บทที่ 4 สาวพันธุ์มะม่วงแรด
“พูดอย่างกับแกเคยทำงานโรงงานมาก่อนถึงรู้ว่าเหมาะไม่เหมาะ และถึงฉันจะขี้เบื่อไปบ้างแต่ฉันก็ไม่ใช่คนเหยาะแหยะไม่สู้งานหรอกนะ ถ้างานมันท้าทายน่าสนใจฉันสู้ไม่ถอยอยู่แล้ว ฉันยอมรับว่า HANO ไม่ใช่เป้าหมาย แต่ในเมื่อเขาให้โอกาสฉันก็จะลองดูสักตั้ง อีกอย่างที่นี่ก็เสนอเงินเดือนให้ตั้ง 38K แม้ปกติฉันจะไม่ใช่คนเห็นแก่เงิน แต่ในสภาพถังแตกอย่างตอนนี้มันก็ช่วยไม่ได้ ยังไงซะฉันก็จะทำที่ HANO ไปก่อนเอาไว้มีที่อื่นเรียกค่อยว่ากันใหม่” ปุณยวีร์ยืนยันความตั้งใจเดิม
แม้จะมีท่าทีคล้ายไม่อยากจะยอมรับเท่าไรนักแต่ในที่สุดเหมือนพิมพ์ก็พยักหน้า “ถ้าแกว่าอย่างนั้นก็ตามใจ ว่าไปแล้วมันอาจจะดีก็ได้ เป็นไกด์สองปีสาวออฟฟิศอีกสองปีแต่ก็ยังไม่มีใคร บางทีการเปลี่ยนฟิลด์ไปเป็นสาวโรงงานแกอาจจะพบรักกับวิศวกรหรือไม่ก็ผู้บริหารระดับสูงจากแดนอาทิตย์อุทัยก็ได้ใครจะไปรู้”
ปุณยวีร์ขมวดคิ้วฉับ “พูดอะไรของแก ฉันจะไปทำงานย่ะไม่ได้ไปหาผู้ชาย”
“ถ้าแกไม่อยากเป็นผู้หญิงหนึ่งในเจ็ดสิบสองส่วนที่ถูกทิ้งให้เฉาตายอยู่บนคานแล้วถูกแม่หาเรื่องคลุมถุงชนอีกล่ะก็ ฉันว่าแกควรจะมองหาผู้ชายมาไว้ในครอบครองได้แล้วนะ” เหมือนพิมพ์บอกเสียงจริงจัง
“นี่แกเบื่อฉันมากใช่ไหมถึงได้ขับไล่ไสส่งไปหาผู้ชาย” ว่าเสียงกระเง้ากระงอด
“เฮ้อ…” คนถูกกล่าวหาถอนหายใจหนัก “ถ้าฉันเบื่อแกฉันจะอยู่ตรงนี้กับแก มาหาทุกครั้งที่แกเรียกหาไหม ลองคิดดูบ้างเถอะย่ะ ฉันแค่อยากให้แกเปิดใจเปิดโอกาสให้กับตัวแกแล้วก็ผู้ชายดีๆ ที่อยากจะเข้ามาทำความรู้จักกับแกบ้างก็เท่านั้นเอง แกจะได้รู้ว่าชีวิตที่มีทั้งเพื่อนรักและก็คนรักน่ะมันวิเศษมากแค่ไหน”
“หึ เน่าตลอด ว่างๆ ก็ไปหาหมอบ้างนะยะ”
“ทำไมฉันต้องไปหาหมอ ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย” คนน้ำเน่าขมวดคิ้วถามเสียงเคลือบแคลง
ปุณยวีร์หรี่ตา “ใช่เหรอ ดูจากอาการฉันว่าแกโคม่าแล้วนะ อาจจะระยะสุดท้ายแล้วด้วยซ้ำ” เห็นคนเป็นเพื่อนยังเอ๋อรับประทานไม่มีท่าทีว่าจะเข้าใจมุกง่ายๆ คนจุดประเด็นเลยถอนหายใจหน่ายๆ ก่อนจะเฉลยว่า “ก็โรค พี่อี้ลิซึ่มระยะสุดท้ายไงที่แกกำลังเป็นอยู่น่ะ มุกง่ายๆ แค่นี้ยังไม่เก็ตฉันก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้วล่ะแกเอ๊ย!”
