บทที่ 4 EP.2 เจ้าหนี้คนโปรด (1)
“เจ้ริณ ลาบีบี้ตัวนี้น่ายั้กเว่อออ”
“นี่มันโดริโทสสส”
ภายในห้องพักเเคบๆ มาริณกำลังเเต่งหน้าอยู่หน้ากระจกโต๊ะเครื่องเเป้ง ในขณะที่ ‘ยาหยี กับ ยาหยง’ กำลังตื่นตาตื่นใจกับของเล่นเเละขนมมากมายที่พะเนินอยู่บนโต๊ะกับข้าว ปกติสองพี่น้องจะต้องอยู่กันตามลำพังเพราะมาริณต้องออกไปเรียนช่วงกลางวัน ไม่พอตอนกลางคืนก็ต้องออกไปทำงาน เพราะความยังเด็กเลยไม่รู้ว่าพี่สาวคนโตของตัวเองทำงานอะไรอยู่กันเเน่ เเต่ยาหยีเเละยาหยงก็เคารพพี่ของตัวเองเสมอ
เพราะพี่สาวทั้งสวยทั้งเก่ง เเถมยังเท่อีกต่างหาก
“ซื้อมาตามที่ขอเเล้ว เงินค่าไปโรงเรียนก็อยู่บนโต๊ะ เอาไปซื้อข้าวกลางวันประหยัดๆ ล่ะเจ้าเด็ก” หญิงสาวที่เเต่งหน้าเสร็จพอดีหันมาหาน้องๆ เเละเห็นว่าน้องสาวเเฝดพี่ยาหยีกำลังชูลาบีบี้คอลเล็กชั่นใหม่ขึ้นด้วยเเววตาเป็นประกาย ในขณะที่น้องชายเเฝดน้องกำลังเเกะห่อขนมกินจนเเก้มตุ่ย
“ได้ค่ะเจ้! / รับเเซ่บเจ้” ทั้งสองตะเบ๊ะท่าขึ้นพร้อมกันจนมาริณหัวเราะคิกคัก “เจ้ซื้อหนมมาเยอะขนาดนี้ เงินเดือนออกเเล้วหยอคับ”
ไอ้หยงรู้มากถามขึ้นมา ในขณะที่มาริณยีหัวเจ้าน้องชายฝาเเฝดเเรงๆ
“ใช่! ได้ทิปมาเยอะสุดๆ”
“เจ้ริณโค่ดเก่ง” ยาหยงยิ้มกว้าง ในขณะที่หญิงสาวได้เเต่ส่ายหัวอย่างระอาปนขำกับความไร้เดียงสาของเด็กน้อยที่มักจะมองเธอว่าเป็นฮีโร่อยู่เสมอ มาริณเหลือเพียงยาหยีกับยาหยงกันสามคนหลังจากพ่อเเม่ประสบอุบัติเหตุเมื่อสามปีก่อน เเรกๆ ทุกอย่างลำบากไปหมดเพราะมาริณจะต้องเป็นหัวหน้าครอบครัวด้วยตัวคนเดียว จนเจ้เเก้วดึงเธอเข้าร้านสถานบันเทิงเพราะหน้าตาสัดส่วนที่โดดเด่นเกินเด็กอายุ 18
เอาเป็นว่าก็ทำงานเป็นเด็กนั่งดริ๊งมาสามปีเต็ม เลิกคิดเรื่องศักดิ์ศรีไปเเล้วเพราะคนที่นินทามันไม่ได้ให้เงินเรา ตั้งเเต่ร้านเก่าจนตอนนี้เป็นเป็นผับใหม่ใหญ่กว่าเดิม มาริณก็ยังคงตั้งใจทำงานเเละเป็นตัวท็อปของทางร้านไม่เปลี่ยนเเปลง จนเเม้เเต่เจ้เเก้วเองยังเอ็นดู
