บทที่ 2 เธออยากทำเรื่องที่ใกล้ชิดกับเขามากขึ้น
ในตอนแรกที่พิมพ์วดีเริ่มสานสัมพันธ์กับธนกร ตระกูลใจบุญก็พอใจเป็นอย่างมาก
เนื่องจากทั้งสองเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เยาว์วัย อีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างสองครอบครัวก็แน่นแฟ้นและรู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดี
การแต่งงานเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ของสองตระกูล ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี
ทว่าตระกูลใจบุญเริ่มแสดงการคัดค้านหลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว เพราะธนกรเริ่มมีท่าทีเย็นชากับพิมพ์วดี และปันใจไปให้ความสนใจชลลดาแทน
จนเมื่อธนกรขอพิมพ์วดีแต่งงาน แต่กลับไร้ซึ่งพิธีการและต้องการให้ปิดเป็นความลับ แม้แต่การจดทะเบียนสมรสเขาก็ไม่ยอมไปด้วยตัวเอง ความอดทนของตระกูลใจบุญจึงขาดผึงและระเบิดอารมณ์ออกมาทันที
พ่อและแม่ของเธอคัดค้านอย่างหนัก แม้คุณปู่คุณย่าจะโกรธจัดแต่ก็ยังพยายามข่มอารมณ์ไว้ เพื่อวิเคราะห์ข้อเสียทั้งหมดของการแต่งงานกับผู้ชายที่ไม่รักเธอให้ฟังอย่างใจเย็น
ทว่าในตอนนั้น พิมพ์วดีไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นคัดค้านใด ๆ ทั้งสิ้น
ถึงแม้เธอจะรู้สึกได้ว่าธนกรเปลี่ยนไป แต่นั่นก็ดูไม่สำคัญอีกต่อไปในเมื่อท้ายที่สุดเขาก็เป็นฝ่ายขอเธอแต่งงาน
สิ่งนี้เป็นบทพิสูจน์ที่ทำให้เธอมั่นใจว่าธนกรรักเธอ
ส่วนเรื่องที่ว่าใครจะรักใครมากกว่ากัน หรือเหตุผลที่ธนกรเปลี่ยนจากความใส่ใจเป็นความเย็นชา แล้วจู่ ๆ ก็กลับมาขอแต่งงาน เธอไม่เคยเก็บมาคิดให้มากความเลย
เธอรักเขา
รักมาก มากเหลือเกิน
เธอเชื่อมั่นว่าต่อให้เขาจะไร้เยื่อใยเพียงใด แต่หากเธอยังยืนหยัดที่จะรักและดูแลเขาอย่างสุดหัวใจ สักวันหนึ่งความดีจะชนะใจและทำให้เขาหันมามองเธอได้เอง
ในเรื่องนี้ เธอมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม
เธอคิดเพียงว่า มีแค่ผู้หญิงที่ยึดมั่นในความรักเช่นเธอเท่านั้น ที่คู่ควรกับตำแหน่งภรรยาและสมควรได้รับความรักจากเขา
เพราะความดื้อรั้นของเธอ ทำให้คุณย่าโกรธจัดจนถึงขั้นล้มป่วยลง
ทั้งความรั้นของเธอและอาการป่วยของคุณย่า พ่อกับแม่จึงผิดหวังและเตือนเธอว่า ถ้าเธอยืนกรานจะแต่งงานกับธนกร เธอก็จะสูญเสียครอบครัวทั้งหมดไป และเธอจะไม่ใช่คุณหนูของตระกูลใจบุญอีกต่อไป
เมื่อเผชิญหน้ากับคำขู่ของแม่ เธอก็เดินเข้าไปในเรือนหอของเธอกับธนกรโดยไม่หันกลับมามอง
และหลังจากนั้น...
ก็กลายเป็นสภาพอย่างที่เห็นในตอนนี้
นอกจากจะถูกธนกรเหยียดหยามด้วยเรื่องบนเตียงแล้ว เธอยังถูกขังอยู่ในห้องน้ำที่ปิดทึบจนต้องเผชิญกับโรคกลัวที่แคบ และสัมผัสกับความรู้สึกใกล้ตายอีกครั้ง
พิมพ์วดีไม่ตายหรอก...
