้า"
เด็กน้อยทั้งสองคนทำหน้าครุ่นคิด คนเป็นแม่ถึงกับส่ายหน้าด้วยความเอ็นดู ท่าทางจะจำไม่ได้เพราะเจ้าแสบเพิ่งจะอายุได้ประมาณสองขวบกว่า ยังไม่สามารถพูดประโยคยาวได้ แต่เท่านี้ก็ถือว่าพูดเก่งที่สุดแล้ว
"เอาเถอะคุณตาเรียกให้แม่ไปกินข้าวใช่ไหม"
"อ๊ะ.... ช่ายเยย"
"กิงข้าว ๆ"
"โอเคงั้นเรากลับบ้านกันนะ"
เธอวางสองแสบไว้บนพื้นก่อนจะกุมมือลูกชายฝาแฝดทั้งสองคนพากันเดินกลับออกจากไร่
ลูกชายของเธอทั้งสองคนเป็นลูกที่เกิดจากผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนที่เธอเคยรักมาก แต่เนื่องจากเหตุการณ์บางอย่างทำให้อลิษายอมถอยออกมาจากตรงนั้น
"รวัตร รดล"
"ค้าบมามี้"
"มามี้...~"
เด็กน้อยทั้งสองคนเงยหน้าขึ้นมองคุณแม่ด้วยความสงสัย เพราะท่านเรียกชื่อเด็กน้อยก็เลยคิดว่าน่าจะมีอะไรหรือเปล่า
"วันมะรืนมามี้จะต้องไปกรุงเทพฯ แล้วนะ จะต้องกลับไปฝึกงานให้จบ หลังจากที่มามี้ฝึกงานเสร็จก็จะกลับมาอยู่กับลูก เพราะฉะนั้นอยู่ที่บ้านต้องเป็นเด็กดีนะเข้าใจหรือเปล่า ห้ามทำให้คุณตากับคุณยายเป็นห่วง"
"โอเคค้าบ~"
"ได้เยยมามี้"
เด็กน้อยทำหน้าทำตาเหมือนเข้าใจในสิ่งที่คุณแม่พูด เนื่องจากว่าเธอตั้งครรภ์เมื่อ 3 ปีก่อน จึงทำให้ไม่สามารถเรียนต่อได้ จำเป็นจะต้องไปดรอปเรียนเอาไว้ก่อน และเมื่อเธอคลอดลูกได้ประมาณปีกว่าก็กลับไปเรียนต่อ ในที่สุดก็ใกล้จะจบปริญญาตรีแล้ว
"เก่งมากเจ้าแสบทั้งสอง ไปครับกลับบ้านกัน"
เธอกุมมือเด็กน้อยทั้งสองคนพากันเดินกลับไปที่บ้านซึ่งอยู่ใจกลางไร่พิชญ์ และเมื่อมาถึงก็เจอคุณพ่อกับคุณแม่นั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหารแล้ว พวกท่านหันมาเห็นลูกสาวแล้วก็หลานชายทั้งสองคนก็ส่งยิ้มไปให้ทันที
"มากันแล้วเหรอ มา ๆ มานั่งกินข้าวด้วยกันก่อน วันนี้คุณแม่เข้าครัวทำแต่ของอร่อยทั้งนั้น มีของโปรดเจ้าแสบทั้งสองคนด้วยนะ หลานตาคนไหนชอบกินปูบ้างน้า ตาแกะไว้เต็มเลย"
รดลได้ยินคำว่าปูก็หูผึ่งทันที รีบปล่อยมือของคุณแม่ก่อนจะวิ่งเข้าไปหาคุณตา เขย่งเท้าเพื่อมองดูโต๊ะอาหารแต่เนื่องจากตัวเล็กเกินไปจึงไม่เห็นว่าบนโต๊ะมีอะไร
"รดลชอบปูค้าบ"
"รวัตรก็ชอบมาก"
"คุงตาน่ารักที่ซู๊ด"
"รดลรักคุงตา"
เด็กน้อยทั้งสองคนรีบวิ่งเข้าไปอ้อนคุณตากันยกใหญ่ เนื่องจากว่าอยากจะกินปูที่คุณตาแก่ให้ ลิษาและคุณแม่เห็นแบบนั้นก็ส่ายหน้ายิ้ม ๆ ด้วยความเอ็นดูทั้งสามคน
"รู้จักประจบประแจงแล้วนะเด็กพวกนี้"
"ก็ให้รู้สิคะว่าคนในบ้านคนไหนเอาใจเก่งที่สุด"
อลิษายิ้มกว้างออกมาก่อนจะเดินไปนั่งลงตรงโต๊ะอาหาร จ้องมองเด็กน้อยทั้งสองคนกำลังกินปูกันด้วยความเอร็ดอร่อยก็ยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู
"ว่าแต่วันมะรืนต้องไปฝึกงานแล้วใช่ไหม แล้วทำไมถึงเลือกไปฝึกงานที่โรงพยาบาลล่ะ ลูกเรียนบริหารไม่ใช่หรือไง ทำไมไม่ฝึกงานบริษัท งั้นก็ฝึกงานที่ไร่เราก็ได้ จะได้มีเวลาอยู่กับเจ้าแสบด้วย"
