บทที่ 1 (เหม็นหน้า) แรกพบ
“ไอ้พี่เป้ ไอ้พี่บ้า ไอ้พี่ใจดำ ไอ้พี่... โว้ย!”
หญิงสาวร่างเล็กผมตรงยาวในชุดสูทกระโปรงสีกรมท่ากับเสื้อตัวใน สีขาว รองเท้ารัดส้นสีดำเข้าชุดกันร้องออกมาอย่างหงุดหงิด ครั้นพอดวงตาคู่กลมโตหลังเลนส์แว่นตาแบบไร้กรอบเหลือบไปเห็นก้อนหินกลิ้งอยู่ไม่ไกลและโดยไม่คิดอะไรทั้งสิ้นเธอจึงเตะโครมเข้าให้หวังใช้มันเป็นเครื่องระบายอารมณ์
“โอ๊ย! เฮ้ย! อะไรวะเนี่ย!”
เสียงโวยวายอย่างหัวเสียของคนดวงไม่ดีที่บังเอิญเดินอยู่ในวิถีที่ก้อนหินถูกเตะออกไปพอดิบพอดีดังขึ้นในนาทีถัดมา มือข้างหนึ่งของเขากุมอยู่ที่หน้าอกส่วนอีกข้างยังกำหลักฐานที่ทำให้เจ็บตัวเอาไว้แน่น
ผู้ก่อการร้ายตกใจไม่ใช่น้อยแต่ในเมื่อผู้เสียหายมีแค่หลักฐานไม่มีพยานเธอจึงทำเนียนปั้นหน้าไม่รู้ไม่ชี้ใดๆ แล้วก้าวเดินต่อไปเรื่อยๆ หวังจะรีบขึ้นรถตู้เพื่อหลีกหนีความผิด หากมันคงเนียนไม่พอเพราะยังไม่ทันจะไปถึงที่หมายผู้เสียหายซึ่งมีหลักฐานเป็นก้อนหินในมือก็สาวเท้ายาวๆ เข้ามาขวางทาง
“คุณใช่ไหมที่ปาหินนี่มา!”
น้ำเสียงขุ่นเขียวอีกทั้งแววตาที่ฉายแสงโชนนั่นบ่งบอกได้ว่าดีกรีอารมณ์ของเจ้าตัวพุ่งสูงขึ้นแค่ไหน หากคนทำผิดไม่คิดใส่ใจเธอยักไหล่ก่อนจะพูดหน้าตายว่า
“พูดบ้าอะไรของคุณ ฉันไม่รู้เรื่อง”
“จะไม่รู้ได้ไง ในเมื่อแถวนี้ไม่มีใครนอกจากคุณคนเดียว” เขายังกล่าวหาเธอต่อไม่มีลดละ
“เอ๊ะ! บอกว่าไม่รู้ก็ไม่รู้สิกล่าวหากันอยู่ได้ คุณเห็นกับตาหรือไงว่าฉันเป็นคนทำ เดินไม่ดูตาม้าตาเรือ ซุ่มซ่าม ไม่รู้จักหลบ ดวงซวยเองแล้วมาโทษ คนอื่น ประสาท!”
พอพ่นจบหญิงสาวก็รีบก้าวฉับๆ ตรงไปขึ้นรถตู้โดยไม่เหลียวหลังกลับมาอีกเลย
คนดวงซวยได้แต่นิ่งอึ้งอ้าปากค้างดวงตาคู่คมจ้องมองตามร่างเล็ก พริกขี้หนูนั่นคล้ายไม่เชื่อสายตา
“ยัยแสบเอ๊ย! อย่าให้เจออีกล่ะ จะ... ฮึ่ย!”
ครั้นทำอะไรไม่ได้เขาก็ได้แต่เข่นเขี้ยวอยู่คนเดียว
“กรี๊ดดดด….”