เพราะโรคกลัวที่แคบไม่ได้พรากชีวิตใคร มันแค่ทำให้คนรู้สึกหวาดกลัวเท่านั้น
แค่รอให้ความกลัวพุ่งถึงขีดสุด แล้วสุดท้ายมันก็จะค่อย ๆ มอดดับลงไปเอง
เมื่อความกลัวเริ่มจางหาย เธอก็สามารถเปิดประตูออกมาเองได้
และเมื่อออกมาจากพื้นที่ปิดทึบนั้นแล้ว เธอก็จะกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง
พิมพ์วดียืนนิ่งอยู่หน้าประตูห้องน้ำ สายตาเลื่อนลอยมองดูสถานที่ที่เธอถูกหยามเหยียดและทารุณ ก่อนจะหันไปมอง "รูปแต่งงาน" เหนือเตียงนอนกว้าง รูปที่เธอต้องแลกมาด้วยความยากลำบากเหลือเกิน เธอคว้าขวดไวน์แดงที่ยังไม่ได้เปิดบนตู้ข้าง ๆ แล้วขว้างมันไปที่รูปนั้น
หลังจากนั้น เธอเดินไปยังห้องน้ำเพื่อชำระล้างร่างกาย สระผมสามรอบ และโยนของใช้ส่วนตัวทั้งหมดของเธอลงถังขยะ
สุดท้าย เธอเดินเข้าไปในห้องทำงาน หยิบสัญญาหย่าที่เตรียมไว้ตั้งแต่ห้าปีก่อนออกมาจากลิ้นชักโต๊ะทำงานของธนกร
หลังจากที่ขอแต่งงาน ธนกรไม่ได้บอกเธอแค่เรื่องการแต่งงานแบบลับ ๆ และไม่มีพิธีวิวาห์ แต่ยังมีสัญญาหย่าฉบับนี้ด้วย
พูดให้ถูกคือ ไม่ใช่ฉบับนี้ แต่เป็นอีกฉบับที่เหมือนกันเป๊ะ
หลังจดทะเบียนสมรส เธอเคยหลงเชื่อว่าจะได้ครองคู่กับเขาอย่างมีความสุขตลอดไป จึงแอบฉีกสัญญาหย่าฉบับนั้นทิ้งไป แต่เพิ่งมารู้ทีหลังว่าธนกรเตรียมไว้หลายฉบับ
เพราะไม่ว่าเธอจะทำลายมันไปกี่ฉบับ ธนกรก็สามารถหยิบฉบับใหม่ออกมาวางตรงหน้าเธอได้เสมอ
พิมพ์วดีเปิดสัญญาหย่าไปหน้าสุดท้าย ก่อนจะจดปากกาเซ็นชื่อตนเองลงไปอย่างแน่วแน่
เมื่อจัดการทุกอย่างจนเสร็จสิ้น พิมพ์วดีก็เดินตรงไปยังประตูหน้าคฤหาสน์
ก่อนจะจากไป เธอหันกลับมามองคฤหาสน์หลังนี้เป็นครั้งสุดท้าย... สถานที่ที่สะอาดสะอ้านจนไม่เหลือร่องรอยว่าเคยมีเธออยู่ ณ ที่แห่งนี้อีกต่อไป
ธนกร ฉันจะไม่ตามตอแยคุณอีกแล้วนะ คุณไปอยู่กับคนที่คุณรักได้เลย ส่วนเรา...หวังว่าจะไม่ได้เจอกันอีกตลอดไป
พิมพ์วดีหันหลังกลับ ก่อนจะก้าวเท้าออกจากคฤหาสน์
ในเวลาเดียวกัน ขบวนรถหรูสิบกว่าคันก็ขับเคลื่อนเข้ามาจอดเรียงรายอยู่ตรงหน้าเธอ
เมื่อประตูรถเปิดออก คู่สามีภรรยาสูงวัยในชุดภูมิฐานก็ก้าวลงมาจากรถคันที่สอง ตามด้วยคู่สามีภรรยาสูงอายุผมขาวโพลนจากรถคันที่สาม ส่วนที่เหลือที่ก้าวตามลงมาล้วนเป็นคนรับใช้และบอดี้การ์ด
"พิมพ์ ลูกคิดได้แล้วใช่ไหม? แม่มารับลูกแล้วนะ"
"พิมพ์ ไอ้เด็กเวรธนกรนั่นมันรังแกลูกใช่ไหม พ่อจะไปเอาคืนให้"
"พิมพ์ หลานรักของปู่ ทำไมผอมลงขนาดนี้ โดนใครรังแกมารึเปล่า? ถึงปู่จะแก่แล้ว แต่ก็ยังจัดการแก้แค้นให้หลานได้นะ"
"พิมพ์ แก้วตาดวงใจของย่า มาหาย่าเร็วเข้า... ย่าจะปกป้องหนูเอง"