เธอไม่ได้รู้สึกด้อยค่าตัวเองที่มาทำงานกลางคืน กลับกันกลับรู้สึกดีเพราะมันทำให้เธอมีภูมิคุ้มกันต่อคนที่ดูอันตรายเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะสกิลเอาตัวรอดหรือวาจาโน้มน้าวใจ เเถมยังเเข็งเเกร่งขึ้นมากขนาดนี้ในเวลาเพียงไม่กี่ปี
โชคร้ายที่ต้องจ่ายหนี้นอกระบบของพ่อกับเเม่ที่ทิ้งไว้เป็นของดูต่างหน้าด้วย เเต่ก็ถือเป็นโชคดีเหมือนกันที่เจ้าหนี้นอกระบบดันถูกใจเธอ เขาเป็นลูกชายเจ้าสัวที่มาเปิดเงินกู้ หน้าตาหล่อเหลาเเถมยังตามจีบมาริณมาสักพัก ยืนยันจะยกหนี้ทั้งหมดให้ถ้าเธอยอมเป็นเเฟนด้วย เเต่มาริณปฏิเสธเเละจ่ายทั้งต้นทั้งดอกตรงทุกเดือนอยู่ดี
เเละเเน่นอนว่าวันนี้ ‘เฉิง’ ก็ยังคงจอดรถคันหรูรออยู่ใต้อพาร์ทเม้นท์ของเธอเหมือนเคย
“มาส่งดอกครับ คนสวยของเสี่ย”
เสียงทุ้มของเฉิงเอ่ยพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เขาลดกระจกรถคันหรูลงช้าๆ พลางปลดแว่นเรย์แบนลงจากใบหน้า เผยแววตาคมกริบที่มองมาอย่างเชยชม มาริณในเช้าวันนี้ยังคงสวยน่ารักเหมือนเคย เเละเขาก็เเวะมารับมาส่งเธอไปมหาวิทยาลัยทุกวันตามประสาเจ้าหนี้ใจดี
มาริณถอนหายใจยาว เห็นหน้าเสี่ยเฉิงทีไรก็เหนื่อยใจทุกที
“ดอกเดือนนี้ค่ะเสี่ย” เธอยื่นซองเงินผ่านกระจกไป เฉิงจงใจเเตะหลังมือเรียวสวยอย่างตั้งใจ มือนุ่มๆ นั่นรีบผละจาก ในขณะที่เขาไม่ได้รีบนับเงินในซอง เหมือนรู้อยู่แล้วว่าเธอไม่กล้าขาดเลยสักบาท
“ครบก็จริง แต่ทำไมไม่จ่ายเกินๆ มาหน่อย เสี่ยจะได้ลดยอดต้นให้ไวๆ” เขาว่าทีเล่นทีจริงพลางเปิดประตูลงจากรถ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายผสมกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยมาเเตะปลายจมูก ก็ต้องยอมรับว่าเจ้าหนี้เธอน่ะหล่อจริงๆ เพราะเป็นลูกชายคนรวย พื้นฐานดีทุกอย่างไม่ว่าจะเบ้าหน้าหรือฐานะ ไม่รู้ว่ามันเป็นโชคดีของเธอไหมที่เกิดมาหน้าตาดีจนเจ้าหนี้หลงรัก เลยตามจีบตามเอาใจเเทนที่จะขู่กรรโชกเเบบนางเอกเรื่องอื่นๆ “หึ หรือว่า… หนูไม่อยากปลดหนี้ของเสี่ยง่ายๆ กันเเน่จ๊ะ? ที่จ่ายแต่ดอกทุกเดือนนี่ ไม่ใช่ว่าแอบอยากให้เสี่ยวนเวียนอยู่ใกล้ๆ เหรอ?”
