บทที่ 4 ข่าวที่ไม่อยากได้ยิน (2)

นี่น่ะเหรอ​ สภาพของคนที่เคยเกรี้ยวกราดไล่เราออกจากบ้าน...'​

ห้องพักสำหรับคนป่วยนั้นดูโปร่งโล่งสบายตา​ บานประตูด้านข้างเตียงถูกเปิดกว้างเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์ด้านนอก​ มองเลยออกไปเห็นแมกไม้เขียวขจีและทิวเขาน้อยใหญ่ทอดตัวยาวลดหลั่นจนสุดลูกหูลูกตา...แทนไทยืนนิ่งอยู่ปลายเตียง​ แม้คนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงคือบิดา​ หากแต่ชายหนุ่มยังคงยืนเว้นระยะห่างโดยไม่ยอมขยับเข้าไปใกล้​ ๆ​ เพียงเพราะทิฐิยังคงเกาะแน่นอยู่ในใจ​ แม้ท่านจะป่วย แต่​ความกรุ่นโกรธนั้นยังคงไม่จางหาย​ บางที...เขาคิดว่าเรื่องแบบนี้คงต้องใช้เวลากันสักพักนึง

เขารู้แค่ว่าก่อนหน้านั้นท่านเข้ารับการผ่าตัดเนื้องอกบริเวณท้ายทอย​ เป็นเนื้อร้ายที่ตัวท่านเองไม่รู้เพราะไม่มีใครบอก​ เอฟเฟคจากการให้คีโมทำให้ท่านกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง​ จนที่บ้านต้องจ้างพยาบาลมาดูแลเป็นการส่วนตัว

เหมือนมีก้อนบางอย่างแล่นมาจุกอก​ สภาพของบิดาทำให้เขาบดกรามเข้าหากันเพื่อข่มความอ่อนแอของจิตใจเอาไว้​ หากแต่ว่าขอบตากลับร้อนผ่าวเพราะความรู้สึกหลายอย่างที่ประเดประดัง​ แววตาแดงก่ำคู่นั้นไม่อาจรอดพ้นสายตาคนมองไปได้...ภัคภัสสร...หล่อนสังเกตได้ถึงความอ่อนแอที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีเข้มแข็ง​ ลอบมองเมื่อยามเขาเผลอ​ รู้สึกถึงความแปลกแยกห่างเหิน​ เพราะความ

ที่ห่างกันไปหลายปี

"สิงห์​ เข้าไปใกล้​ ๆ​ คุณพ่อสิจ๊ะ​ ให้ท่านได้รับรู้ว่าสิงห์กลับมาแล้ว"

ผกามาศกระซิบกระซาบกับคนที่ยังคงยืนเว้นระยะห่างกับคนป่วย หล่อนแค่หวังดี​ อยากเห็นพ่อลูกกลับมาเป็นเหมือนเดิม

หากแต่คำปฏิเสธ​ ก็ทำให้หล่อนถึงกับหน้าเสีย

“ไม่ล่ะครับ​ ท่านคงได้ยินเสียงผม​ ก็คงรู้ได้เองว่าผมมาเยี่ยม​ อย่างน้อย... ก็ยังมา​ ไม่ได้ใจดำไปเสียทีเดียว"

น้ำเสียงที่ค่อนข้างดัง​ แน่นอนคนที่นอนหลับตา​อยู่บนเตียงต้องได้ยิน​ถ้าหากว่าท่านไม่ได้หลับ​ แต่แค่ไม่อยากลืมตาขึ้นมามองใครเท่านั้น

ผกามาศพยายามกระซิบเตือนสติลูกชาย

"คุณพ่อไม่ได้หลับ​ ท่านรับรู้ทุกอย่างนะสิงห์"

แทนไทกระซิบกลับเช่นกัน

"ถ้าไม่อยากให้เกิดเรื่อง​ คุณแม่ช่วยไล่ยัยสองคนนั้นออกไปสิครับ​ แค่เห็นหน้าก็เวียนหัว​ จู่​ ๆ​ ก็อยากอ้วกออกมา​ เกลียดจนท้องไส้ปั่นป่วน​เคยได้ยินมั้ยครับ"

แทนไทปรายตามองไปโดยรอบ​ การที่เขายืนกอดอกแล้วสายตาหยุดนิ่งยังสองฝาแฝดที่นั่งอยู่คนละฟากของเตียงคนป่วย​ ก็ทำให้สองสาวรู้สึกร้อน​ ๆ​ หนาว​ ๆ​ เพราะรู้อยู่เต็มอกว่าผู้ชายคนนี้เกลียดหล่อนทั้งสองมากขนาดไหน​

"แต่ผมก็ไม่เข้าใจอยู่อย่าง​ ทำไมต้องจ้างพยาบาลให้เปลือง

เงินเปลืองทองด้วยล่ะครับ​ ในเมื่อคนในบ้านมีตั้งเยอะแยะ​ หรือว่า...เป็นง่อยกันหมด"

เริ่มแล้ว...เขาเริ่มหาเรื่องโจมตี​ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอหน้า​ ภัคภัสสรคิดอย่างรู้เท่าทัน​ เพราะแววตาไม่เป็นมิตรนั้นจับจ้องมาที่ตน