"นั่นสิแม่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน"
คุณพ่อกับคุณแม่ของเธอหันมามองหน้ากันด้วยความสงสัย ลูกเรียนบริหารธุรกิจความจริงแล้วไม่น่าจะต้องไปฝึกงานที่โรงพยาบาลด้วยซ้ำ บริษัทยักษ์ใหญ่มีมากมายไม่เข้าใจว่าทำไมตัดสินใจแบบนั้น
"แม่อย่าลืมสิคะว่าตอนนี้รดลสุขภาพไม่แข็งแรง เป็นหัวใจพิการแต่กำเนิด ตอนที่คลอดใหม่คุณหมอบอกว่าอาการไม่ได้รุนแรงมากสามารถกินยาประคองไปได้ก่อน แต่ตอนนี้คุณหมอบอกว่าถึงเวลาที่เหมาะสมแล้ว โรงพยาบาลอังคณานนท์ เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการผ่าตัดหัวใจ คุณหมอบอกว่าโรงพยาบาลนี้มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย โอกาสรอดอยู่ที่ 95 เปอร์เซ็นต์"
"เรื่องนี้แม่เข้าใจ ฐานะทางบ้านของเราก็ไม่ได้จนสักหน่อย เงินค่าผ่าตัดหลักล้านจ่ายได้สบาย ทำไมจะต้องเป็นโรงพยาบาลนั้น แล้วทำไมต้องไปฝึกงานที่นั่นด้วย"
"เห็นเขาบอกว่าถ้าเป็นพนักงานในโรงพยาบาล สามารถให้คนในครอบครัวเข้ามารักษาได้ เป็นสิทธิพิเศษของพนักงานในโรงพยาบาล ถ้าเป็นคุณพ่อกับคุณแม่สามารถเข้ามารักษาได้โดยมีส่วนลดถึง 50% นั่นเท่ากับว่าเราสามารถประหยัดเงินค่าผ่าตัดได้หลายแสนเลยนะแม่ ที่หนูตัดสินใจเข้าไปฝึกงานที่โรงพยาบาลก็เพราะว่านักศึกษาฝึกงานก็สามารถใช้สิทธิ์นี้ได้ด้วย"
คุณแม่ได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง ก็ถือว่าได้ฝึกงานไปในตัวแถมยังได้ส่วนลดอีกครึ่งหนึ่ง และอีกอย่างโรงพยาบาลอังคณานนท์เป็นโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในการผ่าตัดโรคหัวใจ เพราะฉะนั้นคนเป็นแม่ก็จะเคารพการตัดสินใจของลูก
"เราเนี่ยนะก็ยังจะมาห่วงส่วนลดค่าผ่าตัดอีก"
อลิษาได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะออกมาเล็กน้อยก่อนจะหยิบปูใส่ปาก
"หนูไม่ได้ห่วงเรื่องส่วนลดสักหน่อย ในระหว่างการผ่าตัดไปจนถึงการดูแลหลังผ่าตัด ใช้เวลาเป็นครึ่งเดือนเลยนะคะกว่าจะฟื้นตัวได้ ถ้าเกิดหนูเป็นพนักงานที่โรงพยาบาลก็จะได้ดูแลรดลได้ด้วย เรื่องเอกสารอะไรก็จะได้จัดการง่ายขึ้น เอาเป็นว่าแม่แค่ดูแลสองแฝดก็พอ ส่วนเรื่องอื่นหนูจะจัดการเองตกลงตามนี้นะคะ"
"จ้า... ก็เอาตามนั้นแหละ"
คุณแม่พยักหน้าเล็กน้อยไม่ได้เซ้าซี้อะไรอีก ทุกอย่างให้เป็นการตัดสินใจของลูกสาวก็แล้วกัน อลิษาโทษตัวเองมาตลอดว่าเป็นสาเหตุทำให้ลูกไม่แข็งแรง เพราะระหว่างที่เธอตั้งครรภ์ตรอมใจหลายเดือน รวมไปถึงเรื่องพ่อของลูกด้วย ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นใครมาจากไหน เพราะลูกสาวเองไม่ยอมเอ่ยปากพูดออกมาว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร...
"ขอบคุณนะคะ"
"จ้า~ รีบกินเถอะ"
