บทที่ 8 บทที่ 8
“นั่งแบบนั้นเดี๋ยวก็เมื่อยหรอก งอตัวแบบนั้นนานๆ ในสายน้ำเย็นแบบนี้ ระวังเป็นตะคริวนะคุณ”
“กะ...ก็...ก็ฉันอายนี่”
สุริยะวักน้ำขึ้นสาดหน้าหญิงสาว แกล้งให้เธอลืมตัวและดีดตัวที่จมดิ่งขึ้นจากสายน้ำ
“ว้าย! เล่นอะไรเนี่ย”
“ปล่อยนะ นี่นายจะทำอะไร ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ”
เมื่อจันทร์ดาราได้สติ เธอก็พยายามผลักร่างหนาให้ถอยห่าง แต่กำแพงมนุษย์มีเลือดมีเนื้อร้อนแรงอย่างสุริยะ ไม่คิดจะยอมถอยให้เธอได้ง่ายๆ
“นี่...ถ้าไม่ปล่อย ฉันจะฟ้องพ่อจริงๆ ด้วย”
จันทร์ดาราขู่ด้วยน้ำเสียงที่เริ่มเปลี่ยนไป มันไม่หนักแน่นเท่าที่ควรเสียแล้ว
“อายอะไรกัน ของสวยๆ แบบนี้ น่ามองออก”
“บ้าสิ คนบ้า นายมัน...”
“อ๊ะ อ๊ะ...บอกแล้วว่าเวลากอดให้เรียกพี่ยะ”
“เรื่องอะไรฉันต้องเรียกด้วย”
จันทร์ดาราหลบตาคมที่จ้องมองมาตาแพรวพราว เธอไม่กล้าสบตาคู่นั้น เพราะกลัวว่าจะหลงกลยอมให้เขาทำอะไรน่าเกลียดกับเธออีก
“ถ้าไม่เรียก คงต้องเปลี่ยนไปเรียกผัวแทนแล้วล่ะมั้ง” สุริยะขู่
“นาย...ไม่ทำอะไรฉันหรอก”
“ลองดูมั้ยล่ะ แต่อย่าห้ามแล้วกัน”
“ก็ได้ๆ พี่ยะก็พี่ยะ”
จันทร์ดารารีบบอก เมื่อสุริยะหลุบตาลงมองอกอวบของเธอ
“ดีมาก เป็นเด็กดีแบบนี้ น่าจะให้รางวัล”
สุริยะหยิบสบู่ที่เขาตั้งเอาไว้บนโขดหินตั้งแต่เดินลงมายัดใส่มือจันทร์ดารา
“ล้างหน้าให้หน่อยสิ”
จันทร์ดาราไม่อยากขัดใจเขา เพราะเธอเสียเปรียบเขาทุกกรณีอยู่แล้ว หญิงสาวลูบหน้าคมด้วยน้ำสะอาดก่อนฟอกสบู่ให้อย่างเบามือจนทั่ว จากนั้นก็วักน้ำขึ้นมาล้างฟองสบู่ออก ใบหน้าที่เคยดำปิ๊ดปี๋จนมองไม่เห็นเค้าหน้าตาที่แท้จริง กลายเป็นใบหน้าคมคายหล่อเหลาขึ้นมาทันตา ดวงตาคมกริบนั้นดุดันก็จริงแต่ก็ได้แพขนตาหนายาวตรงช่วยเสริมให้หวานขึ้นอีกนิด จมูกโด่งเป็นสันรับกับดวงหน้าเหลี่ยมสมชายชาตรี ประดับด้วยกลีบปากเรียวหยักลึกได้รูปสวย หญิงสาวถึงกับตะลึงเมื่อได้เห็น ชายหนุ่มที่เธอเรียกเขาว่าราหูตลอดเวลานั้น บัดนี้กลับเป็นดวงอาทิตย์ที่ให้แสงสว่างโล่ง และร้อนแรงด้วยเปลวไฟที่ลุกโชนตลอดเวลา
“ไง...ถึงกับตะลึงเลยเหรอ”
“นาย...เอ๊ย...พี่ยะ”
“ใช่ ผมคือพันตรีสุริยะ สุริโยปกรณ์ หรือคนที่คุณควรเรียกว่า...พี่ยะ”
สุริยะจบคำพูดด้วยการกดจูบลงบนกลีบปากนุ่ม ลิ้นสากช่ำชองสอดเข้ากระหวัดไล้ปลายลิ้นนุ่ม ดูดดื่มความหวานปานน้ำผึ้งเดือนห้า ความหวานที่ไม่มีใครเคยได้ลิ้มลอง และไม่มีผู้หญิงคนไหนจะหวานล้ำได้เท่านี้อีกแล้วในความคิดของสุริยะ
“เวลาผมกอดคุณ ผมจะเรียกแทนตัวเองว่าพี่...ตกลงมั้ย”
“มะ...หมายความว่า...ถ้า...ถ้าไม่กอด...”
เสียงหวานใสเริ่มกระเส่าอีกครั้ง คำพูดที่เปล่งออกมาจึงขาดห้วงเป็นพักๆ
“แล้วแต่จันทร์เจ้าแล้วกัน อยู่ในป่า มีเราแค่สองคน จะเรียกอะไรก็ได้”
ทำไมจันทร์ดาราถึงรู้สึกว่าชื่อเล่นของเธอ เวลาที่เขาเป็นคนเรียกถึงได้ไพเราะนักก็ไม่รู้
“ค่ะ”
“ตอนนี้เนื้อตัวจันทร์เจ้าสกปรก พี่จะอาบน้ำให้เอง”
“อ๊ะ...ดูโน่นสิจันทร์เจ้า”
จันทร์ดารามองตามปลายนิ้วที่ชี้ขึ้นไปยังท้องฟ้า เห็นหมู่ดาวระยิบระยับวับวาวอยู่เต็มฟากฟ้า แสงของดวงจันทร์ส่องสว่างลอดช่องว่างของใบไม้ที่พลิ้วไหว ช่างงดงามและคงไม่มีโอกาสได้ชมความงามตามธรรมชาติแบบนี้บ่อยนัก
“สวยจังเลย นาย...เอ๊ย...พี่ยะคะ ถ้าเราไม่ต้องหลบหนีหัวซุกหัวซุนแบบนี้ คงดีไม่น้อยเลยนะคะ”
“ใช่...แต่จันทร์บนท้องฟ้า ก็คงงามไม่เท่าดวงจันทร์ในอ้อมกอด”
จันทร์ดาราเอียงหน้าหันไปมองสบตาคนพูด เห็นดวงตาทอประกายระยิบระยับไม่ต่างกับดวงดาวบนท้องฟ้า เธอหันหน้ากลับมาทางเดิม ลมหายใจร้อนระอุที่เป่ารดต้นคอระหงทำให้หญิงสาวขนลุกซู่
“พี่ยะคงปากหวานแบบนี้กับผู้หญิงทุกคน แต่...จันทร์เจ้าขอเตือนไว้ก่อนเลยนะ ว่าจันทร์เจ้าไม่ชอบผู้ชายเจ้าชู้”
“แล้วจันทร์เจ้าชอบผู้ชายแบบไหน”
“พี่ยะ! เอามือออกไปนะ จันทร์เจ้าไม่ชอบแบบนี้” เธอไล่ทุบมือซนพัลวัน
จันทร์ดาราเอ็ดเสียงหลง แต่กลับได้เสียงหัวเราะตอบกลับมา ไม่มีทีท่าว่าจะสำนึกเลยสักนิด
“ลองแล้วเหรอ ถึงรู้...ว่าไม่ชอบ”
ปลายเสียงแหบพร่าข้างๆ ใบหู
“พี่ยะ...จันทร์เจ้าจะฟ้องพ่อ ถ้า...”
“ถ้าอะไร จันทร์เจ้าจะฟ้องพ่อ ถ้าอะไร”
“ถ้า...ถ้า...ถ้าพี่ยะทำ...”
“หืม...ทำอะไรเหรอคนเก่ง อยากจะขี่ม้าไปฟ้องพ่อว่าอะไรเหรอ”
“ว่าพี่ยะ...พี่ยะรังแกจันทร์เจ้า กะ...กลางป่า”
“รังแกยังไง พี่รังแกจันทร์เจ้าตรงไหน หืม...”
จันทร์ดาราสะบัดหน้าไปมา อยากร้องห้ามและตะครุบมือใหญ่ไม่ให้รุกรานเรือนร่างเธอมากไปกว่านี้
“พี่ยะ...ยะ...อย่า อย่าทำแบบนี้”
“ทำไม พี่ทำยังไง ไหน...บอกพี่สิ ว่าจันทร์เจ้าจะไปฟ้องพ่อว่าอะไร”
“จะ...จะให้จันทร์เจ้าบะ...บอกพี่ยะได้ยังไง”
“ได้สิ บอกพี่ก่อน ว่าจะไปฟ้องพ่อว่ายังไง ถ้าคำตอบโดนใจ พี่จะปล่อยให้จันทร์เจ้าอาบน้ำเอง แต่ถ้าตอบไม่ถูกใจ พี่จะอาบน้ำให้จันทร์เจ้าหลายๆ รอบ”
“อาบน้ำอะไรกันหลายๆ รอบ”
“เร็วๆ ตอบพี่มาก่อน พี่จะไม่ไหวแล้วนะ ถ้านานกว่านี้ ความอดทนของพี่คงหมดลงแน่ๆ”
“จันทร์เจ้า...จันทร์เจ้าจะฟ้องพ่อ ว่า...ว่า...พี่ยะจะ...จะ...ข่มขืนจันทร์เจ้า”