"ต้องมีคนคอยป้อนอาหารเหลวให้ตรงเวลาจ้ะ​ เพราะคุณพ่อไม่ยอมลุกขึ้นมาทานเอง"

"ก็แค่ป้อนอาหาร​ มันจะยากอะไรขนาดนั้น"

"ถ้าป้อนไม่เป็นก็จะทำให้สำลักได้จ้ะ​ เลยต้องให้ผู้ เชี่ยวชาญทำ"

ผกามาศพยายามผ่อนบรรยากาศที่เริ่มตึงเครียด​ รู้ดีว่าลูกชายกำลังคิดอะไร

"เธอ" แทนไทชี้ไปยังนันท์ภัสสร​ ก่อนจะตามมาด้วยภัคภัสสร​ "แล้วก็...เธอ"

สองสาวมองหน้ากันเลิ่กลั่ก​ นั่นคือคำแรกที่เขาคุยด้วย

“ทำไมเธอสองคนไม่คิดจะทำ​ คิดจะอยู่สบายเสวยสุขในบ้านหลังนี้โดยไม่คิดจะยืดแขนยืดขาช่วยเหลืออะไรเลยใช่มั้ย...หึ ผ่านมาหลายปีนึกว่าจะคิดได้​ แต่เปล่าเลย​ สมองของพวกเธอไม่ได้คิดอะไรเลยต่างหาก!"

"พี่สิงห์​ เราไม่ได้..."

"พูดตรง ๆ​ ก็คือ​ สมองกลวง!"

ภัคภัสสรและนันท์ภัสสรลอบกำมือเข้าหากัน​ เป็นเพราะเกรงใจคนที่นอนป่วยก็เลยไม่อยากโต้ตอบ​ กลัวจะยิ่งเป็นการราด

น้ำมันลงบนกองไฟ

"จะว่าไปแล้วคุณพ่อนี่ก็น่าสงสารนะครับ​ มีแต่คนรักคนรุมล้อมเมื่อยามยังอยู่ดีมีสุข​ แต่พอล้มป่วยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้​ ก็ไม่มีใครคอยป้อนข้าวป้อนน้ำ​ ​ไม่มีคน​เช็ดขี้เช็ดเยี่ยว​ ไม่มีใครอยากทำเพราะรังเกียจ​ ก็นั่นล่ะนะ​ เป็นสัจธรรมของชีวิตคน"

"แล้วพี่สิงห์ทำมั้ยล่ะคะ​ เอาแต่ยืนว่าพวกเราปาว​ ๆ"

นันท์ภัสสร​ แฝดคนน้องเริ่มเหลืออด​ หล่อนไม่เหมือนพี่สาว​ที่อดทนให้ผู้ชายตรงหน้าเหยียดหยามโดยไม่คิดจะโต้แย้ง

เหมือนยิ่งเติมเชื้อไฟ​ แววตาแข็งกร้าวตวัดมองไปยังคนปากดีอย่างเอาเรื่อง

"ในเมื่อยังซุกหัวอยู่ในบ้านหลังนี้​ เธอก็ควรจะสำเหนียกว่ากำลังตอบโต้อยู่กับใคร​ หากวันข้างหน้าสิ้นบุญคุณพ่อ​ พวกเธออาจไม่มีที่ซุกหัวนอนเลยก็ได้!"

"สิงห์​ คุณพ่อไม่ได้หลับ​ แยกย้ายกันไปก่อนเถอะจ้ะ"

ผกามาศรีบห้ามทัพ​ พยายามดันร่างสูงใหญ่เพื่อให้ยอมขยับเป็นฝ่ายล่าถอย​ หากแต่แทนไทยังคงดื้อดึง​ นาทีนี้ไม่มีใครที่จะหยุดเขาได้

"คอยดูนะ​ ถ้าฉันมีอำนาจในบ้านหลังนี้เมื่อไหร่ ฉันจะไล่พวกเธอสองคนออกไปเป็นอันดับแรก!"

"สิงห์​ หยุดเถอะ"

"ฉันอยู่เมกาต้องทำงานหาเงินใช้เอง​ ป​า​กกัดตีนถีบทุกอย่างเพื่อที่จะไม่รบกวนเงินทางบ้าน​ แต่พวกเธอที่อยู่เสวยสุขบนกองเงินกองทองที่ไม่ได้หามาด้วยตัวเอง​ กลับไม่ช่วยอะไรเลย​ ไม่คิดจะตอบแทนบุญคุณของท่านเลยใช่มั้ย​ ทำไมถึงพากันปล่อยให้ท่านนอนติดเตียงแบบนี้​ ลองทำสิ​ พาท่านนั่งรถเข็นออกไปเดินเล่น​ ให้ท่านได้ขยับร่างกายบ้าง​ หากยังนอนเป็นผักอยู่แบบนี้​ ยังไงก็ไม่มีทางดีขึ้นหรอก"

วินาทีนั้น​ ก็มีคนเปิดประตูเข้ามา...เป็นธามไท​ มาพร้อมใบหน้าที่ขมวดคิ้วเข้าหากันจนยุ่ง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป