บทที่ 3: เลือดของคุณผู้หญิง
ธนกรบอกกับเบลว่าคุณย่ามีธุระจะคุยกับเขา ซึ่งเดิมทีเป็นเพียงข้ออ้างที่หามาพอให้ผ่านไป แต่เมื่อเขาก้าวออกมาจากคฤหาสน์คลาวด์ คุณย่าอัญชสาก็โทรเข้ามาจริง ๆ
“ธนกร แกกับพิมพ์ไม่ได้กลับมากินข้าวกับย่าตั้งนานแล้วนะ ไม่ต้องมาบอกว่ายุ่งเลยนะ ถึงจะยุ่งแค่ไหนแกก็ต้องหาเวลากลับมากินข้าวกับย่าบ้าง อาทิตย์นี้แหละ แกกับพิมพ์กลับมากินข้าวกับย่าสักมื้อ”
“คุณย่าครับ ผม...”
ธนกรกำลังจะหาเหตุผลมาปฏิเสธ แต่อัญชสากลับชิงวางสายไปเสียก่อน ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้คัดค้านเลย
เมื่อมองหน้าจอโทรศัพท์ที่ถูกตัดสายไป ธนกรก็เม้มปากเป็นเส้นตรงด้วยความโกรธ
เพื่อให้ทั้งสองมีลูกกันโดยเร็ว ตั้งแต่ตอนที่เพิ่งแต่งงานกันใหม่ ๆ อัญชสาก็ได้วางกฎไว้กับเขาว่า ทุกวันที่สิบห้าของเดือนจะต้องไปกินข้าวเย็นกับท่าน แล้วก็ค้างที่นั่นหนึ่งคืน
ตอนนี้เพิ่งจะต้นเดือน ยังเหลือเวลาอีกสองสัปดาห์กว่าจะถึงวันที่สิบห้า การที่อัญชสาโทรมาในเวลานี้ มีเหตุผลเพียงอย่างเดียว
นั่นคือพิมพ์วดีไปฟ้องอัญชสา
ทั้ง ๆ ที่เธอเป็นคนเสนอเรื่องหย่าขึ้นมาเอง แต่พอเขาหันหลังจากไป เธอกลับวิ่งไปฟ้องคุณย่าทันที ช่างเป็นคนเจ้าเล่ห์แสนกลจริง ๆ
ทำไมคุณย่าถึงได้ชอบคนเจ้าเล่ห์แบบเธอแทนที่จะเป็นเบลกันนะ?
แต่ก็อย่างว่า… เพราะเธอเจ้าเล่ห์เกินไป ช่างประจบเอาใจคนเก่งเกินไป ถึงได้หลอกล่อให้คุณย่าบังคับเขาแต่งงานกับเธอได้ ถ้าเธอเป็นผู้หญิงที่อ่อนโยนและจิตใจดีเหมือนเบล ก็คงไม่มีทางทำเรื่องแบบนี้ได้เด็ดขาด
ดูท่าว่าคำเตือนที่เขาเคยพูดกับเธอไปก่อนหน้านี้จะยังไม่มากพอ เขาคงจำเป็นต้องใช้วิธีการที่โหดเหี้ยมยิ่งกว่านี้ เธอถึงจะจดจำและไม่กล้าทำอีก
เมื่อนึกถึงการลงโทษเธอในห้องน้ำครั้งก่อน ธนกรก็รู้สึกว่าเลือดทั้งตัวไหลลงไปรวมกันที่ส่วนล่าง
เขาต้องรีบหาเธอให้เจอ แล้วจัดการเธออย่างหนัก ให้เธอเข็ดขยาดจนไม่กล้าแม้แต่จะไปทำร้ายเบล หรือไปฟ้องคุณย่าให้เขาต้องรำคาญใจอีก
หลังจากขึ้นรถ ธนกรก็เหยียบคันเร่งจนมิด พุ่งตรงไปยังเรือนหอทันที
ระหว่างทาง เขาได้ขับผ่านวิลล่าหลังที่พิมพ์วดีเคยขังเบลเอาไว้ภายในลิฟต์ ธนกรจึงตัดสินใจจอดรถ ก่อนจะก้าวเดินเข้าไปด้านใน
นี่คือวิลล่าหลังแรกที่ธนกรซื้อให้เบล ปกติเบลก็จะพักอยู่ที่นี่
ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ที่พิมพ์วดีขังเบลไว้ในลิฟต์ของวิลล่าครั้งนั้น ธนกรจึงพาเธอย้ายไปอยู่ที่คฤหาสน์คลาวด์
เมื่อเดินเข้ามาด้านในวิลล่า ธนกรก็ได้ยินเสียงของสาวใช้สองคนที่กำลังคุยกันอยู่
“นี่... เธอเห็นเลือดตรงขอบลิฟต์นั่นไหม?”
“เห็นสิ ฉันยังสงสัยอยู่เลยว่าเกิดอะไรขึ้น? ทำไมถึงมีเลือด? วันนั้นคุณธนกรอุ้มคุณเบลออกมาไม่ใช่เหรอ? เธอก็ไม่น่าจะบาดเจ็บตรงไหนนะ คุณธนกรรักคุณเบลขนาดนั้น ถ้าคุณผู้หญิงทำให้คุณเบลได้รับบาดเจ็บจนเลือดออก คุณธนกรต้องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแน่ ๆ”
“นั่นไม่ใช่เลือดของคุณเบลหรอก แต่เป็นเลือดของคุณผู้หญิงต่างหาก”
“ของคุณผู้หญิงเหรอ? ไม่ใช่ว่าคุณผู้หญิงเป็นคนขังคุณเบลไว้ในลิฟต์หรอกเหรอ? ถ้าจะมีคนเจ็บก็น่าจะเป็นคุณเบลสิ ทำไมถึงกลายเป็นคุณผู้หญิงไปได้ล่ะ?”
“ก็เลือดของคุณผู้หญิงจริง ๆ นั่นแหละ เธอยังจำได้ไหม ตอนนั้นคุณธนกร คุณผู้หญิง แล้วก็พวกเราทุกคน ยืนกันอยู่หน้าลิฟต์เพื่อช่วยคุณเบล พอช่วยคุณเบลขึ้นมาได้ คุณธนกรก็อุ้มเธอขึ้นมา แล้วเท้าของคุณเบลก็ถีบคุณผู้หญิงตกลงไปเลย ตอนนั้นลิฟต์ยังค้างอยู่ระหว่างชั้นหนึ่งกับชั้นสองอยู่นะ ตอนที่คุณธนกรอุ้มคุณเบลเดินออกไป พวกเราก็เดินตามไปด้วย ฉันได้ยินเสียงคุณผู้หญิงร้องโหยหวนอยู่ในลิฟต์แว่วมาเบา ๆ แต่ไม่มีใครหันไปสนใจเธอเลย ฉันเองก็ไม่กล้าเอ่ยปากพูดอะไร พอแน่ใจว่าคุณเบลไม่เป็นอะไรแล้ว พวกเราก็กลับมาที่เดิม ตอนนั้นฉันถึงได้เห็นว่ามีเลือดอยู่ตรงขอบลิฟต์ น่าจะเป็นตอนที่คุณผู้หญิงพยายามปีนออกมาจากลิฟต์เอง แล้วโดนประตูลิฟต์ที่พังบาดเอาน่ะ”
“คุณผู้หญิง...ก็สมควรแล้วล่ะ ใครใช้ให้เธอไปขังคุณเบลไว้ในลิฟต์ตั้งแต่แรกล่ะ ถ้าเธอไม่ทำเรื่องแบบนั้น ก็คงไม่โดนถีบตกลงไปในลิฟต์โดยไม่ตั้งใจหรอก”
“ตอนแรกฉันก็คิดว่าคุณผู้หญิงทำไม่ถูกเหมือนกัน แต่เธอไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นเสียงร้องของคุณผู้หญิงมันน่าเวทนาขนาดไหน เหมือนกับว่ามีงูพิษหรือสัตว์ร้ายอะไรจะกัดเธออยู่ในนั้นเลย”
“แล้วคุณผู้หญิงจะร้องโวยวายอะไรขนาดนั้น เธอก็แค่พลัดตกลงไปไม่ใช่เหรอ? ต่อให้ตอนนั้นลิฟต์จะค้างอยู่ระหว่างชั้นหนึ่งกับชั้นสอง แต่มันก็แค่ตกลงมาครึ่งชั้น ไม่ได้ตกจนตายสักหน่อย จะโวยวายทำไม ถ้าจะมีคนร้อง ก็ควรจะเป็นคุณเบลมากกว่า คุณเบลเป็นโรคกลัวที่แคบด้วยนะ พอถูกขังอยู่ในที่ปิดเธอก็คงจะกลัวมาก คุณผู้หญิงไม่ได้เป็นโรคนี้สักหน่อย”
“พูดถึงเรื่องอาการกลัวที่แคบของคุณเบล ตอนที่คุณเบลถูกขังอยู่ในลิฟต์ เธอได้ยินเสียงร้องของคุณเบลบ้างไหม?”
“ฉัน...ไม่ได้ยินเลยนะ”
“ฉันก็ไม่ได้ยินเหมือนกัน”
ความเงียบอันน่าขนลุกเข้าปกคลุม
ทั้งสองคนมองหน้ากันไปมา ไม่มีใครพูดอะไร
ผ่านไปสักพักใหญ่ เสียงพูดคุยก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
“หรือบางทีอาจเป็นเพราะตอนนั้นพวกเราสองคนอยู่กันที่สวนด้านหลัง ซึ่งค่อนข้างไกล เลยทำให้ไม่ได้ยินเสียงก็เป็นได้?”
“น่าจะ...ใช่แหละมั้ง”
เพราะอย่างไรเสีย คนที่เป็นโรคกลัวที่แคบก็คือคุณเบล ไม่ใช่คุณผู้หญิง
ธนกรที่ยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูวิลล่า พอได้ยินเรื่องราวที่แม่บ้านคุยกัน เขาก็ถึงกับขมวดคิ้วแน่น
พิมพ์วดีบาดเจ็บงั้นเหรอ? แล้วทำไมเขาถึงไม่เห็น?
ไหนจะเรื่องที่เบลถีบพิมพ์วดีตกลิฟต์โดยไม่ตั้งใจอีก จะเป็นไปได้อย่างไร?
เบลจิตใจดีขนาดนั้น ไม่มีทางทำเรื่องแบบนี้เด็ดขาด
ต้องเป็นพิมพ์วดีที่จงใจกระโดดลงไปเองแล้วส่งเสียงโวยวายเพื่อใส่ร้ายเบลแน่ ๆ
แม้แต่สาวใช้สองคนนี้ก็คงจะถูกพิมพ์วดีซื้อตัวไปแล้ว ถึงได้มายืนพูดเรื่องพวกนั้นอยู่ตรงนี้เพื่อให้เขาได้ยินโดยเฉพาะ
ก่อนหน้านี้ที่เบลติดอยู่ในลิฟต์แล้วไม่มีใครไปเจอ ก็ต้องเป็นพิมพ์วดีที่สั่งให้สาวใช้สองคนนี้อย่าเข้าไปใกล้เธอแน่ ๆ
พิมพ์วดี ฉันอุตส่าห์ให้ตำแหน่งคุณผู้หญิงกับเธอ แต่เธอกลับยังกล้าซื้อตัวสาวใช้ของฉันมาใส่ร้ายเบลอีก เธอนี่ช่างร้ายกาจเกินไปแล้ว!
“พวกเธอทำอะไรกันอยู่?!” ธนกรก้าวเท้าเดินเข้าไป
“ฉันจ้างพวกเธอมาเพื่อดูแลเบล ไม่ใช่ให้มาช่วยคนอื่นทำร้ายเธอ แล้วยังจะมีหน้ามานินทาเจ้านายอยู่นี่อีก! ไสหัวไปให้พ้นหน้าฉันซะ! ไม่ต้องกลับมาที่นี่อีก พวกเธอถูกไล่ออกแล้ว”
ธนกรไม่เปิดโอกาสให้สาวใช้สองคนนั้นได้ทันตั้งตัวหรือแสดงท่าทีใด ๆ เมื่อพูดจบเขาก็รีบหันหลังเดินจากไปทันที
เขาตั้งใจจะไปหาพิมพ์วดีที่เรือนหอ เพื่อสั่งสอนให้เธอรู้สำนึก พร้อมกับเตือนเธอว่าอย่าทำเรื่องเลวร้ายอีก ไม่อย่างนั้น ไม่ว่าเธอจะใช้วิธีไหน หรือจะขอให้ใครมาเกลี้ยกล่อม เขาก็จะหย่ากับเธอให้ได้
ธนกรขับรถด้วยความเร็วสูงสุดไปยังวิลล่าที่ใช้เป็นเรือนหอของทั้งสองคน
“พิมพ์วดี! พิมพ์วดี ออกมาเดี๋ยวนี้นะ!” ธนกรใช้เท้าถีบประตูจนเปิดอ้าออก ก่อนจะรีบเดินเข้าไปข้างใน
“พิมพ์วดี เธอทำอะไรลงไปก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจ รีบไสหัวออกมายอมรับผิดซะ!”
“พิมพ์วดี!”
ธนกรตะโกนเรียกอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่มีใครตอบกลับ
“พิมพ์วดี อย่าคิดว่ามุดหัวซ่อนตัวแล้วเรื่องมันจะจบนะ ยิ่งเธอยังถ่วงเวลาไม่ยอมออกมา บทลงโทษของฉันก็จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เพราะฉะนั้นเธอควรรีบออกมาขอโทษฉันดี ๆ แล้วก็ไปขอโทษเบลซะ! ถ้าเธอยอมทำตามนี้... ฉันอาจจะยังพอให้อภัยเธอได้บ้าง”
ในวิลล่ายังคงเงียบสงัด ไม่มีใครตอบกลับเขาเลย
ธนกร “...”