เหล่าคนรับใช้และบอดี้การ์ดนับสิบชีวิต ต่างพร้อมใจกันก้มคำนับอย่างนอบน้อม แล้วตะโกนเรียกเธออย่างนอบน้อมว่า "คุณหนูใหญ่"
หยาดน้ำตาเริ่มเอ่อคลอในดวงตาของพิมพ์วดีอีกครั้ง
ที่ตระกูลใจบุญ ข้างกายคุณปู่ คุณย่า คุณพ่อ คุณแม่ เธอคือคุณหนูใหญ่ ผู้ที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอม ไม่มีใครยอมให้เธอต้องเสียใจ
แต่ในตระกูลจรรยชาติ เธอต้องซักผ้าทำอาหารให้ธนกร ต้องคุกเข่าเช็ดพื้น เช็ดบันได เวลาพ่อแม่สามีป่วยก็ต้องอดหลับอดนอนดูแลด้วยตัวเอง เหมือนคนรับใช้—ไม่สิ ยิ่งกว่าคนรับใช้เสียอีก
คนรับใช้ยังได้เงินเดือน แต่เธอทำให้ฟรี
เมื่อเห็นผู้ใหญ่ที่รักยิ่งรีบตรงเข้ามาหา พิมพ์วดีสะอื้นไห้พลางทรุดตัวคุกเข่าลงทันที "คุณปู่ คุณย่า คุณพ่อ คุณแม่คะ... ตลอดห้าปีที่ผ่านมา หนูผิดไปแล้ว หนูขอโทษค่ะ"
คุณปู่อัครเดช คุณย่าสาริณี คุณพ่อสุวีร์ และคุณแม่จารุณีต่างช่วยกันพยุงเธอขึ้นมา
"ลูกโง่ของพ่อ... ลูกไม่ได้ผิดเลย เป็นพ่อเองที่ไม่ดีพอ ที่ไม่ได้สอนให้ลูกรู้จักระวังผู้ชายพรรค์นั้น"
"พิมพ์ไม่ผิดหรอก แม่เองที่ใจร้อนเกินไป ไม่ได้ใช้เหตุผลคุยกับลูกให้ดีกว่านี้ ถ้าวันนั้นแม่ใจเย็นกว่านี้ ลูกคงไม่แต่งงานกับธนกรแน่"
"เป็นความผิดของไอ้ธนกรนั่นแหละ พิมพ์ของเราไม่ผิด ธนกรมันตาไม่ถึงเอง"
"ใช่ เป็นความผิดของธนกร พิมพ์ของเราไม่ผิด"
ณ คฤหาสน์คลาวด์
ภายในคฤหาสน์หลังที่สองที่ธนกรทุ่มเงินมหาศาลซื้อให้ชลลดาโดยเฉพาะ
ชลลดาในชุดนอนสายเดี่ยวลูกไม้สุดเย้ายวน เอนกายอยู่บนเตียงกว้าง เธอโน้มตัวมาข้างหน้าเพื่อจงใจอวดรูปร่างที่สมบูรณ์แบบ พลางมองธนกรที่นั่งอยู่ข้างกายด้วยแววตาที่ดูน่าเวทนา
"ธนกรคะ ฉันรู้ว่าที่คุณโกรธขนาดนี้ก็เพราะพิมพ์พยายามจะฆ่าฉัน แต่ว่าเรื่องนี้จะโทษพิมพ์ทั้งหมดก็ไม่ได้ เป็นฉันเองที่ไม่ดี ฉันไม่ควรปล่อยตัวปล่อยใจให้หวั่นไหวกับคุณ ไม่ควรเข้ามาพัวพันจนทำลายชีวิตคู่ของคุณ พิมพ์ก็คงไม่คิดจะฆ่าฉันหรอกค่ะ"
"ชลลดา นี่ไม่ใช่ความผิดของคุณ" ธนกรจับไหล่ของชลลดา "คุณไม่ใช่บุคคลที่สาม พิมพ์วดีต่างหากที่เป็น ห้าปีก่อนผมตั้งใจจะแต่งงานกับคุณ แต่เป็นเพราะผู้หญิงคนนั้นที่ใช้วิธีการสารพัดไปเป่าหูคุณย่า จนท่านบังคับให้ผมแต่งงานกับเธอ"
"ชลลดา ในใจของผม คุณคือภรรยาของผม" ธนกรเอ่ยด้วยน้ำเสียงลึกซึ้ง แต่ในหัวกลับอดนึกถึงพิมพ์วดีไม่ได้
เพราะในทางกฎหมายแล้ว เธอต่างหากคือภรรยาตัวจริงของเขา
ในวินาทีที่พิมพ์วดีเอ่ยปากขอหย่า ความคิดแรกในใจของเขากลับเป็นการคัดค้าน
เขาไม่อยากหย่ากับพิมพ์วดี
"ธนกรคะ..."