“ปุ่น เป็นไรแก เกิดอะไรขึ้น”
คนที่เพิ่งผลักประตูเข้ามาและทันได้ยินเสียงกรีดร้องราวกับมีเหตุร้ายอะไรสักอย่างถามน้ำเสียงร้อนรน
“ว้าย! ตายแล้วเพื่อนฉัน” ยังไม่ทันจะได้คำตอบจากเจ้าของห้องพัก แต่เหมือนพิมพ์กลับต้องผวาเฮือกพลางร้องสุ้มเสียงตกใจเพราะสภาพที่ดูไม่ได้ของอีกฝ่าย
“ใครตาย!” ปุญยวีร์ซึ่งนั่งกอดเข่าอยู่บนโซฟาเงยหน้าขึ้นมาถามเสียงขุ่นตาขวาง
เหมือนพิมพ์ส่ายศีรษะก่อนจะทรุดนั่งลงบนโซฟาข้างๆ เพื่อน “แกได้ส่องกระจกบ้างรึเปล่าเนี่ย สารรูปดูไม่ได้เลยเพื่อนฉัน โอย… ผมเผ้านี่หวีบ้าง รึเปล่าฮะ ทำไมมันถึงพันกันเป็นสังกะตังอย่างนี้ยัยปุ่น”
ปากก็พร่ำบ่นไปขณะที่มือก็พยายามสางผมที่พันกันจนยุ่งเหยิงออกให้ก่อนจะหยิบหวีในกระเป๋าถือออกมาแล้วค่อยๆ หวีผมให้อีกฝ่ายอย่างเบามือ
“ฮึ! ไม่ต้องมาทำเป็นแคร์ ฉันมันก็แค่เพื่อน… ไม่สำคัญเหมือนแฟนแกหรอก”
ปุณยวีร์เอนศีรษะหนีมือคนหวังดีที่พยายามจะช่วยหวีผมเผ้ายุ่งเหยิงนั้นให้เข้ารูปเข้าทรง
“อะไรกัน จนป่านนี้แล้วแกยังไม่เลิกงอนพวกฉันอีกเหรอ” คนมีแฟนถามเสียงอ่อนใจ
“ใครว่างอน ฉันโกรธต่างหากย่ะ โดยเฉพาะแกนังพิมพ์ นังเพื่อนทรยศ ทำเป็นสัญญากันเสียดิบดีแต่สุดท้ายแกก็ชิ่งหนีฉันไปมีแฟนอีกคน ไม่ต่างอะไรกับนังพวกนั้นเลย” ต่อว่าเสียงฉุน
เหมือนพิมพ์กลืนน้ำลายฝืดๆ ลงคอ “แหมแกก็ ถึงมีแฟนแล้วฉันก็ไม่ได้ชิ่งหนีแกไปไหนสักหน่อย ดูอย่างวันนี้ไงฉันยังมาหามาอยู่ข้างๆ แกเลย ไม่ว่ายังไงฉันก็ยังแคร์แกอยู่เสมอนะปุ่น”
ไม่เพียงงอนง้อเสียงอ่อนหากเจ้าหล่อนยังขยับเข้ามาใกล้แล้วพยายามช่วยหวีผมให้อีกครั้ง
คนถูกแคร์จึงยื่นปากให้ก่อนจะสะบัดค้อนใส่แล้วกระแนะกระแหนว่า “นัดเช้า แต่กว่าจะโผล่หัวมาให้เห็นก็บ่ายโมงเข้าไปแล้ว นี่ถ้าฉันไม่โทร.จิกเป็นสิบๆ สายแกคงโผล่หัวมาพรุ่งนี้เช้าเลยล่ะมั้ง”
“เอ่อ…”
“ไง เถียงไม่ออกล่ะสิ เหอะ แล้วทำเป็นพูดดี”
คนพูดดีอึ้งไปพักก่อนจะรีบบอกน้ำเสียงร้อนรนว่า “ฉันขอโทษจริงๆ นะแก แต่ฉันก็มีเหตุผลที่มาสายนะ พี่อี้ไม่สบายไข้ขึ้นน่าสงสารมาก ฉันจะใจดำทิ้งเขาให้อยู่คนเดียวได้ยังไง ตอนนี้พี่เขาก็ยังไม่หายดีแค่ไข้ลดลงหน่อยเดียว แต่เพราะฉันแคร์แกไงถึงได้ทิ้งพี่เขาให้ดูแลตัวเองแล้วรีบแล่นมาหาแกถึงที่นี่”
“ไม่สบาย… เป็นอะไร” ถามกลับน้ำเสียงอ่อนลง
“ก็… เป็นไข้น่ะ” ตอบเสียงอ่อย
“เป็นไข้!” ปุณยวีร์ย้อนถามเสียงสูง “ไอ้พี่อี้เป็นไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่รึไงถึงกับสำออยดูแลตัวเองไม่ได้ เป็นหมอประสาอะไรหา!” โมโหหนักกว่าเก่าอีกคราวนี้
เหมือนพิมพ์ถึงกับยกมือขึ้นอุดหูและรอจนนกหวีด เอ่อ เพื่อนสนิทเลิกส่งเสียงโวยวายเธอจึงแจกแจงอีกครั้ง
“แกต้องเข้าใจนะปุ่น คนเป็นแฟนกันนะแกมันก็ต้องเอ่อ…”
รีบหุบปากลงทันควันเมื่อรู้ตัวว่าได้พูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดออกไป ทว่า… คงจะสายไปเสียแล้ว เพราะคนที่เอาแต่ทำปากยื่นสลับกับค้อนจนคอแทบเคล็ดคราวนี้แค่ส่งสายตานิ่งๆ มองกลับมาเท่านั้น
“ปุ่น… ฉัน”
“พอเถอะฉันไม่มีธุระอะไรกับแกแล้ว อย่าเสียเวลาอยู่ที่นี่เลยกลับไป ดูใจผู้ชายของแกซะ”
กระแสเสียงราบเรียบไร้วี่แววเขียวขุ่นเหมือนที่เคย แต่ประชดกลับไปเต็มๆ แบบนี้ มีเพียงเจ้าตัวและคนสนิทเท่านั้นที่รู้ดีว่าสถานการณ์ที่เผชิญอยู่กำลังเข้าสู่สภาวะวิกฤต!
ปุณยวีร์ลุกออกจากโซฟาแล้วตรงไปยังห้องนอนที่ถูกแยกไว้เป็นสัดส่วนโดยไม่แม้แต่จะพูดหรือหันกลับไปมองหน้าคนเป็นเพื่อนที่เธอมั่นใจว่าตอนนี้คงนั่งหน้าเสียอยู่แน่ๆ เหอะ! สำนึกผิดซะให้พอแล้วค่อยมาคุยกันใหม่ จะว่านิสัยไม่ดี งี่เง่า หรืออะไรก็แล้วแต่ เธอขอแอ่นอกรับทุกกรณี แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้เธอก็มีเหตุผลนะ
...TBC...