เขาเอียงหน้ามองเธอ กระตุกยิ้มอย่างมีเลศนัย เเต่เสี่ยเฉิงรู้ดีว่ามาริณไม่ได้ชอบเขา เธอทำงานตัวเป็นเกลียวเพื่อเลี้ยงดูน้องสองคน เเถมยังตั้งหน้าตั้งตาใช้หนี้ให้พ่อเเม่อย่างบริสุทธิ์ใจ ถึงจะทำงานกลางคืนเเต่มาริณสู้ชีวิตจนเสี่ยยังต้องนับถือ
“ฝันไปเถอะค่ะ” มาริณถลึงตาใส่อย่างไม่พอใจ “ริณก็แค่ยังไม่มีเงินก้อนเท่านั้นแหละ”
ส่วนหนึ่งก็เพราะค่าใช้จ่ายในบ้าน ค่าโรงเรียนเเละค่ากิน รวมถึงค่าใช้จ่ายโดยรวมของทั้งสองเเฝดด้วย การเลี้ยงเด็กนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย ก็ไม่เเปลกนักที่พ่อเเม่ต้องไปพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ ถ้าเธอไม่มีหน้าตาเป็นอาวุธหาเลี้ยงชีพ ก็ไม่รู้จะหาเงินจากทางไหนเหมือนกัน
เสี่ยเฉิงหัวเราะในลำคอเบาๆ มือเรียวยกขึ้นเสยผมสีทองสว่างไปด้านหลังอย่างคนมีความมั่นใจในตัวเอง เขารู้ว่าคนที่เหมาะสมจะเป็นเเฟนมาริณที่สุดก็คือตัวเอง เเละเเน่นอนว่าเขาจริงจังกับเธอ เเต่เฉิงไม่ใช่คนรีบร้อนเรื่องความรัก เขาจะค่อยๆ ตะล่อมมาริณให้มองเขาเป็นผู้มีพระคุณเเบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าเธอจะขาดเขาไปไม่ได้เเทน
“ก็ไม่ต้องรีบใช้ก็ได้นะครับ เสี่ยใจดี จะอยู่เป็นเจ้าหนี้ให้อีกหลายปีเลยก็ยังไหว” เขากระดิกนิ้วเรียก เมื่อมาริณขยับเข้ามาใกล้ตามคำสั่ง เสี่ยเฉิงเล่นเส้นผมยาวสยายสีบลอนด์ทองของเธอ โน้มตัวกระซิบใกล้ๆ จนเธอได้กลิ่นลมหายใจ “ยิ่งอยู่ติดหนี้ เสี่ยก็ยิ่งมีข้ออ้างเข้ามาหา ว่าไหม มาริณ”
“ตามใจเสี่ยเถอะค่ะ” มาริณเองก็เหนื่อยใจที่จะหาเรื่องปฏิเสธ ยังไงเงินต้นก็ยังมี ดอกก็เหลือจ่ายอยู่ เธอยังต้องพึ่งพาอาศัยความหน้าใหญ่ใจดีเพื่อสาวของอีกฝ่ายไปเรื่อยๆๆ อยู่เเล้ว
“ขึ้นรถมาสิครับ เดี๋ยวเสี่ยไปส่ง วันนี้เข้าเรียนวันเเรกนี่” เสียงทุ้มเอ่ยพร้อมกับเปิดประตูรถฝั่งข้างคนขับให้เธอโดยอัตโนมัติ มาริณชะงักไปเล็กน้อย
เขาจำได้ด้วยเหรอว่าวันนี้เธอต้องไปมหาลัยวันแรกของเทอมใหม่?
“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวเรียกแกร็บเอาเองดีกว่า” เสียงของเธอเรียบเฉย แต่แววตากลับหลบเลี่ยงอย่างลังเล ใจหนึ่งก็ไม่อยากเสียเงิน เเต่ให้นั่งรถกับเสี่ยเฉิงก็ไม่รู้ว่าเขาจะฉวยโอกาสกับเธอไหม อีกฝ่ายเองก็ดูน่าไว้ใจน้อยลงซะเมื่อไหร่
“งั้นเสี่ยจะนั่งเฝ้าจนกว่าจะเรียกเสร็จ” เฉิงพิงตัวกับขอบประตูรถ มือข้างหนึ่งถือซองเงินอีกข้างไขว้หลังอย่างอ้อยอิ่ง “จะได้แน่ใจว่าไม่มีผู้ชายหน้าไหนนอกจากรถบริการมารับก่อนเสี่ย”
มาริณเม้มริมฝีปากแน่น ในจังหวะที่เขาพูดแบบนั้น เธอกลับรู้สึกเหมือนถูกปกป้องมากกว่าจะถูกคุกคาม เพราะเธอในตอนนี้เเต่งตัวด้วยชุดนักศึกษากระโปรงทรงเอที่ค่อนข้างสั้นเลยเข่า เเน่นอนว่าเฉิงเองก็มีความรู้สึกเเอบหวงเล็กๆ เเต่เขาไม่ใช่คนเจ้าบงการ ค่อนข้างตามใจคนที่ชอบด้วยซ้ำ
ทั้งๆ ที่เขาเป็นเจ้าหนี้แท้ๆ
แต่การที่เขารู้เรื่องตารางเรียนเธอ รู้ว่าเธอเปิดเทอมวันนี้ รู้แม้กระทั่งว่ามาริณไม่ค่อยกล้าโบกแท็กซี่เพราะเคยเจอคนขับลวนลามจนต้องไปพึ่งเเกร๊ปไบค์
มันไม่ใช่แค่ความรู้ดีของคนปกติ แต่มันคือความใส่ใจใช่ไหม
“ก็ได้ค่ะ แค่วันนี้วันเดียว” สุดท้ายก็อดไม่ได้ คิดในทางที่ดีเธอเองก็ไม่ต้องเสียตังค์เพิ่มด้วย อีกอย่างเสี่ยเฉิงก็ตามตื้อเธอมานานเเล้ว ไม่ใช่ครั้งเเรกที่เขาขอไปรับไปส่ง หลายครั้งที่ยอมก็เพราะบางรอบได้เงินไม่ตรงวันจ่ายดอกเลยขอเลื่อนวัน เขาเลยขอไปส่งเเทน ก็ไม่เห็นว่าเขาจะมีท่าทีคุกคามไปมากกว่านั้น
ก็คงจะไว้ใจได้… มั้งนะ
“แค่วันนี้ก็พอแล้วครับ เสี่ยจะถือว่าเป็นโอกาสดีที่ได้เริ่มต้นส่งแฟนในอนาคตไปเรียน” อีกฝ่ายผิวปากพูดทีเล่นทีจริงด้วยท่าทางอารมณ์ดี
“เพ้อเจ้ออีกล่ะ” มาริณพึมพำเบาๆ แต่ในที่สุดก็ยอมก้าวขึ้นไปบนรถ กลิ่นหอมอ่อนๆ ในรถประจำตัวเขายังเหมือนเดิม เหมือนทุกครั้งที่เขาเคยแกล้งพาเธอไปส่งบ้าน แล้ววนรถอ้อมซอยเสียสิบนาทีเพื่อยืดเวลาอยู่กับเธอให้นานขึ้น
ไม่รู้ว่าเขาใจดี หรือเธอเองที่ใจอ่อนกันเเน่
ภายในรถ Range Rover Vogue อันหรูหราเเต่มีพลังนั้นถูกซึมซับด้วยบรรยากาศที่เงียบเชียบ เสียงเพลงจากหน้าจอในรถคลอไปพร้อมๆ กับกลิ่นอายของน้ำหอมราคาแพงที่เฉิงใช้ประจำ มาริณนั่งไขว่ห้างกอดกระเป๋าถือราคาสมตัวเอาไว้แน่น ไม่ได้พูดอะไรหลังจากปิดประตูรถลง เฉิงจึงเหลือบมองเธอผ่านกระจกตรงหน้าแวบหนึ่งก่อนจะเอื้อมมือปรับอุณหภูมิในรถให้เบาลง
“หนาวหรือเปล่า?”
“ไม่ค่ะ” เขาพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะขยับเกียร์แล้วขับรถออกไปจากลานจอดของอพาร์ตเมนต์
บรรยากาศภายในรถเงียบเกินไปสำหรับคนที่เคยเจอกันแทบทุกวัน เสียงแตรรถจากภายนอกกับเสียงลมจากแอร์กลายเป็นสิ่งเดียวที่เคลื่อนไหวในความคิดของมาริณ
จนกระทั่ง
“มาริณ” เสียงทุ้มต่ำของเขาเอ่ยขึ้นกลางอากาศ
“คะ?”
“รู้ไหม เสี่ยเคยนึกเหมือนกันว่า ถ้าไม่มีเรื่องหนี้พวกนั้น เราจะยังได้เจอกันอยู่หรือเปล่า” คำถามนั้นเรียบง่ายแต่กลับแทงลึกกว่าที่มาริณคาดเดาเอาไว้ เพราะนี่เป็นครั้งเเรกที่เธอมีสติเต็มร้อยในรถของเสี่ย (ปกติถ้าไม่กรึ่มๆ ก็หัวเสียลูกค้าอยู่) เธอหันขวับมามองใบหน้าด้านข้างของเขา แววตาเรียบเฉยของชายหนุ่มที่มักจะพูดทีเล่นทีจริงดูไม่เหมือนเดิมในตอนนี้ “เสี่ยจะมีโอกาสได้วนรถมารับมาส่งเราแบบนี้อยู่ไหม ถ้าไม่มีข้ออ้างเป็นดอกเบี้ย”
“เเล้วเสี่ยต้องการให้เป็นเเบบไหนเหรอคะ” มาริณไม่ได้เล่นไปตามคารมของลูกชายเจ้าสัวทรงดี เเต่เธอเองก็นึกสงสัย ว่าเขาจะมานึกชอบพออะไรกับเด็กนั่งดริ๊งที่ใช้ชีวิตปากกัดตีนถีบอย่างเธอ ลูกสาวตระกูลดีๆ หน้าตาสะสวยก็มีให้เขาเลือกตั้งเยอะ อย่าคิดว่ามาริณไม่ตามข่าวคราวของเจ้าหนี้ตัวเองนะ
เธอไม่ใช่คนใจเเข็งถึงขนาดมีผู้ชายหล่อรวยมาตามจีบเเล้วไม่คิดที่จะชายตาเเล เเต่เพราะมาริณนั่งยังบริสุทธิ์เเละเเน่นอนว่าถึงพูดไปก็ไม่มีใครเชื่อ ก็เธอทำงานกลางคืนนี่นา ใครๆ ก็ต้องคิดว่าผ่านมือชายมาทั้งนั้น
นอกจากลูกค้าที่ร้าน เสี่ยคือผู้ชายอีกคนหนึ่งที่เธออยากดูเขาไปนานๆ นานจนกว่าเขาจะเผยธาตุเเท้ออกมา
เธอไม่ได้ไว้ใจคนง่ายขนาดนั้นหรอกนะ เพราะยังซิงก็ส่วนนึง
“อยากให้เป็นมากกว่าเจ้าหนี้น่ะสิ” เขายักไหล่ “เเต่หนูไม่ได้สนใจเสี่ย บางทีข้ออ้างพวกนั้นมันก็ดีเหมือนกัน ถ้าอย่างน้อยจะได้อยู่ใกล้ๆ วนไปวนมาเเบบนี้”
มาริณเงียบ ไม่รู้ว่าควรรู้สึกยังไงกับคำพูดนั้น ระหว่างทางที่รถเคลื่อนตัวช้าๆ บนถนนซอยเล็ก เธอเหลือบมองเขา เสี้ยวหน้าเฉิงในเงาแดดยามเช้า ไม่ได้ดูร้ายกาจเหมือนที่ในใจเคยเตือนตัวเองเอาไว้บ่อยๆ
ลุคเขาดูหล่อรวยเหลือร้ายระดับนั้น ใครจะไปคิดว่าจะมาจริงจัง
“แล้วถ้าไม่มีหนี้ เสี่ยจะเลิกรับส่งริณไหมล่ะคะ?” คำถามนั้นดูเหมือนเล่นกลับไป แต่แววตาของเธอจริงจังเกินกว่าจะมองเป็นแค่คำแหย่ เฉิงเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะหัวเราะเบาๆ
“ไม่รู้สิ เสี่ยก็หวังว่าวันนั้นจะไม่มาถึงง่ายๆ จะได้มีข้ออ้างต่อไปไง”
“งั้นเดี๋ยวจะตั้งใจใช้หนี้ให้หมดไวๆ เลยค่ะ” เธอพูดพร้อมกระตุกยิ้มยั่วทันควัน ราวกับจะตัดบทไม่ให้บทสนทนาไปไกลมากไปกว่านี้ ไม่ได้จงใจปิดกั้นเเต่เธอระวังตัวเหมือนเเมว
หากเเต่ลึกๆ ในใจกลับสั่นไหวอยู่เล็กน้อย