ชลลดามองธนกรด้วยแววตาอ่อนโยน พลางโน้มกายเข้าหาและจงใจใช้หน้าอกเบียดเสียดกับท่อนแขนของเขาอย่างต่อเนื่อง เธอเชิดหน้าขึ้นพร้อมกับเคลื่อนริมฝีปากสีแดงสดเข้าหาปากของชายหนุ่ม
ในช่วงเวลาที่แสนอบอุ่นเช่นนี้ เธออยากจะทำเรื่องที่ใกล้ชิดกับธนกรให้มากกว่านี้
อยากจะเป็นผู้หญิงของเขาให้ได้
ถึงแม้ห้าปีก่อนเขาจะสัญญาว่าจะแต่งงานกับเธอ ทว่าตลอดห้าปีที่ผ่านมา ธนกรไม่เคยนอนกับเธอเลยแม้แต่ครั้งเดียว แม้แต่จูบก็ยังไม่เคย
เธอต้องรีบผูกมัดเขาด้วยร่างกาย เพื่อบีบบังคับให้เขารับผิดชอบเธอให้ได้
ทว่าในหัวของธนกรกำลังคิดเรื่องพิมพ์วดีอยู่ การรุกคืบอย่างกะทันหันของชลลดาก็ทำให้เขาเผลอถอยหนีด้วยความตกใจโดยไม่รู้ตัว
"ธนกรคะ..." ชลลดาทำหน้าเจื่อน "คุณไม่รักฉันแล้วเหรอคะ? ฉันไม่มีเจตนาอื่นเลยนะ ฉันแค่อยากจะจูบคุณสักหน่อย ทำไมคุณถึง..."
"ไม่ใช่" ธนกรปฏิเสธทันที "เป็นเพราะวันนี้คุณเจอเรื่องตกใจมามาก ร่างกายอาจจะยังไม่พร้อม คุณควรพักผ่อนให้เยอะ ๆ ผมแค่อยากให้คุณรักษาตัวให้ดีที่สุดก็เท่านั้น"
ชลลดายิ้มหวาน "ฉันรู้อยู่แล้วว่าธนกรรักฉันที่สุด"
ยิ่งได้ยินเช่นนั้น ธนกรกลับยิ่งรู้สึกหงุดหงิดใจอย่างบอกไม่ถูก "ชลลดา วันนี้คุณย่ามีเรื่องจะคุยกับผม ผมขอตัวก่อนนะ พรุ่งนี้จะมาหาใหม่"
"ค่ะ ธนกร ฉันจะรอนะคะ"
ชลลดาพยักหน้าอย่างว่าง่าย
หลังจากที่ธนกรจากไป สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมทันที
เธอจำต้องหาทางกำจัดพิมพ์วดีไปให้พ้นทาง เพราะหากนังนั่นยังอยู่ ธนกรก็จะไม่มีวันแต่งงานกับเธอ
พิมพ์วดี เธอก็อย่าหาว่าฉันใจร้ายเลยนะ ใครใช้ให้เธอมาขวางทางฉันล่ะ
ใครจะไปคิดล่ะว่า... ธนกรที่ตอนแรกไม่ได้สนใจฉันเลย จู่ ๆ หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว กลับเริ่มอ่อนโยนกับฉัน ทำให้ฉันมีโอกาสได้แต่งงานเข้าตระกูลจรรยชาติกันล่ะ