“อ๋ายยย… ไอ้บ้า หมอที่ไหนบัญญัติโรคนี้ไว้ไม่ทราบยะ” คนเป็นโรคชื่อแปลกแหวแว้ด หากเพียงครู่ก็ยักไหล่คล้ายไม่ยี่หระก่อนจะลอยหน้าลอยตาบอกว่า
“แต่จะว่าไปถ้ามีโรคนี้ขึ้นมาจริงๆ ฉันก็ยอมเป็นนะ อะไรที่เป็นพี่อี้น่ะดีทุกอย่างนั่นแหละ”
“เกินเยียวยาแล้วจริงๆ” คนบัญญัติโรคชื่อแปลกบอกเสียงละเหี่ยใจ
“ฉันพูดจริงๆ นะปุ่น แกเองก็ไม่ใช่คนขี้เหร่ ถ้าแกเปิดใจเสียบ้างแกต้องได้เจอคนดีๆ เหมือนอย่างที่ฉันได้เจอกับพี่อี้แน่” เหมือนพิมพ์ยังไม่หยุดหว่านล้อม
ปุณยวีร์เบ้ปาก “หึ! คนดีๆ บ้านอยู่แถวไหนไม่ทราบ ที่มีเข้ามาก็ดีแต่หน้าม่อ ป้อสาวไปวันๆ ไม่เห็นจะมีดีตรงไหนเลย”
“ฉันก็ไม่ได้บอกให้แกเปิดใจให้คนหน้าม่อพวกนั้นนี่ อย่าลืมซิแกว่าพวกเราน่ะเป็นสาวเจนวาย[1] ไม่ใช่แม่หญิงสมัยกรุงศรีอยุธยา เพราะงั้นมันก็หมดสมัยแล้วที่ผู้หญิงจะนั่งหนีบขาพับเพียบเรียบร้อยรอให้ผู้ชายเป็นฝ่ายเลือก เราต้องลุกขึ้นแล้วก้าวขาออกไป ถูกใจผู้ชายคนไหนก็รีบคว้าเอามาไว้ในครอบครอง”
“ที่พูดน่ะสาวเจนวายหรือสาวพันธุ์มะม่วงแรดไม่ทราบยะ” เห็นท่าทีมุ่งมั่นจนน่าขนลุกของเพื่อนแล้วปุณยวีร์ก็อดแขวะเล็กๆ ไม่ได้
“อ๊ายยย ฉันเบื่อจะคุยกับแกแล้ว อย่างแกน่ะต้องถูกจัดหนักใช้มาตรการบังคับเหมือนที่แม่แกชอบทำถึงจะสมน้ำสมเนื้อ ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้เลยยัยดื้อ”
เห็นเพื่อนปรี๊ดแตกขึ้นมาคนที่เคยร้ายกว่าก็มีสะดุ้งเล็กๆ เหมือนกัน แต่ยังฟอร์มดีขืนตัวไว้แล้วถามกลับเสียงเรียบว่า “เป็นบ้าอะไรล่ะ องค์พี่อี้ลงหรือไง แล้วจะลากฉันไปไหน วันนี้ฉันไม่มีอารมณ์จะออกไปข้างนอกกับแกหรอกนะ”
คนมีองค์ถลึงตากลับ “แล้วแกจะได้รู้ว่าองค์พี่อี้ฤทธิ์เดชมากแค่ไหน ลุกขึ้นมาอย่ามากเรื่อง!”
“เฮ้ย! พิมพ์ เดี๋ยวก่อนแว่นฉันตก” ปุณยวีร์ยังขืนตัวไว้พลางร้องโวยวาย หากอีกฝ่ายก็ไม่ฟังและด้วยรูปร่างที่เล็กบางกว่ากันเล็กน้อยเธอจึงถูกเพื่อนฉุดกระชากลากถูพาไปขึ้นรถจนได้
“นี่นังพิมพ์หยุดเดี๋ยวนี้นะ ฉันไม่ใช่ตุ๊กตาบาร์บี้ แกจะมาจับฉันแต่งตัวบ้าบอตามใจอย่างนี้ไม่ได้ แล้วผมทรงบ้าอะไรของแกเนี่ย ถ้าใส่แว่นดูแล้วไม่ถูกใจล่ะก็ฉันจะจับแกกล้อนผมบ้างคอยดู”
ปุณยวีร์โวยวายหัวเสีย ตั้งแต่ถูกลากขึ้นรถมาด้วยกัน คนเป็นเพื่อนก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรทั้งนั้นนอกจากจะตั้งหน้าตั้งตาขับรถมุ่งตรงมายังศูนย์การค้าหรูใจกลางกรุงเทพฯ จากนั้นก็ลากเธอเข้าไปในร้านทำผมแล้วสั่งให้ช่างผมสาวประเภทสองในนั้นจัดการแปลงทรงผมของเธอเสียใหม่ ทั้งตัด ซอย ดัด ทำสีจนไม่เหลือเค้าเดิม เท่านั้นดูจะยังไม่สาแก่ใจเพราะอีกฝ่ายยังไม่ยอมปล่อยเธอให้เป็นอิสระ แต่ลากแขนเธอไปต่อที่เคาน์เตอร์เครื่องสำอางแบรนด์ดังระดับไฮเอ็นแล้วบังคับให้นั่งลงเป็นหุ่นเพื่อให้บีเอสาวสวยจัดการแต่งหน้าให้ตามคำสั่ง เสร็จแล้วเจ้าหล่อนยังรูดบัตรจ่ายค่าเครื่องสำอางนับสิบชิ้นที่บีเอประจำเคาน์เตอร์โฆษณาชวนเชื่อ แต่แทนที่จะเอาไปใช้เองกลับยื่นให้แล้วบอกง่ายๆ ว่าเป็นของขวัญที่เธอได้งานใหม่ หึ… ทีแบบนี้ล่ะทำเป็นใจป้ำแต่ตอนเธอเดือดร้อนต้องการยืมเงินดันบอกว่าไม่มี มันน่านักเชียว!
...TBC...
[1] Gen – Y เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Millennials ใช้เรียกคนที่เกิดในช่วง พ.ศ. 2523 – 2540 คนในยุคนี้เกิดมาพร้อมกับเทคโนโลยี Digital
