บทที่ 5 บทที่ 5
“ก็โอกาสมันน่าฉวยนี่นา ผมเห็นคุณมองผมแบบนั้น นึกว่าพิศวาสผมขึ้นมาซะอีก”
“ใครจะไปพิศวาสคนอย่างนายลง นายราหู”
“คำก็ราหู สองคำก็ราหู เห็นทีคืนนี้ราหูจะต้องอมจันทร์ซะหน่อยแล้ว”
พูดไป มือก็แกะปมเชือกไปด้วย ร่างบางก้าวหนีทันทีเมื่อเป็นอิสระ
“แล้วคิดเหรอว่าดวงจันทร์อย่างฉันจะยอมให้นายอมน่ะ เชอะ...ฝันไปเถอะ”
“ก็ลองดู ว่าใครจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในเกมนี้”
“ถ้านายไม่ใช้กำลังบังคับฝืนใจฉันล่ะก็...ชาตินี้ทั้งชาติ ฉันก็ไม่มีวันยอมนายแน่ๆ”
“หึ หึ ผมไม่เคยต้องบังคับฝืนใจใคร มีแต่คนอยากจะทอดกายให้ผมเชยชมทั้งนั้น” สุริยะตรวจดูสิ่งสำคัญที่สุดที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าใบใหญ่ แล้วต้องถอนใจส่ายหน้าแถมด้วยคำบ่นกระปอดกระแปด “เฮ้อ...ราคาก็ออกแพง ทำไมไม่ทำให้มันกันน้ำได้ด้วยวะ”
“บ่นอะไร แล้วนั่นมันอะไรเหรอ” จันทร์ดาราถามอย่างใคร่รู้
“ของสำคัญที่มันจะช่วยเราได้ แต่ตอนนี้ไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้ว เพราะมันใช้การไม่ได้แล้ว”
“อ้าว...ถ้ามันใช้การไม่ได้แล้วเราจะออกจากป่านี่ได้ยังไงล่ะ”
“ก็คงต้องใช้วิธีอื่น”
จันทร์ดารามองชายหนุ่มดึงเจ้าเครื่องสี่เหลี่ยมนั้นออกมาจากเป้ เหมือนเขาจะทิ้งมันเอาไว้ในนี้ ก่อนจะดึงไฟฉายออกมาจากกระเป๋าเป้ เขาลองเปิดแต่ไม่ติด ก่อนเคาะแรงๆ กับฝ่ามือสองสามครั้ง มันก็สว่างวาบขึ้นมา
“ค่อยยังชั่วหน่อย นึกว่าพังซะแล้ว”
“นี่...ถามอะไรหน่อยสินายราหู ทำไมนายต้องทาหน้าดำปิ๊ดปี๋แบบนี้ด้วย ถ้ามีผู้หญิงยอมนอนกับนายง่ายๆ จริงๆ แน่จริงนายก็ล้างหน้าเอาสีดำๆ นั่นออกซะสิ”
“ถ้าล้างออก แล้วคุณวิ่งเข้าใส่ ผมจะทำไงล่ะ”
คำพูดยียวนของคนห่ามๆ ทำให้หญิงสาวอยากกรี๊ด
“อ๊าย...ต่อให้หน้าตานายหล่อเหลาแค่ไหน ฉันก็ไม่มีวันวิ่งเข้าใส่นายหรอก”
จันทร์ดารากระทืบเท้าย่ำกับพื้น ก่อนเดินจ้ำพรวดๆ เข้าไปภายในถ้ำ เธอหายไปไม่นาน สุริยะก็ได้ยินเสียงหวีดร้องและร่างบางก็วิ่งแผล็วออกมา กระโดดกอดคอเขาแน่น
“นายราหู...ในนั้น...มี...กรี๊ดๆๆๆ”
“มีอะไรล่ะคุณ มัวแต่ร้องกรี๊ดๆ แบบนี้ แล้วผมจะรู้มั้ยเนี่ย” สุริยะฉงนกับท่าทางหวาดกลัวของหญิงสาว แต่ถ้าเขาเดาถึงสาเหตุความกลัวของเธอไม่ผิดล่ะก็ “คุณไปเจอคราบงูมาใช่มั้ย”
“ใช่ๆ มัน...มันต้องไม่ใช่งูธรรมดา เพระมันใหญ่มาก”
จันทร์ดาราเบียดร่างแทบจะกลืนหายเข้าไปในร่างแกร่งอย่างลืมตัว หญิงสาวกลัวสัตว์เลื้อยคลานทุกชนิด โดยเฉพาะงู
“งูเหลือมน่ะคุณ และตอนนี้ก็ปล่อยผมได้แล้ว เพราะผมหายใจไม่ออก”
“ไม่เอาน่ะ ฉันกลัว งูเหลือมเหรอ...” จันทร์ดาราเอนกายออกห่าง แต่ยังไม่ปล่อยมือจากลำคอหนา “นายรู้ได้ไงว่าเป็นงูเหลือม” ก่อนดีดตัวออกไปเสียสองสามก้าว เมื่อเริ่มปะติดปะต่อความคิดของตนได้ “นี่แสดงว่านาย...นายรู้ล่ะสิว่าที่นี่มีงู แล้ว...แล้วนายยังจะพาฉันเข้ามาอีกเหรอ คนบ้า ไอ้บ้า ทำอะไรไม่รู้จักคิด”
“เฮ้อ...ถามหน่อยเถอะ กะอีแค่คราบงูตัวเดียวที่มันลอกคราบทิ้งเอาไว้ กับไอ้โจรที่มันกำลังตามล่าเราอยู่ คุณกลัวอะไรมากกว่ากัน คุณจะออกไปนอนข้างนอกก็ได้นะ ถ้าคิดว่ามันปลอดภัยกว่านอนในนี้ แต่ผม...จะนอนในนี้ แล้วถ้าคุณเป็นอะไรขึ้นมาล่ะก็ ผมจะไปบอกพ่อคุณว่า ผมมาช่วยคุณไม่ทัน”
“นาย...ก็ได้ ฉันจะนอนในนี้ แต่นายต้องเอาคราบงูไปทิ้งให้ฉันก่อน”
จันทร์ดาราต่อรอง จะให้เธอออกไปนอนข้างนอกคนเดียวเธอไม่ไปแน่ แต่ถ้ามีเขาไปด้วยล่ะก็ไม่แน่
ลูกสาวนายพลย่นคิ้วให้กับความรู้สึกของตัวเอง เธอรู้สึกอบอุ่นเวลาที่อยู่ใกล้เขา เธอรู้สึกปลอดภัยเมื่อมีเขาอยู่ใกล้ๆ นี่เธอกำลังเป็นอะไรไปนี่ ยังไม่ทันข้ามวัน เธอกลับรู้สึกดีๆ กับผู้ชายตรงหน้าแล้วเหรอ
สุริยะไม่ตอบ แต่เดินเข้าไปข้างในสักพัก ก่อนเดินออกมาพร้อมกิ่งไม้ที่มีคราบงูเหลือมพาดอยู่ แค่เพียงเห็นคราบ จันทร์ดาราก็ถอยร่นไม่เป็นขบวนอย่างหวาดกลัว ชายหนุ่มเหวี่ยงคราบงูเหลือมทิ้งลงไปกับสายน้ำตก และส่องไฟฉายในมือไปรอบๆ ถ้ำ เพื่อมองหาสิ่งผิดปกติอื่นที่อาจจะมี ร่างสูงตระหง่านเดินเข้าไปข้างในถ้ำเรื่อยๆ จนแน่ใจว่าไม่มีสิ่งแปลกปลอมใดๆ ที่จะทำให้ผู้หญิงที่ยืนตัวสั่นเพราะเสื้อผ้าที่เปียกชื้น และอากาศภายในถ้ำก็เย็นเฉียบ ต้องร้องกรี๊ดๆ และกระโดดกอดคอเขาจนแทบหายใจหายคอไม่ออก แต่พอนึกถึงร่างนุ่มๆ ที่เบียดกายเข้าหาอย่างหวาดกลัวนั้น มุมปากลึกก็กระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ พลางคิดว่าถ้าจันทร์ดารากอดเขาด้วยความเสน่หาแล้วจะเป็นยังไงหนอ
“หนาวเหรอ” เขาหันไปถามจันทร์ดารา แล้วได้รับการพยักหน้าตอบรับกลับมา “ถอดเสื้อผ้าออกซะ” เขาสั่งและเริ่มปลดกระดุมเสื้อลายพรางของตนออกบ้าง
“นะ...นายจะทำอะไรน่ะ”
จันทร์ดาราร้องเสียงหลง เมื่อเห็นเสื้อตัวนอกหลุดออกไปจากลำตัวหนาแกร่ง แต่ก็ยังมีเสื้อยืดสีเขียวที่ฟิตเปรี๊ยะแนบไปกับมัดกล้ามเป็นลอนสวย
“ผมก็หนาวเหมือนกันน่ะสิคุณ คุณก็ถอดออกซะ ถ้ายังไม่อยากตายเป็นผีเฝ้าถ้ำเพราะเป็นปอดบวมกลางป่านี่ซะก่อน แต่...”