เขายิ่งเดือดดาลมากขึ้นกว่าเดิม น้ำเสียงเย็นเยียบยิ่งกว่าครั้งก่อน “มีใครอยู่บ้าง? คุณผู้หญิงไปอยู่ที่ไหน? ไปตามตัวเธอมาให้ฉันเดี๋ยวนี้!”
...
ยังคงเงียบสงัดเช่นเคย
ในตอนนั้นเองที่ธนกรเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า เพื่อที่จะทรมานพิมพ์วดี เป็นการแก้แค้นที่เธอเคยใช้คุณย่ามาบีบบังคับให้เขาแต่งงานด้วย หลังจากแต่งงานกันแล้ว เขาจึงสั่งห้ามไม่ให้จ้างสาวใช้ในวิลล่าหลังนี้แม้แต่คนเดียว
ทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านหลังนี้ ไม่ว่าจะเป็น การปัดกวาดเช็ดถูพื้น บันไดทุกขั้น ราวจับทุกจุด หรือแม้แต่งานจิปาถะอื่น ๆ ล้วนเป็นคำสั่งเผด็จการจากเขาทั้งสิ้นที่บังคับให้พิมพ์วดีต้องทำทั้งหมดนี้ด้วยตัวเอง
เมื่อไม่มีสาวใช้ให้เรียกหา ธนกรจึงต้องไปตามหาเธอด้วยตัวเอง
ชั้นบน ชั้นล่าง ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนอน ห้องหนังสือ ห้องดูหนัง รวมถึงสระว่ายน้ำบนดาดฟ้า สวนหลังบ้าน หรือแม้กระทั่งที่จอดรถใต้ดิน ธนกรหาจนทั่วแล้ว แต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของพิมพ์วดี
ในที่สุด ธนกรก็เหลือบไปเห็นใบหย่าที่พิมพ์วดีเซ็นชื่อเรียบร้อยแล้ววางอยู่บนโต๊ะทำงานของเขา และเมื่อเขากวาดสายตาไปมองที่ถังขยะข้างประตู ก็พบรูปคู่เพียงใบเดียวของพวกเขา
ตอนที่แต่งงานกับพิมพ์วดี เขายังไม่อยากไปจดทะเบียนสมรสที่อำเภอด้วยซ้ำ และแน่นอนว่าเขาย่อมไม่ไปถ่ายรูปแต่งงานกับพิมพ์วดีด้วย
รูปใบนั้น คือตอนที่เขาพาเธอกลับไปทานข้าวกับคุณย่าในวันที่สิบห้าของเดือนแรกหลังแต่งงาน พิมพ์วดีพยายามจะทลายกำแพงความเย็นชาด้วยการขยับเข้าไปใกล้เขา หวังจะหยอกเย้าให้เขาหัวเราะออกมาบ้าง แล้วอัญชสาก็ดันกดถ่ายภาพนั้นไว้ได้อย่างพอดิบพอดี
พิมพ์วดีไปขอไฟล์รูปนั้นจากอัญชสา แล้วเอาไปล้างอัดและใส่กรอบที่ร้านถ่ายรูปด้วยตัวเอง ก่อนจะเอามาแขวนไว้ที่หัวเตียงในห้องนอนแทนรูปแต่งงาน
เขายังคงจำภาพในวันที่ติดตั้งรูปนั้นได้แม่นยำ ตอนนั้นมีพิมพ์วดีคอยยืนอยู่ใกล้ ๆ และเอ่ยถ้อยคำกับเขาด้วยท่าทีที่ดูประจบสอพลอว่า
“เมื่อเทียบกับรูปแต่งงานที่ดูหรูหราอลังการ ฉันชอบรูปของเราแบบนี้มากกว่า มันดูเต็มไปด้วยชีวิตชีวาดี”
แต่ในตอนนี้ รูปภาพที่เคยเต็มไปด้วยชีวิตชีวาใบนั้น กลับนอนนิ่งอยู่ในถังขยะอย่างไร้ความหมาย
กระจกที่ปิดทับรูปถ่ายแตกละเอียด ทำให้ใบหน้าที่เย็นชาของเขาและใบหน้าที่ยิ้มแย้มของพิมพ์วดีเสียหาย บนนั้นมีของเหลวสีแดงปริศนาเปรอะเปื้อนอยู่ ราวกับเลือดที่ไหลออกมาจากใบหน้าของคนทั้งสอง
เป็นครั้งที่สองในรอบวันที่ธนกรรู้สึกเหมือนมีมือขนาดใหญ่กำลังฉีกกระชากหัวใจของเขา
พิมพ์วดีต้องการจะหย่ากับเขาจริง ๆ ครั้งนี้เธอไม่ได้กำลังงอน หรือใช้เล่ห์เหลี่ยมใด ๆ อยู่ทั้งสิ้น เธอแค่ต้องการจะออกไปจากชีวิตเขาแล้วจริง ๆ
